ชีวิตราคาถูก ในประเทศที่รัฐมองไม่เห็นหัวประชาชน
“อีกแล้วเหรอ” คือคำแรกที่หลายคนอุทานขึ้นเมื่อเห็นข่าวเครนถล่มที่ถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา จนมีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตไป 2 คน
หนึ่งวันก่อนหน้านั้น เพิ่งมีเหตุเครนถล่มใส่รถไฟ มีประชาชนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเสียชีวิตไป 32 คน เป็นอุบัติเหตุใหญ่ของการรถไฟฯ ในรอบหลายสิบปี ทำให้การเดินทางโดยรถไฟซึ่งควรจะปลอดภัยที่สุด กลายเป็นเสี่ยงภัยขึ้นมาทันตา
ส่วนความรู้สึกของผมก็คือ ทำไมชีวิตคนไทยมันราคาถูกนัก (วะ) ใช้รถใช้ถนนอยู่ดีๆ ก็เสียชีวิต นั่งรถไฟอยู่ดีๆ ก็มีเครนหล่นลงมาทับ มีแต่เรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ที่สำคัญคือเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรารู้กันดีว่าโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วเป็นร้อยคน เพียงแค่ขยายถนน-สร้างทางด่วนด้านบน ขณะที่อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็เพิ่งถล่มไปไม่ถึงปีจากเหตุแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลไปหลายร้อยกิโลเมตร ทำให้มีคนเสียชีวิตไปอีกเป็นร้อยคนเช่นกัน
นี่ยังไม่นับรวมเหตุหลุบยุบที่ถนนสามเสน เหตุสะพานถล่มที่ลาดกระบัง เหตุอุโมงค์ถล่มที่อุดมสุข… เรามีภัยพิบัติที่เกิดจากการก่อสร้างจำนวนมาก ขณะเดียวกัน เรามีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก ในกรุงเทพฯ กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าพร้อมกันอีก 2 สาย ในต่างจังหวัด หลายจังหวัดภาคเหนือกำลังทำรถไฟทางคู่ หลายจังหวัดภาคอีสานกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายเดียวกับที่เป็นข่าว
นี่มันเรื่องอะไรกัน (วะ)… นั่งคิดดีๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติอยู่ 3 ประเด็น
1.ความน่าเชื่อถือในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐกำลังมีปัญหา
จริงๆ แล้ว บริษัทก่อสร้างผู้ดูแลโครงการอาคาร สตง. การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่เครนถล่มทับรถไฟ และโครงการก่อสร้างทางด่วน M82 เป็นบริษัทระดับโลก ไม่ได้ก่อสร้างเพียงในไทย แต่ยังขยายโครงข่ายงานไปรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่หลายประเทศภูมิภาคนี้ หลายถนน-ทางด่วน-รถไฟฟ้า ทว่าอยู่ดีๆ บริษัทที่น่าเชื่อถือกลับผิดพลาดซ้ำๆ ติดกันหลายครั้ง
ข้อสันนิษฐานจากหลายๆ คนพบว่า บริษัทมีปัญหาเรื่อง Cash Flow จากเหตุท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย เมียนมา เมกะโปรเจกต์ซึ่งถูกยกเลิกจากการรัฐประหารในเมียนมา และโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ซึ่งเริ่มก่อสร้างไม่ได้เสียที ทำให้เงินหมุนมีปัญหารุนแรง ยังไม่นับรวมกรณี ‘เสือดำ’ ซึ่งแน่นอนว่าสั่นคลอนต่อภาพลักษณ์-ความน่าเชื่อถือของผู้บริหารบริษัท
แต่ข้อสังเกตกรณีนี้ก็คือ เพราะเหตุใด บริษัทใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จึงกลายสภาพเป็นบริษัทที่ก่อสร้างอะไรก็มีปัญหา ทั้งที่ในทางวิศวกรรม เรื่องความปลอดภัย Safety Factor เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ
เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และน่าจะไม่ได้คำตอบในเร็วๆ นี้ หากโครงสร้างประเทศยังคงเป็นแบบเดิม
2.ระบบตรวจสอบ-ติดตามของรัฐใช้ไม่ได้จริง
เรื่องใหญ่อีกเรื่องก็คือ ทุกครั้งที่เกิดเหตุเช่นนี้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะพูดอยู่เสมอว่า เตรียม ‘แบล็กลิสต์’ ผู้รับเหมาต้นเหตุของเครนถล่ม เตรียม ‘สมุดพก’ ไว้ตัดคะแนนการรับงานของรัฐ
ทว่าเมื่อถึงเวลาจริง ปัญหาความปลอดภัยก็เกิดจากบริษัทเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ดี
