โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตโรคอ้วนจ่อถลุงเศรษฐกิจไทย 5.6 ล้านล้านบาท “บำรุงราษฎร์” เปิดแผนคุมน้ำหนักเชิงรุก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 มกราคม 2569 เวลา 0.43 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

WHO เผยปี 62 ไทยสูญเสีย GDP แล้ว 1.5% จากค่ารักษาพยาบาลและประสิทธิภาพการทำงานลดลง คาดการณ์ปี 2603 มูลค่าความเสียหายพุ่ง 22 เท่า หากไร้มาตรการสกัดกั้นภาวะน้ำหนักเกิน “บำรุงราษฎร์” ชูโมเดลสหสาขาวิชาชีพผสานนวัตกรรม ESG ส่องกล้องเย็บกระเพาะร่วมกับการใช้ยาคุมความหิว

20 มกราคม 2569–โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพและผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ พบว่าภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงจนก้าวเข้าสู่ระดับวิกฤต โดยสถิติล่าสุดจากกรมอนามัยระบุว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสาธารณสุข แต่ยังเป็นปัจจัยลบที่กัดเซาะขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

[caption id="attachment_220820" align="aligncenter" width="750"]

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์[/caption]

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ World Obesity Federation (WOF) ประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไทยจากภาวะโรคอ้วนในปี 2562 ไว้สูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.56 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.5% ของ GDP

“หากแนวโน้มนี้ไม่ถูกชะลอลง ภายในปี 2603 ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจพุ่งสูงถึง 5.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ GDP ในอนาคต ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า โดยประเมินจากต้นทุนการรักษาพยาบาลโดยตรง และต้นทุนทางอ้อมจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง”

ต้นทุนทางอ้อม-ประสิทธิภาพการทำงานที่เลือนหาย

ในมิติของเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ภาวะโรคอ้วนถูกมองว่าเป็น "ภาระทางการคลัง" ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นต้นทางของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าหยูกยา แต่รวมถึง "Presenteeism" หรือการที่พนักงานมาทำงานแต่ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเนื่องจากปัญหาสุขภาพ และ"Absenteeism" หรือการขาดงานสะสม ซึ่งส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคธุรกิจโดยตรง

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ให้ความเห็นว่า การจัดการน้ำหนัก (Weight Management) ในปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนจากการลดน้ำหนักเชิงรูปลักษณ์ สู่การดูแลแบบเมแทบอลิซึม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไป ซึ่งการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและความอยากอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนเชิงเศรษฐกิจได้

นวัตกรรม ESG: ทางเลือกใหม่ลดการผ่าตัดใหญ่

ด้านเทคโนโลยีการรักษา รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านการส่องกล้องขั้นสูง ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty - ESG) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่มีแผลหน้าท้อง และฟื้นตัวได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI 30-40 ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการคุมอาหารเพียงอย่างเดียว

“การรักษาด้วยวิธี ESG ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% และในบางรายอาจสูงถึง 44% ซึ่งถือเป็นสถิติระดับสากล ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยเงียบอย่างไขมันพอกตับและมะเร็งบางชนิดได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ปรับแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition)

อย่างไรก็ตาม พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหายังคงอยู่ที่การปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน โดยต้องก้าวข้ามความเข้าใจผิดเรื่อง "การลดตัวเลขบนเครื่องชั่ง" แต่ต้องมุ่งเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างมวลกล้ามเนื้อและไขมัน

การลงทุนในระบบสุขภาพผ่านการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง จึงถูกยกให้เป็น "Health Resolution" หรือแผนการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระทางการแพทย์ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...