โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ลลิดา ผู้สมัครส.ส.ภูมิใจไทย กับโอกาสปักธงในกทม.ของพรรคสีน้ำเงิน

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 มกราคม 2569 เวลา 4.20 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครั้งนี้กระแสพรรค และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีผลมาก ในพื้นที่เขต 1 กรุงเทพมหานคร กระแสตอบรับดี และยังมีปัจจัยเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ทำได้จริง อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสเข้าถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก การตอบรับค่อนข้างดี ทุกคนเรียกร้องให้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมาอีกครั้ง

สนามเลือกตั้ง "กรุงเทพมหานคร"เมืองหลวงประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งสนามเลือกตั้งที่"พรรคภูมิใจไทย"พรรคแกนนำรัฐบาลคาดหวังไว้มากเช่นกันสำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ 8 ก.พ. 2569

และหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต กรุงเทพมหานคร ของพรรคภูมิใจไทย ที่น่าสนใจก็คือ"นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี-ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.กทม.เขต 1 ภูมิใจไทย"ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต หลังเข้าสู่ถนนการเมือง

สำหรับประวัติส่วนตัวของ"ลลิดา"พบว่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษา MASTER OF INTERNATIONAL BUSINESS มหาวิทยาลัย Monash University ที่เคลย์ตัน ประเทศออสเตรเลีย ส่วนการทำงานนั้นพบว่าช่วงปี 2551 - 2552 ดูแลด้านธุรกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน แผนกการเงิน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด มหาชน -ที่ปรึกษา บริษัท ไทยแลนด์นีสติ้ง จำกัด (ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อยืดตราห่านคู่) และกรรมการบริหาร บริษัท สกายบลูทรีจี จำกัด

ส่วนเส้นทางการเมืองก่อนลงเลือกตั้ง พบว่าเคยเป็นคณะทำงานรัฐฐนตรีช่วยว่าการกระกรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ช่วยหาเสียง ระหว่างปี 2566 - 2567 นอกจากนี้ช่วงปี 2567 - 2568 เป็นนักวิชาการ ประจำคณะกรรมาธิการการสวัสวัสดีการสังคม อนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนโยบายการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษสภาผู้แทนราษฎร และยังเป็นที่ปรึกษาอนุกรรบาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย-เป็นผู้ชำนาญการขอองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นาย เกรียงยศ สุดลาภา -กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการกิจกิจการศาล และองค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

"ลลิดา"กล่าวถึงการเข้าสู่ถนนการเมือง-การเลือกตั้งว่า เป็นคนที่สนใจการเมืองมานานแล้ว โดยค่อย ๆ ซึมซับมาจากการทำงาน จนเข้าไปเป็นผู้ชำนาญการ-เลขาฯสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ได้เรียนรู้งานการเมืองเช่น ได้เห็นกระบวนการต่างๆ ในการออกกฎหมาย และการแก้ไขปัญหาประชาชน และอีกส่วนหนึ่ง มาจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เป็นคนสนใจการเมือง เพราะเรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีวิทย์ ซึ่งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน จนมาเรียนปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ทำให้หล่อหลอมให้เราสนใจการเมือง เมื่อเราได้เรียน ได้เห็น ได้สัมผัส ก็ทำให้สนใจในเรื่องการทำงานทางการเมือง จนเริ่มเข้ามาทำงานการเมืองเมื่อสักช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นเรียนรู้การทำงานการเมืองกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งก่อนหน้านี้ ทำให้เข้าใจระบบการเมือง จนทำให้เรารู้สึกว่าเราชอบการทำงานการเมือง และอยากทำให้มันดีขึ้น อยากเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น