นั่นหมายความว่า ‘คะแนน’ ในสมุดพกของรัฐอาจไม่มีค่าเท่ากับ ‘เส้นสาย’ หรือ ‘โควตา’ ที่ตกลงกันไว้หลังม่าน เป็นที่รู้กันว่าระบบการคัดเลือกผู้รับเหมาที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ แต่ในอีกด้านก็เน้นเกณฑ์ราคาต่ำสุด หรือเกณฑ์ความสัมพันธ์พิเศษ ทำให้บริษัทที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรงยังคงได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโครงการ และแม้จะก่อเหตุผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังได้งานโครงการใหญ่ๆ เสมอ
บริษัทเจ้าปัญหาที่ควรจะโดนตัดคะแนนจากสมุดพกยังคงได้รับงานก่อสร้างทางด่วนสายใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำสายใหม่ ทั้งที่โครงการเดิมยังอยู่ในสถานะลูกผีลูกคน แต่ปัญหาของประเทศนี้คือ บริษัทก่อสร้างรายใหญ่ที่สามารถรับงานสเกลนี้ได้ก็มีไม่กี่ราย ว่ากันที่หลังฉาก แต่ละบริษัทอาจแบ่งกันแล้วด้วยซ้ำว่าใครจะรับโครงการไหน แล้วจะแบ่งโครงการไหนให้ใครต่อ
ส่วนความผิดพลาดในการก่อสร้าง ก็กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรับความเสี่ยงเอาเอง แม้ทุกครั้งจะมีสัญญาณจากรัฐบาลว่าจะต้อง ‘ถอดบทเรียน’ และหาข้อสรุปสาเหตุ แต่จนถึงวันนี้หลายเหตุการณ์ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ยังแทบไม่มีใครต้องรับผิดชอบ นอกจากบริษัทเดิมยังสามารถรับงานต่อได้แล้ว ผู้บริหารหน่วยงานหลายแห่งก็ยังเป็นคนเดิมที่อยู่ในเก้าอี้เดิมต่อ
เรื่องพวกนี้จึงรอเพียงคนลืม แล้วก็เกิดเหตุใหม่ซ้ำอีกรอบ
3.หรือจะมีคอร์รัปชัน
เมื่อเกิดเหตุบ่อยครั้งแบบนี้ คำถามที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ ในเมื่อความบกพร่องเกิดขึ้นซ้ำซาก ทำไมกลไกการเอาผิดถึงดูไม่จริงจัง มีแต่เพียงการจ่ายเงินชดเชยให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย แล้วเหตุแบบเดิมก็เกิดขึ้นอีกโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
สมมติฐานที่เลวร้ายที่สุด แต่อาจใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด คือการคอร์รัปชันในเชิงระบบ ตั้งแต่กระบวนการประมูลงานที่อาจมีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อให้บริษัทบางรายได้งานต่อเนื่อง แม้จะมีประวัติความปลอดภัยที่เลวร้ายก็ตาม หรืออาจเป็นได้ทั้งบริษัทต้องจ่ายเงินทอนคืนผู้อนุมัติโครงการในสัดส่วนที่สูงเพื่อให้ได้งานมา สิ่งที่ตามมาก็คือการรีดงบประมาณในส่วนที่ไม่สำคัญออกไป มาตรฐานวิศวกรรมที่เคยถูกคำนวณไว้ดิบดี ถึงที่สุด ถูกลดทอนลงเพื่อชดเชยเงินที่หายไปใต้โต๊ะ ประชาชนจึงกลายเป็นผู้จ่ายส่วนต่างนั้นด้วยชีวิต
รัฐบาลมักอ้างเรื่องการเยียวยาด้วยตัวเงินหลักแสนบาทหรือหลักล้านบาท แต่คำถามคือชีวิตคนไทยถูกประเมินค่าไว้ต่ำเพียงเท่านี้หรือ
ในขณะที่งบประมาณโครงการพุ่งสูงขึ้นระดับหมื่นล้าน แต่ความปลอดภัยกลับถอยหลังลงคลอง นี่คือเครื่องสะท้อนความล้มเหลวในการกำกับดูแลอย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์เครนถล่มจึงไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ หากคือการ ‘ฆาตกรรม’ ผ่านความเมินเฉยของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่มอง Safety Factor เป็นเรื่องเล็ก และความเพิกเฉยของรัฐ ผู้กำกับดูแลโครงการ ที่ปล่อยให้เรื่องเดิมผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยใช้ระบบเดิม ไม่รื้อระบบตรวจสอบ ไม่กล้าแบนบริษัทที่ไร้มาตรฐานจริงจัง และยังปล่อยให้เส้นสายทางการเมืองอยู่เหนือความปลอดภัย การใช้ถนนทุกเส้น ใช้รถไฟทุกขบวน ก็ไม่ต่างกับการเดินเข้าหาความเสี่ยงโดยที่ไม่มีสิทธิเลือก
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ‘สมุดพก’ ต้องบังคับใช้งานจริง ‘แบล็กลิสต์’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำขู่ แต่มีไว้เพื่อกำจัดผู้รับเหมาที่มองข้าม Safety Factor มองชีวิตประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมากกว่านี้
เพราะราคาของความมักง่ายที่รัฐจ่ายด้วยงบประมาณจากภาษีประชาชน คือราคาเดียวกับที่ประชาชนต้องจ่ายด้วยชีวิต… ซึ่งไม่ควรมีใครต้องจ่ายอีกแล้ว