เบื่อคนเก่า เอาคนใหม่
ทวี สุรฤทธิกุล
ข้อดีของประชาธิปไตยคือเสรีภาพ คืออิสระในการที่จะคิดและกระทำ แต่ข้อเสียก็มีมาก เพราะการใช้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขต ได้ก่อให้เกิดความคิดและการกระทำที่อยู่เหนือการควบคุม
ผู้เขียนเคยคุยกับรุ่นพี่นิสิตที่เคยร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่เรียกกันว่า “วันมหาวิปโยค” พี่เขาเล่าให้ฟังว่า ต้นตอสาเหตุจริง ๆ น่าจะเกิดจาก “ความเบื่อ” คือเบื่อทหาร เบื่อเผด็จการ และเบื่อที่ประเทศไทยล้าหลัง ไม่พัฒนา
พอไล่ทหารได้แล้ว มีเลือกตั้งในปี 2518 แล้ว ก็คิดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ได้รัฐบาลผสมแบบที่สื่อมวลชนในสมัยนั้นเรียกว่า “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” ที่แก่งแย่งผลประโยชน์กันวุ่นวาย ขณะเดียวกันประชาชนหลายกลุ่มก็เรียกร้องเอาโน่นเอานี่ วุ่นวายกันไปหมดทั่วประเทศ ที่สุดรัฐบาลก็ไปไม่รอด มีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2519 แต่ก็ยังวุ่นวายไปหมดเหมือนเดิม จนกระทั่งทหารยึดอำนาจอีกในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทีนี้นิสิตนักศึกษาและปัญญาชนทั้งหลายก็หนีเข้าป่า เพราะทหารกลับมา “เอาคืน” ในขณะที่ประชาชนก็เบื่อนิสิตนักศึกษา และดูเหมือนว่าจะ “หมดศรัทธา” ในนิสิตและนักศึกษามาตั้งแต่บัดนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ประชาชน “เบื่อ” นิสิตนักศึกษาแล้วนั่นเอง
รุ่นพี่คนนี้เล่าอีกว่า ในปี 2518 ช่วงที่มีการประท้วงเรียกร้องเอาโน่นเอานี่กันวุ่นวายจากประชาชนหลายกลุ่มทั่วประเทศ ตำรวจก็เริ่มที่จะใช้ความแข็งกร้าวและความรุนแรงในการควบคุมผู้ชุมนุมประท้วง กลุ่มแกนนำของนิสิตนักศึกษาก็ได้ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งรุ่นพี่คนนี้ก็ได้เข้าไปพบด้วย
นายกรัฐมนตรีพูดกับแกนนำนิสิตนักศึกษาที่มาพบว่า มีประชาชนร้องเรียนมามาก ว่าเขาเดือดร้อน เดินทางไปไหนมาไหนก็ลำบาก ในกรุงเทพฯก็มีปัญหาจราจร ไม่รู้จะหลบหลีกขบวนประท้วงต่าง ๆ ไปทางไหน เพราะติดขัดไปหมด ทำมาหากินลำบาก ที่ต่างจังหวัดก็มีหลายจุดที่น่ากลัวอันตราย บางจังหวัดก็มีปัญหาผู้ก่อการร้าย กลัวว่าจะมีการฉวยโอกาสใช้ความรุนแรง ทางการก็ต้องเข้าไปจัดการดูแลก่อน ชาวบ้านก็นอนไม่หลับ กลัวจะเกิดอันตรายอยู่ทุกวันทุกคืน
ท่าน(นายกรัฐมนตรี)บอกว่า เราได้ประชาธิปไตยมาด้วยความยากลำบาก และสูญเสียเลือดเนื้อไปเป็นจำนวนมาก บางทีเราก็ดีใจและใช้เสรีภาพมากจนเกินไป เราควรจะพูดคุยกันให้มากกว่านี้ ท้ายสุดท่านขอร้องให้ตัวแทนนิสิตนักศึกษาช่วยรัฐบาลด้วย โดยการควบคุมกันและกัน ให้มีการใช้เสรีภาพให้อยู่ในขอบเขต แล้วบ้านเมืองก็จะ “ไปต่อ” กันได้ ซึ่งแกนนำนิสิตนักศึกษาก็ไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะเหมือนโดนตำหนิว่า พวกนิสิตและนักศึกษานี่แหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหาความวุ่นวายในบ้านเมือง
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลาโลกนี้ไปได้ 30 ปีแล้ว แต่ท่านเคยพูดถึงปัญหาการเมืองไทย เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเริ่มทำงานวิจัยชิ้นแรกของการเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2534 ในชื่อโครงการว่า “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากการบอกเล่า” โดยเริ่มสัมภาษณ์ท่านเป็นคนแรก (น่าเสียดายว่าตอนนั้นท่านเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ สัมภาษณ์ไปได้สัก 3 - 4 ครั้ง ก็ต้องหยุด พอดีกับผู้เขียนถูกยืมตัวมาช่วยราชการข้างนอก เลยไม่ได้ทำโครงการต่อ) โดยได้สัมภาษณ์มาถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 นั้นด้วย
ท่านก็บอกว่าเสียดาย “พลัง” ของนิสิตนักศึกษาในครั้งนั้นมาก ปัญหาของนิสิตนักศึกษาตอนนั้นก็คือไม่ค่อยหันหน้าเข้าพูดคุยกับฝ่ายอื่น ๆ ในบ้านเมือง อาจจะด้วยเพราะเป็นคนที่ขับไล่ทหารออกไป กลัวว่าทหารยังโกรธแค้น หรือคุยไปก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะอยากจะกีดกันทหารออกไปจากการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะอย่างไรบ้านเมืองก็ต้องมีหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ กลุ่มช่วยกัน จะทำหรือแก้ปัญหาตามลำพังไม่ได้ ยิ่งเป็นปัญหาของประเทศก็ยิ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ ก็ยิ่งต้องช่วยกันมาก ๆ
“พอไม่คุยกัน เมื่อเกิดเรื่องก็ยิ่งแก้ยาก แล้วทหารเขาก็ถนัดในเรื่องใช้กำลังอยู่แล้ว วันที่ 6 ตุลาคม 19 ก็ต้องจบลงแบบนั้น” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวถึงความหลังครั้งนั้นไว้อย่างนี้ !
ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนขึ้นมาตรงนี้ ก็เพราะวันนี้เกิดมีคนรุ่นใหม่กำลังหาเสียงให้ “ไม่เอา” คนรุ่นเก่า โดยเฉพาะที่มีการแชร์กันมากในโซเชียลมีเดียของคนกลุ่มนี้ว่า “เบื่อคนเก่า เอาคนใหม่” อันอาจจะนำมาซึ่งปัญหาของบ้านเมืองเรานี้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต
ผู้เขียนเป็นคนที่เชื่อในปรัชญาว่า “โลกใหม่ย่อมเกิดได้จากโลกเก่า” คือไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปก็ย่อมจะต้องเกิดจาก “รากเดิม” หรือฐานเดิมด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถ้าใครจะเชื่อในปรัชญาที่ว่า “ล้างโลกเก่า เปลี่ยนโลกใหม่” ก็จะอยู่ลำบาก เหมือนพวกที่เชื่อใน “ทฤษฎีกลายพันธุ์” ที่เกิดสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดแตกต่างไปจากเผ่าพันธุ์เดิม ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว และบางทีก็ต้องสูญพันธุ์ไป เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้าอยู่กับธรรมชาติที่เป็นมานับล้าน ๆ ปีนี้ได้
“ธรรมชาติของการเมืองไทย” ในความเชื่อของผู้เขียนที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าบ้านเมืองเราต้องมี “ผู้หลักผู้ใหญ่” หรือคนที่น่าเคารพนับถือไว้ปกครองดูแลกันและกัน ผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้ พวกเขาไม่เพียงแต่จะเป็น “รากเหง้า” หรือแหล่งที่มาของสังคมเราแล้ว แต่พวกเขายัง “มีค่า” สูงยิ่ง ต่อความเป็นไปในอนาคตของบ้านเมืองเรานี้
สมมุติว่าหลังเลือกตั้ง มีการจับมือกันระหว่างพรรคของคนรุ่นใหม่ ที่คาดว่าจะได้เสียง ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง กับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ได้คะแนนเสียงรอง ๆ ลงมา ด้วยการแสดงความ “นอบน้อม” หรือให้เกียรติกันและกันพอสมควร ผู้เขียนก็มองว่าน่าจะเป็น “นิมิตหมาย” หมายที่ดี โดยบ้านเมืองคงจะไม่เป็นเหมือนครั้ง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
ผู้เขียนเชื่อว่า “ผู้หลักผู้ใหญ่” อีกกลุ่มที่นักการเมืองคนรุ่นใหม่ควรหันหน้าเข้าไปพูดคุย ซึ่งอาจจะไม่ต้องถึงขั้นไปขอคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เอาแค่เข้าไปหาและแสดงความเคารพนับถือพอสมควร ก็คือ “อำมาตย์” ที่รวมถึง “ทหาร” ที่คนรุ่นใหม่รังเกียจ ที่น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ “ปรับตัว - ปรับใจ” เข้าหากัน
เพลง “รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย” อาจจะต้องเปลี่ยนเนื้อร้องท่อนต่อไปที่ว่า “จะเกิดชาติไหน ๆ ก็ไทยด้วยกัน” เป็นว่า “จะเกิดรุ่นไหน ๆ เป็นไทยทุกคน”
ไทยทุกคนที่รักกันและกัน หรืออย่างน้อยก็พูดคุยกันด้วยดีได้เสมอ