โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เบื่อคนเก่า เอาคนใหม่

สยามรัฐ

อัพเดต 38 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทวี สุรฤทธิกุล

ข้อดีของประชาธิปไตยคือเสรีภาพ คืออิสระในการที่จะคิดและกระทำ แต่ข้อเสียก็มีมาก เพราะการใช้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขต ได้ก่อให้เกิดความคิดและการกระทำที่อยู่เหนือการควบคุม

ผู้เขียนเคยคุยกับรุ่นพี่นิสิตที่เคยร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่เรียกกันว่า “วันมหาวิปโยค” พี่เขาเล่าให้ฟังว่า ต้นตอสาเหตุจริง ๆ น่าจะเกิดจาก “ความเบื่อ” คือเบื่อทหาร เบื่อเผด็จการ และเบื่อที่ประเทศไทยล้าหลัง ไม่พัฒนา

พอไล่ทหารได้แล้ว มีเลือกตั้งในปี 2518 แล้ว ก็คิดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ได้รัฐบาลผสมแบบที่สื่อมวลชนในสมัยนั้นเรียกว่า “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” ที่แก่งแย่งผลประโยชน์กันวุ่นวาย ขณะเดียวกันประชาชนหลายกลุ่มก็เรียกร้องเอาโน่นเอานี่ วุ่นวายกันไปหมดทั่วประเทศ ที่สุดรัฐบาลก็ไปไม่รอด มีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2519 แต่ก็ยังวุ่นวายไปหมดเหมือนเดิม จนกระทั่งทหารยึดอำนาจอีกในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทีนี้นิสิตนักศึกษาและปัญญาชนทั้งหลายก็หนีเข้าป่า เพราะทหารกลับมา “เอาคืน” ในขณะที่ประชาชนก็เบื่อนิสิตนักศึกษา และดูเหมือนว่าจะ “หมดศรัทธา” ในนิสิตและนักศึกษามาตั้งแต่บัดนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ประชาชน “เบื่อ” นิสิตนักศึกษาแล้วนั่นเอง

รุ่นพี่คนนี้เล่าอีกว่า ในปี 2518 ช่วงที่มีการประท้วงเรียกร้องเอาโน่นเอานี่กันวุ่นวายจากประชาชนหลายกลุ่มทั่วประเทศ ตำรวจก็เริ่มที่จะใช้ความแข็งกร้าวและความรุนแรงในการควบคุมผู้ชุมนุมประท้วง กลุ่มแกนนำของนิสิตนักศึกษาก็ได้ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งรุ่นพี่คนนี้ก็ได้เข้าไปพบด้วย

นายกรัฐมนตรีพูดกับแกนนำนิสิตนักศึกษาที่มาพบว่า มีประชาชนร้องเรียนมามาก ว่าเขาเดือดร้อน เดินทางไปไหนมาไหนก็ลำบาก ในกรุงเทพฯก็มีปัญหาจราจร ไม่รู้จะหลบหลีกขบวนประท้วงต่าง ๆ ไปทางไหน เพราะติดขัดไปหมด ทำมาหากินลำบาก ที่ต่างจังหวัดก็มีหลายจุดที่น่ากลัวอันตราย บางจังหวัดก็มีปัญหาผู้ก่อการร้าย กลัวว่าจะมีการฉวยโอกาสใช้ความรุนแรง ทางการก็ต้องเข้าไปจัดการดูแลก่อน ชาวบ้านก็นอนไม่หลับ กลัวจะเกิดอันตรายอยู่ทุกวันทุกคืน

ท่าน(นายกรัฐมนตรี)บอกว่า เราได้ประชาธิปไตยมาด้วยความยากลำบาก และสูญเสียเลือดเนื้อไปเป็นจำนวนมาก บางทีเราก็ดีใจและใช้เสรีภาพมากจนเกินไป เราควรจะพูดคุยกันให้มากกว่านี้ ท้ายสุดท่านขอร้องให้ตัวแทนนิสิตนักศึกษาช่วยรัฐบาลด้วย โดยการควบคุมกันและกัน ให้มีการใช้เสรีภาพให้อยู่ในขอบเขต แล้วบ้านเมืองก็จะ “ไปต่อ” กันได้ ซึ่งแกนนำนิสิตนักศึกษาก็ไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะเหมือนโดนตำหนิว่า พวกนิสิตและนักศึกษานี่แหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหาความวุ่นวายในบ้านเมือง

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลาโลกนี้ไปได้ 30 ปีแล้ว แต่ท่านเคยพูดถึงปัญหาการเมืองไทย เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเริ่มทำงานวิจัยชิ้นแรกของการเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2534 ในชื่อโครงการว่า “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากการบอกเล่า” โดยเริ่มสัมภาษณ์ท่านเป็นคนแรก (น่าเสียดายว่าตอนนั้นท่านเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ สัมภาษณ์ไปได้สัก 3 - 4 ครั้ง ก็ต้องหยุด พอดีกับผู้เขียนถูกยืมตัวมาช่วยราชการข้างนอก เลยไม่ได้ทำโครงการต่อ) โดยได้สัมภาษณ์มาถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 นั้นด้วย

