โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“วัส ติงสมิตร” ฟาด กกต. งัด 4 ข้อหาหนัก ม.116–อั้งยี่–พ.ร.บ.คอมฯ ใส่คนตรวจสอบ ชี้นี่คือการปิดปากประชาชน

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“วัส ติงสมิตร” ฟาด กกต. งัด 4 ข้อหาหนัก ม.116–อั้งยี่–พ.ร.บ.คอมฯ ใส่คนตรวจสอบ ชี้นี่คือการปิดปากประชาชน ถามแรง หากชี้ช่องโหว่บัตรเลือกตั้งกลายเป็นภัยความมั่นคง ประเทศกำลังลงโทษคนกันโกง แทนคนโกงหรือไม่ พร้อมท้า กกต. พิสูจน์ความจริงให้ชัด

วันที่ 28 ก.พ. 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า วิเคราะห์เจาะลึก 4 ข้อหาจาก กกต.: เมื่อการ "ตรวจสอบ" ถูกยกระดับเป็น "อาชญากรรมร้ายแรง"
จากการที่สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. 69 ในการแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาหนักหลายบทหลายกระทง แก่กลุ่มบุคคลหนึ่ง
เราสามารถแยกวิเคราะห์ตามลำดับความสำคัญของข้อหาได้ดังนี้ครับ:

ข้อหาหลัก: ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ (พ.ร.ป. กกต. มาตรา 66 วรรคสอง)
วิเคราะห์: กกต. พยายามชี้ว่าการตั้งกล้องและการถอดรหัสทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
• ข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่งที่สุด: การ "ขัดขวาง" ตามกฎหมายต้องมีพฤติกรรมที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ แต่ในวันเกิดเหตุ กปน. ปฏิบัติหน้าที่จนเสร็จสิ้นโดยไม่มีการสั่งห้ามหรือตักเตือน การที่เจ้าหน้าที่ "นิ่งเฉย" ตลอดทั้งวันคือหลักฐานว่าไม่มีการขัดขวางเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น
• ความโปร่งใสคือหัวใจ: การช่วยกันถ่ายภาพกระบวนการออกเสียงน่าจะเป็นการช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแอบถ่ายจากด้านหลังของคูหาเลือกตั้งขณะกาบัตร ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามแต่อย่างใด
• บทสรุป: หากระบบบัตรเลือกตั้งมีช่องโหว่ให้ถอดรหัสได้จริง ปัญหาอยู่ที่ "ตัวบัตร" ไม่ใช่ "ตัวบุคคล" การแจ้งความข้อหานี้จึงอาจเป็นการเบี่ยงประเด็นความบกพร่องขององค์กรเองก็ได้

ข้อหารองที่ 1: ความผิดต่อความมั่นคง (ป.อาญา มาตรา 116)
วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการกระทำนี้สร้างความปั่นป่วนและทำให้คนไม่กล้ามาใช้สิทธิ
• ย้อนศร: เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาคือการพิสูจน์ระบบเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตย 🏛️ การที่ กกต. ใช้ ม.116 ซึ่งเป็นกฎหมายร้ายแรงกับเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้าง "บรรยากาศแห่งความกลัว" (Climate of Fear) เพื่อไม่ให้เกิดการตรวจสอบในอนาคตหรือไม่

ข้อหารองที่ 2: ฐานเป็นอั้งยี่ (ป.อาญา มาตรา 209)
วิเคราะห์: กกต. พยายามสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ "ปกปิดวิธีดำเนินการ" และ "มีมุ่งหมายมิชอบ"
• ความย้อนแย้งขั้นสุด: นิยามของอั้งยี่คือ "องค์กรลับ" แต่กลุ่มนี้ ตั้งกล้องถ่ายทอดอย่างเปิดเผยในพื้นที่ที่ กกต. อนุญาต มีรูปถ่ายและหลักฐานการทำงานที่ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน
• บทสรุป: การกล่าวหาว่าประชาชนที่ทำงานตรวจสอบรัฐอย่างเปิดเผยเป็น "อั้งยี่" ถือเป็นการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวและอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพอย่างยิ่ง

ข้อหารองที่ 3: ฐานนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2))
วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการเผยแพร่เรื่องการถอดรหัสบาร์โค้ดเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความตื่นตระหนก
• ความจริงคือเกราะป้องกัน: หากภาพถ่ายและกระบวนการถอดรหัสนั้นเป็นเรื่องจริง (แต่ไม่เปิดเผย ต่อมาอาจนำมาแสดงเป็นการเลือกตั้งจำลอง) ข้อมูลนั้นย่อม "ไม่เป็นเท็จ" แม้ข้อมูลนั้นอาจจะทำให้ กกต. ต้องเสียหน้า แต่ถ้ามันคือ "ความจริงที่เป็นช่องโหว่ของรัฐ" ประชาชนย่อมมีสิทธิรับรู้เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคะแนนเสียงตัวเอง
• ย้อนศร: กกต. ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาถอดรหัสมานั้น "เป็นเรื่องโกหก" แต่ถ้าทำได้จริง กกต. เองนั่นแหละที่อาจจะมีความผิดฐานนำระบบที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้กับการเลือกตั้งของชาติ
บทสรุปภาพรวม: "Maximum Charge" เพื่อการปิดปาก?
การประโคมข้อหาตั้งแต่ ขัดขวางการเลือกตั้ง -> ความมั่นคง -> อั้งยี่ -> พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือกลยุทธ์การฟ้องร้องเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความลำบากในการสู้คดีและเสียชื่อเสียง (Character Assassination)
"หากการตรวจสอบความโปร่งใสถูกตีความเป็นอั้งยี่ และการชี้จุดโหว่ของบัตรเลือกตั้งถูกตีความเป็นภัยความมั่นคง… เรากำลังอยู่ในยุคที่ความผิดไม่ได้อยู่ที่คนอยู่เบื้องหลังการโกง แต่อยู่ที่คนพยายามป้องกันการโกงใช่หรือไม่?"

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...