“ดาวโจนส์” ปิดลบ 403 จุด วิตกศึกตะวันออกกลาง ดันน้ำมันพุ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายในวันอังคาร (3 มี.ค.69) สามดัชนีหลักปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ และ เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,501.27 จุด ลดลง 403.51 จุด หรือ 0.83% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.63 จุด ลดลง 64.99 จุด หรือ 0.94% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,516.69 จุด ลดลง 232.17 จุด หรือ 1.02%
โดยระหว่างการซื้อขายดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงมากกว่า 2% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงไปถึงกว่า 1,200 จุด ก่อนที่ตลาดจะลดขาดทุนในช่วงบ่าย
แรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งแตะระดับ 84ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปิดที่ 81.40 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.7% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.7%
ตลาดจับตาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยมีการลำเลียงน้ำมันราว 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก ผ่านเส้นทางดังกล่าว ท่ามกลางความเสี่ยงที่ความตึงเครียดในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงาน
นายชัค คาร์ลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Horizon Investment Services กล่าวว่า ตลาดเริ่มประเมินว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ และมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ขณะที่ นายเจด เอลเลอร์บรูก ผู้จัดการพอร์ตของ Argent Capital ระบุว่า ปฏิกิริยาของตลาดต่อสถานการณ์ดังกล่าวยังอยู่ในระดับจำกัด โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงกลับฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการเพิ่มขึ้น 1.6%
ด้าน นายโอลิเวอร์ เพอร์เช รองประธานอาวุโสของ Wealthspire Advisors กล่าวว่า นักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนใหม่ท่ามกลางความผันผวนของตลาด พร้อมแนะนำให้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม
สำหรับภาพรวมการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ก หุ้นที่ปรับตัวลดลงมีจำนวนมากกว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 4.1 ต่อ 1 ขณะที่ตลาด Nasdaq มีหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 2.81 ต่อ 1