วิกฤตโรคอ้วนจ่อถลุงเศรษฐกิจไทย 5.6 ล้านล้านบาท “บำรุงราษฎร์” เปิดแผนคุมน้ำหนักเชิงรุก
WHO เผยปี 62 ไทยสูญเสีย GDP แล้ว 1.5% จากค่ารักษาพยาบาลและประสิทธิภาพการทำงานลดลง คาดการณ์ปี 2603 มูลค่าความเสียหายพุ่ง 22 เท่า หากไร้มาตรการสกัดกั้นภาวะน้ำหนักเกิน “บำรุงราษฎร์” ชูโมเดลสหสาขาวิชาชีพผสานนวัตกรรม ESG ส่องกล้องเย็บกระเพาะร่วมกับการใช้ยาคุมความหิว
20 มกราคม 2569–โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพและผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ พบว่าภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงจนก้าวเข้าสู่ระดับวิกฤต โดยสถิติล่าสุดจากกรมอนามัยระบุว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสาธารณสุข แต่ยังเป็นปัจจัยลบที่กัดเซาะขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
[caption id="attachment_220820" align="aligncenter" width="750"]
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์[/caption]
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ World Obesity Federation (WOF) ประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไทยจากภาวะโรคอ้วนในปี 2562 ไว้สูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.56 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.5% ของ GDP
“หากแนวโน้มนี้ไม่ถูกชะลอลง ภายในปี 2603 ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจพุ่งสูงถึง 5.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ GDP ในอนาคต ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า โดยประเมินจากต้นทุนการรักษาพยาบาลโดยตรง และต้นทุนทางอ้อมจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง”
ต้นทุนทางอ้อม-ประสิทธิภาพการทำงานที่เลือนหาย
ในมิติของเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ภาวะโรคอ้วนถูกมองว่าเป็น "ภาระทางการคลัง" ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นต้นทางของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าหยูกยา แต่รวมถึง "Presenteeism" หรือการที่พนักงานมาทำงานแต่ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเนื่องจากปัญหาสุขภาพ และ"Absenteeism" หรือการขาดงานสะสม ซึ่งส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคธุรกิจโดยตรง
พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ให้ความเห็นว่า การจัดการน้ำหนัก (Weight Management) ในปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนจากการลดน้ำหนักเชิงรูปลักษณ์ สู่การดูแลแบบเมแทบอลิซึม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไป ซึ่งการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและความอยากอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนเชิงเศรษฐกิจได้
นวัตกรรม ESG: ทางเลือกใหม่ลดการผ่าตัดใหญ่
ด้านเทคโนโลยีการรักษา รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านการส่องกล้องขั้นสูง ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty - ESG) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่มีแผลหน้าท้อง และฟื้นตัวได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI 30-40 ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการคุมอาหารเพียงอย่างเดียว
“การรักษาด้วยวิธี ESG ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% และในบางรายอาจสูงถึง 44% ซึ่งถือเป็นสถิติระดับสากล ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยเงียบอย่างไขมันพอกตับและมะเร็งบางชนิดได้อย่างมีนัยสำคัญ”
ปรับแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition)
อย่างไรก็ตาม พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหายังคงอยู่ที่การปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน โดยต้องก้าวข้ามความเข้าใจผิดเรื่อง "การลดตัวเลขบนเครื่องชั่ง" แต่ต้องมุ่งเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างมวลกล้ามเนื้อและไขมัน
การลงทุนในระบบสุขภาพผ่านการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง จึงถูกยกให้เป็น "Health Resolution" หรือแผนการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระทางการแพทย์ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต