โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CEO บจ.ไทย 80% มั่นใจรายได้โต คาดเศรษฐกิจขยายตัว 2% อานิสงส์ท่องเที่ยว-รัฐใช้จ่าย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 07.25 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยรายงานผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน (SET CEO SURVEY: ECONOMIC OUTLOOK 2026) เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 23 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 (ก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 234 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่ม SET 180 บริษัท และ mai 54 บริษัท จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็นสัดส่วน 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ผู้บริหารกว่าร้อยละ 73 คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จะขยายตัวในระดับ 1.1-2% ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประเมินไว้ราว 2% รวมถึงธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.6% โดยมุมมองดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 อันดับแรกมาจากภาคการท่องเที่ยว (25%) นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ (20%) และเสถียรภาพทางการเมือง (17%) นอกจากนี้ยังมองว่าความก้าวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จะเป็นปัจจัยเสริมในระยะยาว ทั้งนี้ กลุ่มเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อความต่อเนื่องของนโยบาย ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหารให้น้ำหนักกับภาคการส่งออก

ในทางกลับกัน ความเสี่ยงสำคัญที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ (21%) กำลังซื้อภายในประเทศ (16%) และหนี้สินภาคครัวเรือนระดับสูง (16%) ซึ่งสองประเด็นหลังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดและกดทับความสามารถในการบริโภค โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างมาก ส่วนกลุ่มเกษตรและอาหารกังวลเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ผู้บริหารราวครึ่งหนึ่งประเมินว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ระดับ 1-3% ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจต่ำกว่า 1% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ด้านการดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารกว่า 80% มีมุมมองเชิงบวกว่ารายได้ของบริษัทจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตไว้ที่ 0-10% ซึ่งเป็นการขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป กลุ่มอุตสาหกรรมบริการมีการคาดการณ์การเติบโตในระดับสูงถึงสูงมากกระจุกตัวอยู่มากที่สุด สะท้อนความหวังในการฟื้นตัว ขณะที่กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองการเติบโตระดับปานกลาง ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังมีมุมมองที่กระจายตัวสูงจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์ ปัจจัยที่เอื้อต่อธุรกิจในช่วง 12 เดือนข้างหน้าคือ การลงทุนภาครัฐ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของอุปสงค์ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน (59%) ความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ (41%) และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก (26%) ซึ่งต้องจับตาการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป

ส่วนทิศทางการลงทุน 3 ใน 4 ของผู้บริหารมองว่า 12 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการขยายการลงทุน โดยยังคงให้ความสนใจในประเทศไทย (30%) และกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม (39%) ที่ก้าวมาเป็นจุดหมายหลักในฐานะฐานการผลิตและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงภูมิภาคที่อยู่ระหว่างเจรจา FTA อย่างยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน กลุ่มบริการถือเป็นกลุ่มที่มีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหลายประเทศมากที่สุด ในขณะที่บางอุตสาหกรรม (25%) ยังคงมีท่าทีระมัดระวังและไม่มีแผนขยายการลงทุนในช่วงนี้

บริษัทจดทะเบียนได้มีการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการใช้แรงงาน ระบบอัตโนมัติ และพลังงานทดแทน 2. ด้านการลงทุน ที่ 46% ไม่คิดชะลอการลงทุนและยังยึดไทยเป็นฐานหลัก โดยไม่เร่งระดมทุนเพิ่มผ่านการกู้ยืมหรือตราสารทุน 3. ด้านการตลาด โดยปรับราคาสินค้า เปลี่ยนช่องทางจัดจำหน่าย เน้นตลาดเจาะจง (Niche Market) และหาตลาดส่งออกใหม่ และ 4. การปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความยืดหยุ่น แม้จะยังไม่เร่งดำเนินการควบรวมกิจการ (M&A) ก็ตาม

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในการจัดสรรทุนขององค์กรคือการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Shareholder Value) โดยซีอีโอส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางธุรกิจ ผ่านการลงทุนในธุรกิจหลัก (37%) และขยายสู่โอกาสใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการบริหารโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม มากกว่าการมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้นอย่างการจ่ายปันผล การซื้อหุ้นคืน หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งมุมมองนี้สอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และสอดรับกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...