เมื่อถามว่ามีจุดที่ทำให้เกิดความสนใจทางการเมืองอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เช่นเริ่มสนใจเพราะก่อนหน้านี้มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นในประเทศไทย อะไรหรือไม่ จึงเป็นจุดที่ทำให้สนใจการเมือง"ลลิดา-รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี"กล่าวว่า เรื่องนี้มาจากสมัยที่เรียนอยู่ต่างประเทศ เขาก็อาจจะพูดทำนองว่าประเทศไทย เป็นประเทศในโลกที่สาม มันทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เพราะตลอดเวลาที่เราเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ก็บอกตลอดเวลาว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา มันทำให้เรารู้สึกว่าเราจะต้องทำให้ประเทศเรา ต่างชาติมองแล้วเห็นว่าประเทศเราไม่ใช่ประเทศโลกที่สาม แต่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและกำลังเป็นประเทศแล้วในอนาคต มันก็เลยทำให้เราคิดอยากจะเข้ามาเป็นจุดเล็ก ๆ ทางการเมืองเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นๆสิ่งที่ผลักดันเรามาก แล้วพอเราทำธุรกิจได้ในระดับหนึ่งแล้ว เริ่มอยู่ตัวในชีวิตแล้ว พอมีโอกาสที่มีคนแนะนำเราเข้ามา ด้วยความที่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวผู้พิพากษา พอดีว่า ท่านวิทยา แก้วภราดัย (อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ)อยู่ข้างบ้านกัน ก็ได้มีการชักชวนแล้วเราก็เลยได้เข้ามาทำงานการเมืองตรงนี้

เราถามถึงมุมมองการเมืองไทยก่อนหน้าจะเข้าสู่ถนนการเมือง มองการเมืองไทยอย่างไรบ้าง "ลลิดา-ผู้สมัครส.ส.ระบบเขต กทม.พรรคภูมิใจไทย"กล่าวว่า การเมือง ก่อนที่จะเข้ามาตรงนี้ มันเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าใจยากมาก มีความซับซ้อน เราแทบจะไม่เข้าใจว่ามันมีระบบ มีวงจรอะไรต่างๆ เช่น การออกกฎหมายเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วไปที่ไหนต่อ ก่อนจะมีการประกาศใช้ หรือการทำงานของกรรมาธิการฯอะไรต่างๆ แต่พอเราได้เข้ามาสัมผัส ก็ทำให้ได้เห็นระบบการพิจารณาต่างๆ เพื่อพิจารณากลั่นกรองงาน ซึ่งทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น ส่วนเรื่องความขัดแย้งอะไรต่างๆ เราจะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เราจะสนใจเรื่องระบบ-เรื่องการเสาะหาความจริงในเรื่องต่างๆ มากกว่า คือไม่ได้อยากจะไปยุ่งกับดราม่าหรือการสาดโคลนมากนัก

สำหรับการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม.เขต 1 พรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ "ลลิดา"เล่าเส้นทางการตัดสินใจเข้าสู่ถนนการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตว่า ก่อนหน้านี้ เป็นผู้ช่วยส.ส.ให้กับท่านเกรียงยศ สุดลาภา (อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ) ก็ทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปติดตามการทำงานในคณะกรรมาธิการของสภาฯ หลายครั้ง ก็ทำให้ได้เห็นการทำงานของส.ส.พรรคภูมิใจไทยสมัยที่ผ่านมาหลายคนเช่น คุณมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย -รมช.คมนาคม หรือคุณพลพีร์ สุวรรณฉวี อดีตส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ทำให้ได้เห็นว่าส.ส.พรรคภูมิใจไทยมีคุณภาพ ทำงานเป็นระบบคิดเป็นทีม แล้วก็เน้นผลลัพธ์มากกว่าคำพูด เลยตัดสินใจเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เพราะอยากเรียนรู้และอยากทำงานทางการเมืองในพรรคที่พูดแล้วทำได้จริง

ส่วนที่เลือกลงสมัครส.ส.กทม.เขต 1 เพราะที่บ้านมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่เลือกตั้งเขต 1 มาเป็นร้อยปี ตั้งแต่รุ่นคุณทวด เลยผูกพันกับเขตหนึ่งมาตลอด ซึ่งตัวเราเองเกิดที่บางรัก แล้วก็เติบโตในพื้นที่เขตพระนคร -สัมพันธวงศ์-ป้อมปราบ เรียนมัธยมศึกษา ก็เรียนที่โรงเรียนสตรีวิทยา-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ในพื้นที่เขตหนึ่ง ที่ก็คือแทบทุกช่วงในชีวิตจะอยู่ในพื้นที่เขต 1 มาตลอด ดังนั้น พื้นที่เขต 1 จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ทางการเมือง แต่เป็นเหมือนบ้าน เหมือนหลับตาเดินก็เดินถูกเดินได้ ส่วนปัญหาของคนในพื้นที่ ก็จำความได้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน จึงอาสาเข้ามาทำหน้าที่ เป็นเสียงของคนเขต 1 อย่างจริงจัง และจากการที่ได้เคยทำงานร่วมกับส.ส.ภูมิใจไทยหลายคน ในสภาฯสมัยที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้เลยว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เป็นระบบ คนมีคุณภาพ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ถึงแม้พรรคภูมิใจไทย ยังไม่เคยปักธงได้ที่กรุงเทพฯเลยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันนั้น แล้วเราก็มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันก็คือความขยัน และความจริงใจ

