โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง! 7 พรรคเปิดนโยบาย "สู้ฝุ่น PM2.5" ประกาศดัน พรบ.อากาศสะอาดทันที
">
ในการประชุมระดับชาติเรื่องมลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ณ ห้อง Grand Diamond Ballroom อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 21 มกราคม 2569 ตัวแทนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมาตรการแก้ปัญหามลพิษอย่างเข้มข้นเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้
นายภาณุรัช ดำรงไทย ตัวแทนจาก "พรรคไทยก้าวใหม่" วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เสนอการติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมนำเสนอนวัตกรรม "Liquid 3" หรือเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพจากสาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนและฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่าต้นไม้หลายเท่า โดยผลทดสอบริมถนนสุขุมวิทพบว่าช่วยลดค่าฝุ่นในพื้นที่ติดตั้งได้เกือบ 50% นอกจากนี้ยังมีแนวคิดใช้ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อจัดระเบียบ "Burn Day" และสนับสนุนภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 หางดง-สันป่าตอง จาก "พรรคประชาชน" ได้ประกาศนโยบาย "100 วันแรก" เพื่อรื้อระบบการจัดการฝุ่นใหม่ใน 4 ด้าน เริ่มจากการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CAC) เพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียว และใช้ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง 10 ปีเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ไม่เหมาะสม โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณ 2,000 บาทต่อไร่เพื่อให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรแทนการเผาผ่านระบบคูปอง นอกจากนี้ยังเสนอการทำเขต Ultra Low Emission Zone ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การใช้ระบบตั๋วร่วมเพื่อลดค่าโดยสารขนส่งสาธารณะภายใน 1 ปี และมาตรการระหว่างประเทศที่เข้มงวดด้วยการห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มาจากการเผาโดยต้องระบุพิกัดแปลงปลูกเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้
ทางด้าน นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จาก "พรรคประชาธิปัตย์" นำเสนอนโยบายภายใต้แพ็กเกจ "ไทยฟ้าใหม่" ที่มุ่งเน้นการตรวจวัดสารก่อมะเร็งในฝุ่น PM2.5 โดยจะติดตั้ง "Super Sensor" ในเขตโรงงานและพื้นที่จราจรหนาแน่นเพื่อวัดค่า Volatile Organic Compounds (VOCs) หรือสารอินทรีย์ระเหยง่าย โดยพรรคยังมีแนวคิดบูรณาการกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พรบ.อากาศสะอาด, พรบ. Circular Economy และ พรบ.โลกร้อน ให้เป็นใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมใบเดียวเพื่อลดความซับซ้อนสำหรับภาคเอกชน พร้อมเสนอ "พันธบัตรป่าไม้" เพื่อให้เกษตรกรที่ปลูกป่ามีรายได้เลี้ยงชีพได้ทันทีจากมูลค่าของต้นไม้โดยไม่ต้องรอตัดขาย รวมถึงการสนับสนุน Solar Rooftop เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้
ในส่วนของ ร.ต.อ. วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 7 บางซื่อ-ดุสิต จาก "พรรคพลังประชารัฐ" ได้ยืนยันหลักการ "ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) โดยจะบรรจุไว้ในกฎหมายเพื่อไม่ให้ภาระตกแก่ประชาชนหรือรัฐบาล นโยบายของพรรคมุ่งเน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยให้ นายก อบจ. เป็นประธานคณะกรรมการจัดการฝุ่นระดับจังหวัด และจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเพื่อให้มีงบประมาณทำงานจริง นอกจากนี้ยังมีมาตรการควบคุมที่ต้นเหตุด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดควันจากปล่องโรงงานแบบ Real-time และระบบแจ้งเตือน SMS Broadcast ให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการแจกหน้ากาก N95 และการจัดตารางเวลาเผาตามฤดูกาลเพื่อไม่ให้เกิดฝุ่นพร้อมกันทั่วประเทศ
ด้าน นางสาวบุญยกร ดำรงรัตน์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 4 คลองเตย-วัฒนา จาก "พรรคเพื่อไทย" เน้นย้ำการใช้กลไกรัฐธรรมนูญมาตรา 147 เพื่อดึง พรบ.อากาศสะอาด กลับมาดำเนินการต่อทันทีภายใน 60 วัน นโยบายพรรคครอบคลุม 6 ภาคส่วน โดยในภาคคมนาคมจะผลักดันรถไฟฟ้า 20 บาท และรถเมล์ปรับอากาศ 10 บาท พร้อมระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว สำหรับภาคเกษตรกรรมจะเน้นการให้เงินรางวัล (Incentive) และเทคโนโลยี Agri-Tech แทนการบังคับ รวมถึงการใช้แอปพลิเคชัน "ไฟดี" บริหารจัดการเชื้อเพลิง และการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านมาตรฐาน "GAP PM2.5 Free" สำหรับผลผลิตการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 22 สวนหลวง-ประเวศ จาก "พรรคภูมิใจไทย" ตั้งเป้า "สู้ฝุ่นให้จบใน 2.5 เดือน" ด้วยแผนปฏิบัติการเชิงรุกโดยจะตั้งคณะกรรมการวอร์รูมบูรณาการ 7 กระทรวง และรายงานดัชนีฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติทุกเช้า พรรคมีนโยบายสนับสนุนให้โรงงานขนาดเล็กติดตั้งระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring Systems) ตรวจจับควันผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และส่งเสริม "โซลาร์เซลล์ชุมชน" (Third Party Access) เพื่อลดค่าไฟให้ต่ำกว่า 3 บาท นอกจากนี้ยังนำเสนอนโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า EV ราคาถูกที่ผลิตในไทย โดยให้ผ่อนชำระเพียงเดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 60 เดือน เพื่อลดมลพิษจากการจราจร
ปิดท้ายด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ จาก "พรรครวมไทยสร้างชาติ" ที่ชูความเด็ดขาดด้วยนโยบาย "เปิดเสรีโซลาร์" เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนติดตั้งพลังงานสะอาดได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน ช่วยให้รอดพ้นจากภาษีคาร์บอน (CBAM) ของต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเสนอ พรบ.การจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนเยียวยาและเก็บกู้สารพิษที่รั่วไหลได้ทันทีโดยไม่ต้องรอฟ้องร้อง และดึงกระทรวงการคลังเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อให้เกิดการซื้อขายที่รวดเร็วและเป็นระบบ
ทั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองมีฉันทามติร่วมกันในการผลักดัน พรบ.อากาศสะอาด และ พรบ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ทันทีหลังการเลือกตั้ง เพื่อสิทธิในการหายใจของประชาชน