มุมมอง GEN Z 'นายก อมธ.' ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ ไม่อยากเห็นไทยย่ำอยู่กับที่
“อย่าเพียงแค่เติมเงินในกระเป๋า แต่ต้องทำให้เงินในกระเป๋าของเรางอกเงยขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง”
นี่คือเสียงสะท้อนอันหนักแน่นจากตัวแทนวัยรุ่น Gen Z "นางสาวอพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)" ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีเสวนา “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่รอไม่รอคน” ซึ่งเป็นเวทีเสวนาวิชาการ จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อส่งเสียงเตือนถึง (ว่าที่) รัฐบาลใหม่ท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับ
จากบทเรียน "คนละครึ่ง" ถึงโจทย์ "ทำให้เงินงอกเงย"
อพิชญาฉายภาพความกังวลของคนรุ่นใหม่ต่อสถานการณ์ค่าครองชีพ โดยระบุว่าในขณะที่งบประมาณกิจกรรมนักศึกษายังเท่าเดิม แต่ราคาทรัพยากรและของใช้กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญที่ฝากถึงรัฐบาลคือ การเลิกใช้นโยบายประชานิยมแบบชั่วคราวอย่างการเติมเงินหรือโครงการคนละครึ่ง คนละครึ่งพลัส แต่ต้องสร้างกลไกที่ทำให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากและสร้างรายได้ด้วยศักยภาพของตนเอง
นายก อมธ. ยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา โดยเปรียบเทียบว่าโรงเรียนแต่ละแห่งมีมาตรฐานไม่เท่ากัน บางแห่งสอนเพียงทฤษฎีในตำรา ขณะที่วิชาทักษะชีวิตที่จำเป็น เช่น การเงิน การออม และการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ กลับไม่มีสอนในโรงเรียนทั่วไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้คนรุ่นใหม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โลกแรงงานที่เปลี่ยนไป: เมื่อ Soft Skills และ AI คือทางรอด
ในมุมมองของนักศึกษาที่เรียนปี 4 กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน อพิชญายอมรับว่าการหาที่ฝึกงานในบริษัทชั้นนำมีการแข่งขันที่สูงมาก สิ่งที่บริษัทต้องการไม่ใช่เพียงเกรดเฉลี่ย แต่คือ Soft Skills โดยเฉพาะทักษะการสื่อสารแบบเผชิญหน้า (face-to-face) ที่ขาดหายไปในช่วงโควิด-19 จนกลายเป็นปัญหา “ช่องว่างระหว่างวัย” (Generation Gap) ในที่ทำงาน
ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ เทคโนโลยี AI ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โจทย์ของคนรุ่นใหม่คือจะทำอย่างไรให้ "ตามทัน AI" และใช้มันเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ แทนที่จะยอมเป็นทาสของเทคโนโลยี
โดยเห็นว่าการทำกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัย คือสนามฝึกซ้อมจริงที่สอนทักษะการประสานงานและการใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่าการเรียนทฤษฎีในห้องเรียน
รัฐราชการ "เช้าชามเย็นชาม" กับกติกาที่ "ติดล็อค" อนาคต
อพิชญาไม่ได้มองแค่เรื่องปากท้อง แต่ยังตั้งคำถามถึง "กติกาประเทศ" อย่างรัฐธรรมนูญ ที่สมควรลงประชามติให้มีการแก้ไข เพราะระบุถึงค่าแรงเพียงแค่ "เหมาะแก่การดำรงชีพ" ซึ่งมองว่าเป็นคำที่คลุมเครือและอาจไม่เพียงพอต่อคุณภาพชีวิตจริง หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย ประเทศจะยังคง "วนอยู่ในอ่าง" และติดล็อคตัวเองไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของระบบราชการที่ “เช้าชามเย็นชาม” และเฉื่อยชา ทำให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ารับราชการน้อยลง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูประบบราชการให้เป็นสากลและปรับตัวเข้าหาโลกยุคใหม่ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ
ภาวะ "กบต้ม" และวิกฤต "สมองไหล"
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการเคยได้ยินการเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับสถานการณ์ “กบต้ม” ที่ค่อยๆ ตายลงท่ามกลางความนิ่งนอนใจของรัฐบาล
อพิชญาชี้ว่ารัฐบาลใหม่ควรทำหน้าที่เป็น "ตาข่าย" รองรับสังคมผู้สูงอายุที่สมบูรณ์แบบ และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่กำลังหวั่นใจกับสถานการณ์ความขัดแย้งรอบบ้าน
นอกจากนี้ยังส่งเสียงถึง กระทรวง อว. ว่าควรเปลี่ยนบทบาทจากการ "ชี้นิ้วสั่ง" มาเป็น "ผู้สนับสนุน" มหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านงบประมาณและทรัพยากร เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะ “สมองไหล” ที่คนเก่งต้องหนีไปเติบโตในต่างแดนเพราะมองไม่เห็นอนาคตในบ้านเกิด
“ประเทศนี้ดูเหมือนจะสิ้นหวัง แต่เรายังไม่ใช่รัฐที่ล้มเหลว (Fail State) เพียงแต่รัฐบาลต้องดึงศักยภาพของเราออกมาให้ได้”