ถามย้ำว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย ยังไม่เคยได้ส.ส.เขต กทม.ในการเลือกตั้งใหญ่ แล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีโอกาสหรือไม่ จากการที่ได้ลงพื้นที่หาเสียงมาหลายวัน "ลลิดา"กล่าวว่า ครั้งนี้กระแสพรรค และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีผลมาก อย่างในพื้นที่เขต 1 กระแสตอบรับดี แล้วก็ยังมีปัจจัยเรื่องนโยบายของพรรคที่ทำได้จริง อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัส ก็เข้าถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก การตอบรับค่อนข้างดี ทุกคนเรียกร้องให้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมาอีกครั้ง

..นโยบายหลักๆของพรรคภูมิใจไทย ต่อคนกรุงเทพฯ ในเขตเลือกตั้งที่หนึ่ง ก็พบว่า ประชาชนเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากทอง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็มีนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างคนละครึ่งพลัส ซึ่งประชาชนเรียกร้องให้นำกลับมาใช้อีก รวมถึงการแก้ไขปัญหาปากท้อง นอกจากนี้ อีกหนึ่งนโยบายที่น่าสนใจก็คือ เนื่องจากอย่างพื้นที่เขต 1 กทม. พบว่ามีกลุ่มผู้สูงอายุพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พรรคภูมิใจไทยก็มีนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงวันเช่นการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย มีการพัฒนาทักษะของผู้สูงวัย ซึ่งหากบริษัทห้างร้านใด มีการจ้างงานผู้สูงวัย ก็จะมีเรื่องของการได้ลดหย่อนภาษีมากขึ้น ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบภาษี ก็สามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ก็มีนโยบายในการให้มีพยาบาลผู้ดูแล โดยในหนึ่งชุมชน ก็จะมีผู้ดูแลให้สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ตามบ้านที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

พบว่านโยบายต่างๆ เหล่านี้เป็นนโยบายที่คนเขต 1 ชอบมากเพราะเป็นเขตที่มีผู้สูงวัยอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ เขต 1 กทม.พบว่าเป็นเขตที่มีโรงเรียนค่อนข้างเยอะ ทุกคนก็เรียกร้องอยากได้การศึกษาเท่าเทียม ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีตัวนโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส มีการเรียนฟรี เรียนฟรีแล้วมีงานทำด้วยและเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา ซึ่งก็เป็นนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจมาก นอกจากนี้ ก็ยังมีนโยบายส่งเสริมธุรกิจ SME ที่ภูมิใจไทยมีนโยบายที่จะเติมทุนให้ตลอดเวลา ค้ำประกันได้

ต่อข้อถามที่ว่าการลงพื้นที่หาเสียงที่ผ่านมาหลายวัน กระแสตอบรับต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้างโดยเฉพาะกับตัวนายกฯอนุทิน หัวหน้าพรรคภท.และแคนดิเดตนายกฯของภูมิใจไทย"ลลิดา"กล่าวว่าจากที่ได้ลงพื้นที่แล้วเจอคนสักหนึ่งร้อยคน พบว่าจะมีแค่ประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่อาจจะเป็นแบบเนกาทีฟแต่นอกนั้น ผลตอบรับดีมากทุกคนเลือก แล้วทุกคนก็เรียกร้องเรื่องนโยบาย คือไม่ได้แค่ชอบตัวนายกฯอย่างเดียวแต่คือชอบตัวนโยบายแล้วก็มีเสียงฟีดแบ็กมาเลยว่านโยบายของนายกฯ และการทำงานของนายกฯอนุทิน มาทำงานอยู่สองเดือน แต่เหมือนอยู่มาสองปี เพราะงานต่างๆ ออกมามาก ฟีดแบ็กออกมาในทางที่ดีหมดเลย

ถามถึงการที่ภูมิใจไทย ชูสามรัฐมนตรีในรัฐบาลทั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลังและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นดรีมทีมว่าที่รัฐมนตรีหลังเลือกตั้งของภูมิใจไทย กระแสในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง "ลลิดา"กล่าวว่า ตอนที่ลงพื้นที่ ทุกคนก็เรียกร้องมาก อยากให้คุณศุภจี คุณเอกนิติ มาเดินด้วยกัน เพราะอยากเจอ อยากจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นทางด้านเศรษฐกิจ ผนวกกับเขต 1 จะเป็นพื้นที่ค้าส่ง พื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมาจากภัยสงครามด้วย เนื่องจากว่าจะมีผู้ค้ารายย่อยที่อยู่ตามชายแดนเข้ามาซื้อของไปขาย แต่พอมีภาวะสงคราม(ไทย-กัมพูชา)เกิดขึ้น ผู้ค้ารายย่อยก็ไม่ได้เข้ามาซื้อของจากร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ค้าส่งเขต 1 ก็มีผลทำให้ การค้าส่งในพื้นที่เขต 1 ซบเซาลง ประชาชนต่างก็บอกว่าอยากจะเลือกนายกฯอนุทิน เพื่อที่จะได้เข้าไปรักษาอธิปไตยของชาติ รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจของนายกฯอนุทินก็ช่วยผลักดันทำให้เขามีฐานะที่ดีขึ้น

สำหรับกระแสตอบรับจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Gen Z นั้น ในช่วงการเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าไปทำแคมเปญคนละครึ่งพลัส พบว่าเด็กรุ่นใหม่ น้องๆ นักศึกษาก็รู้จักนโยบายพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างดี อย่างเราเองก็ใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับกลุ่ม Gen Z พบว่าเขาชอบนโยบายคนละครึ่งพลัส และอยากให้นำโครงการคนละครึ่งพลัสกลับมาใช้อีกครั้ง เขาบอกว่าจะเลือกพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามถึงหากได้รับเลือกเข้าไปเป็นส.ส.ในสภาฯ สนใจอยากทำงานในส่วนใดเป็นพิเศษ "ลลิดา-ผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคภูมิใจไทย เขต 1"บอกเล่าไว้ว่า เป็นคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ-การค้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องแล้วแต่โอกาส แต่หากได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นส.ส. ก็มีความตั้งใจอยากทำงานทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและนอกสภาฯ งานในสภาฯ ก็มีความตั้งใจอยากทำหน้าที่จริงจังเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ-ปัญหาปากท้อง ผู้ประกอบการรายย่อยและการดูแลผู้สูงอายุ ส่วนนอกสภาฯก็อยากทำตัวเป็นส.ส.ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย รับฟังปัญหา ประสานงานหน่วยงานให้แก้ไขปัญหาได้จริงไม่ใช่แค่รับเรื่องแล้วก็เงียบหายไป

"เราเป็นผู้สมัครส.ส.กทม.เขต 1 ที่อยู่ในพื้นที่มาสี่สิบปี ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ เรามองว่าพื้นที่เขต 1 ไม่ใช่เป็นแค่พื้นที่ทางการเมืองแต่มองเป็นเหมือนบ้าน ก็อยากทำให้บ้านดี แล้วก็ปลอดภัย อยู่ได้เรื่อย ๆ เพราะว่าตอนนี้คนเขต 1 กทม.ส่วนใหญ่ก็จะย้ายออกไปอยู่เขตอื่น ก็อยากให้คนที่อยู่ในพื้นที่เขต 1 อยู่แล้วอยู่เลยไม่ต้องย้ายไปเขตไหน แล้วก็อยากทำให้บ้านนี้คนก็อยากมาอยู่ด้วย ถ้าเลือกภูมิใจไทย รับรองว่าประชาชนจะไม่ผิดหวัง รับรองว่านโยบายดี ๆ ที่ทุกคนรอคอยจะกลับมา รับรองว่าจะมีสิ่งดี ๆ มามอบให้คนไทยแน่นอน"

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...