ท่านก็บอกว่าเสียดาย “พลัง” ของนิสิตนักศึกษาในครั้งนั้นมาก ปัญหาของนิสิตนักศึกษาตอนนั้นก็คือไม่ค่อยหันหน้าเข้าพูดคุยกับฝ่ายอื่น ๆ ในบ้านเมือง อาจจะด้วยเพราะเป็นคนที่ขับไล่ทหารออกไป กลัวว่าทหารยังโกรธแค้น หรือคุยไปก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะอยากจะกีดกันทหารออกไปจากการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะอย่างไรบ้านเมืองก็ต้องมีหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ กลุ่มช่วยกัน จะทำหรือแก้ปัญหาตามลำพังไม่ได้ ยิ่งเป็นปัญหาของประเทศก็ยิ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ ก็ยิ่งต้องช่วยกันมาก ๆ

“พอไม่คุยกัน เมื่อเกิดเรื่องก็ยิ่งแก้ยาก แล้วทหารเขาก็ถนัดในเรื่องใช้กำลังอยู่แล้ว วันที่ 6 ตุลาคม 19 ก็ต้องจบลงแบบนั้น” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวถึงความหลังครั้งนั้นไว้อย่างนี้ !

ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนขึ้นมาตรงนี้ ก็เพราะวันนี้เกิดมีคนรุ่นใหม่กำลังหาเสียงให้ “ไม่เอา” คนรุ่นเก่า โดยเฉพาะที่มีการแชร์กันมากในโซเชียลมีเดียของคนกลุ่มนี้ว่า “เบื่อคนเก่า เอาคนใหม่” อันอาจจะนำมาซึ่งปัญหาของบ้านเมืองเรานี้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต

ผู้เขียนเป็นคนที่เชื่อในปรัชญาว่า “โลกใหม่ย่อมเกิดได้จากโลกเก่า” คือไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปก็ย่อมจะต้องเกิดจาก “รากเดิม” หรือฐานเดิมด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถ้าใครจะเชื่อในปรัชญาที่ว่า “ล้างโลกเก่า เปลี่ยนโลกใหม่” ก็จะอยู่ลำบาก เหมือนพวกที่เชื่อใน “ทฤษฎีกลายพันธุ์” ที่เกิดสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดแตกต่างไปจากเผ่าพันธุ์เดิม ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว และบางทีก็ต้องสูญพันธุ์ไป เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้าอยู่กับธรรมชาติที่เป็นมานับล้าน ๆ ปีนี้ได้

“ธรรมชาติของการเมืองไทย” ในความเชื่อของผู้เขียนที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าบ้านเมืองเราต้องมี “ผู้หลักผู้ใหญ่” หรือคนที่น่าเคารพนับถือไว้ปกครองดูแลกันและกัน ผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้ พวกเขาไม่เพียงแต่จะเป็น “รากเหง้า” หรือแหล่งที่มาของสังคมเราแล้ว แต่พวกเขายัง “มีค่า” สูงยิ่ง ต่อความเป็นไปในอนาคตของบ้านเมืองเรานี้

สมมุติว่าหลังเลือกตั้ง มีการจับมือกันระหว่างพรรคของคนรุ่นใหม่ ที่คาดว่าจะได้เสียง ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง กับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ได้คะแนนเสียงรอง ๆ ลงมา ด้วยการแสดงความ “นอบน้อม” หรือให้เกียรติกันและกันพอสมควร ผู้เขียนก็มองว่าน่าจะเป็น “นิมิตหมาย” หมายที่ดี โดยบ้านเมืองคงจะไม่เป็นเหมือนครั้ง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519

ผู้เขียนเชื่อว่า “ผู้หลักผู้ใหญ่” อีกกลุ่มที่นักการเมืองคนรุ่นใหม่ควรหันหน้าเข้าไปพูดคุย ซึ่งอาจจะไม่ต้องถึงขั้นไปขอคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เอาแค่เข้าไปหาและแสดงความเคารพนับถือพอสมควร ก็คือ “อำมาตย์” ที่รวมถึง “ทหาร” ที่คนรุ่นใหม่รังเกียจ ที่น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ “ปรับตัว - ปรับใจ” เข้าหากัน

เพลง “รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย” อาจจะต้องเปลี่ยนเนื้อร้องท่อนต่อไปที่ว่า “จะเกิดชาติไหน ๆ ก็ไทยด้วยกัน” เป็นว่า “จะเกิดรุ่นไหน ๆ เป็นไทยทุกคน”

ไทยทุกคนที่รักกันและกัน หรืออย่างน้อยก็พูดคุยกันด้วยดีได้เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...