“เทพไท” ชี้ กกต.ล็อกเป้า 2 พรรค ซื้อเสียงลดฮวบ! โต้หัวละ 7,500 เป็นไปไม่ได้
วันที่ 22 ม.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า…
กกต.ล็อค 2 พรรคได้ ซื้อเสียงลดทันที
มีการถกเถียงและแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางว่า ผลการสำรวจของกกร.หรือคณะทำงานซีโร่ คอรัปชั่น ที่ระบุว่า มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้งจำนวนเงินหัวละ 7500 บาท ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไป
ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน อยากจะแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า เงินจำนวน 7,500 บาท ไม่ใช่เงินที่ใช้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งส.ส. แต่เป็นเงินที่น่าจะมาจากเหตุการณ์ 2 กรณี คือ
1.เป็นการสอบถามความเห็นของบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในต่างจังหวัด แต่มาทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อมีการเลือกตั้งท้องถิ่น คืออบต. เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ต้องเดินทางกลับบ้านไปลงคะแนนเสียง อาจจะมีผู้จ่ายเงินให้ไปลงคะแนนเสียง โดยคิดค่าเดินทาง ซึ่งเป็นค่ารถหรือค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ รวมถึงค่าเสียเวลา จึงมีความเป็นไปได้ว่า มีตัวเลขค่าหัวสูงถึง 7,500 บาท
2.กรณีที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งเทศบาลเล็กๆ หรือเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีคะแนนเสียงที่ชนะกันไม่มากนัก เมื่อคู่แข่งขันเช็คแล้วว่า คะแนนเสียงห่างกันเพียง 2-3 คะแนน จึงทำให้มีการซื้อเสียง เพื่อหวังชัยชนะด้วยตัวเลขที่สูง คือ 7,500 บาท หรือบางครั้งอาจจะมีสูงถึงเสียงละ 10,000-30,000 บาทก็เคยมีมาแล้ว
ดังนั้นการซื้อเสียงจำนวนเงิน 7,500 บาทต่อเสียงในการลงคะแนนเลือกส.ส.นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะการเลือกตั้ง สส.ในครั้งนี้ ได้พัฒนาจากค่าหัวเดิม หัวละ 500 บาทเป็นหัวละ 1,000 บาท เท่ากับค่าหัวการเลือกตั้งสมาชิก อบต. ที่ผ่านมา
ส่วนการใช้หัวคะแนน ในการหาเสียงในการซื้อเสียงในตอนนี้มีอยู่3ส่วน
ส่วนแรกคือ อสม.ซึ่งมีความใกล้ชิดกับบุคคลในหมู่บ้าน เพราะอสม.1คนดูแล 7-10 ครัวเรือน จึงสะดวกแก่การซื้อเสียง และสามารถซื้อเสียงได้ผลมาแล้ว เมื่อการเลือกตั้งปี 2566
ส่วนที่2 คือการใช้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านซื้อเสียง ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมาก และมีผลต่อการช่วยเหลือประชาชน ทำให้ประชาชนเกรงใจกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และพรรคการเมืองบางพรรคที่มีการคุมอำนาจรัฐ คุมกระทรวงมหาดไทย ก็ใช้กลไกอำนาจรัฐ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปถึงผู้ใหญ่บ้าน
ส่วนที่3 นายกอบต. และสมาชิกอบต.ที่พึ่งได้รับการเลือกตั้งไป เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่มีฐานเสียงเดิม สามารถที่ใช้ฐานเสียงเดิม และผลงานที่ซื้อเสียงจนได้รับชัยชนะมาแล้ว ไปเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคการเมือง หรือผู้สมัครที่ต้องการซื้อเสียง
ถ้าหากกกต.จะแก้ปัญหาการซื้อเสียงเฉพาะหน้าในระยะสั้น คือการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ อยากจะแนะนำให้ไปควบคุมหรือไปเฝ้าระวังพรรคการเมือง2พรรค หรือผู้สมัครจากพรรคการเมือง 2 พรรค ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า ใช้กระสุนยิงหรือล็อคเป้ายิงได้ผลสำเร็จมาแล้ว ประชาชนในพื้นที่รู้ดีว่าคือพรรคการเมืองใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคใต้ มีเพียง2พรรคเท่านั้นที่ซื้อเสียง ส่วนพรรคการเมืองอื่นถ้าจะมีการซื้อเสียงอยู่บ้าง ก็เป็นการช่วยตัวเองหรือซื้อโดยโดยตัวผู้สมัครเอง โดยไม่ได้สนับสนุนจากพรรคที่สังกัด
ขอฝากให้กกต.ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ภาคใต้ รอบนี้ถ้าจะแก้ปัญหาการซื้อเสียงให้ได้ระดับหนึ่ง ก็คือการไปล็อคพรรคการเมือง2พรรค และผู้สมัครจากพรรคการเมือง 2 พรรคนี้ ก็จะทำให้การซื้อเสียงเบาลงทันที