'เจมี ไดมอน' วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์เป็น 'หายนะระบบการเงิน'
ในการเสวนาบนเวที World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2026 เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase วิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจบางประการของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะข้อเสนอที่จะจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ไม่เกิน 10% ซึ่งเขาระบุชัดเจนว่านโยบายดังกล่าวจะเป็น "หายนะทางเศรษฐกิจ" (Economic Disaster)
ไดมอนเตือนเรื่องวิกฤตสินเชื่อและผลกระทบวงกว้างว่า หากมีการบังคับใช้เพดานดอกเบี้ย 10% จริง จะส่งผลให้ธุรกิจบัตรเครดิตต้องลดขนาดลงอย่างรุนแรงถึง 80% และทำให้ ชาวอเมริกันกว่า 80% เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งเป็นแหล่งเงินสำรองที่สำคัญของพวกเขา นอกจากนี้ เขาพยากรณ์ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดไม่ใช่เพียงบริษัทบัตรเครดิต แต่รวมไปถึงร้านอาหาร ร้านค้า ธุรกิจท่องเที่ยว และหน่วยงานท้องถิ่น เนื่องจากประชาชนจะขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้
นอกเหนือจากประเด็นบัตรเครดิต ไดมอน ยังได้ระบุถึงความเห็นที่แตกต่างในนโยบายอื่นๆ เช่น ภาษีศุลกากร (Tariffs) โดยเขายอมรับว่าเขา "ไม่ใช่คนที่สนับสนุนภาษีศุลกากร" ในขณะที่ทรัมป์เป็นผู้ที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างมาก แม้ ไดมอน จะเห็นด้วยกับการใช้ภาษีในกรณีความมั่นคงของชาติหรือการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่เขาก็มองว่านี่เป็นจุดที่เขาและทรัมป์มีความเห็นไม่ตรงกัน
มากไปกว่านั้น เขาเน้นย้ำว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในด้านนโยบายการเงินเป็นเรื่องวิกฤตและสำคัญยิ่ง พร้อมทั้งวิจารณ์การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือ"Lawfare" และการกดดันเฟดผ่านการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขามองว่าเป็นความผิดพลาดที่บั่นทอนความเป็นอิสระของสถาบัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเฉพาะด้าน แต่ ไดมอน ยังคงมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นและอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมและการผ่อนปรนกฎระเบียบธนาคาร (Deregulation) อย่างไรก็ตาม เขาเสนอว่ารัฐบาลควรหันไปให้ความสำคัญกับนโยบายที่สร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง เช่น การเพิ่มเครดิตภาษีเงินได้ (Earned Income Tax Credit) เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง แทนที่จะเป็นการใช้นโยบายควบคุมราคาหรือการใช้จ่ายผ่านกลุ่มผลประโยชน์ในวอชิงตัน
ไดมอน ปิดท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตถึง "บรรยากาศแห่งความกลัว" ในหมู่ผู้นำธุรกิจในอเมริกาที่ไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยเขายืนยันว่าตนเองเป็น "นักสัจนิยม" (Realist) ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดมากกว่าการแบ่งพรรคแบ่งพวก