โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘พิธา–กุลธิดา’ พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

เดลินิวส์

อัพเดต 18 มกราคม 2569 เวลา 22.16 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘พิธา–กุลธิดา’ พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช. ชี้การมองภาพรวมทั้งระบบ-สหภาพแรงงาน-เพดานชั่วโมงทำงาน คือกุญแจลดภาวะหมดไฟแพทย์–พยาบาล

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยน.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมพบปะและแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวไทยในสหราชอาณาจักร ที่ University of London โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบระบบสาธารณสุขระหว่าง National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักรกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมร่วมกันระดมแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ (burnout) ของแพทย์และพยาบาล

นายพิธา กล่าวว่า การดูแลสุขภาพประชาชนจะยั่งยืนไม่ได้ หากละเลยสุขภาวะของบุคลากรด่านหน้า การพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในอังกฤษช่วยสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “กติกาแรงงานที่เป็นธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุข ประเด็นเปรียบเทียบสำคัญที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน เช่น งบสาธารณสุขต่อ GDP สหราชอาณาจักรใช้งบด้านสุขภาพประมาณ 10–11% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยใช้อยู่ราว 3–4% ของ GDP ภาระงานแพทย์ต่อประชากร สหราชอาณาจักรมีแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 350–400 คน ประเทศไทยเฉลี่ยราว 1 คนต่อ 1,200–1,300 คน และบางจังหวัดสูงกว่านี้มาก

นายพิธา กล่าวต่อว่า สิทธิการรวมตัวของบุคลากรสาธารณสุขในสหราชอาณาจักร แพทย์และพยาบาลสามารถรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานได้ตามกฎหมาย ทำหน้าที่เจรจาค่าจ้าง สภาพการทำงาน และปกป้องสิทธิของผู้ปฏิบัติงานในระบบ NHS ส่วนเพดานชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักรกำหนดชั่วโมงทำงานไม่เกินเฉลี่ย 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (คำนวณเฉลี่ยในรอบ 17 สัปดาห์) พร้อมสิทธิการพักผ่อนขั้นต่ำ เพื่อป้องกันความล้าเรื้อรังและความเสี่ยงต่อคุณภาพการรักษา

นายพิธา กล่าวอีกว่า ส่วนแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ เช่น ลดภาระงานที่ไม่ใช่งานรักษาด้วยระบบดิจิทัลและการแบ่งงานในทีมสหสาขา กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของบุคลากรด่านหน้าในการออกแบบนโยบาย ผ่านองค์กรตัวแทนหรือสหภาพ ดูแลสุขภาพกาย–ใจของแพทย์และพยาบาลเชิงป้องกัน ไม่ใช่แก้ไขเมื่อเกิดวิกฤติแล้ว

แพทย์ไทยในอังกฤษ ทิ้งท้ายว่า บทเรียนจากสหราชอาณาจักรชี้ชัดว่า การลงทุนด้านสาธารณสุขไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือสิทธิผู้ป่วย แต่ต้องรวมถึงศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตของผู้รักษา ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน และเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยควรกล้าหยิบมาพูดอย่างจริงจัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...