โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รายงาน ILO เผย แรงงานร่วม 300 ล้านคนทั่วโลกยากจนขั้นรุนแรง อีก 2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานฉบับใหม่จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization:ILO) ระบุว่า อัตราการว่างงานทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับคงที่ แต่ความคืบหน้าในการมุ่งสู่การมี “งานที่มีคุณค่า” (Decent Work) กลับหยุดชะงักลง นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบาก ในขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้า กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานให้แย่ลง

รายงาน แนวโน้มการจ้างงานและสังคมปี 2569 (The Employment and Social Trends 2026) ของ ILO พบว่า แม้คาดการณ์อัตราการว่างงานทั่วโลกว่าจะคงอยู่ที่ 4.9% ในปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนคน 186 ล้านคน แต่แรงงานอีกหลายล้านคนทั่วโลกยังคงขาดโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ

“การเติบโตที่แข็งแกร่งและตัวเลขการว่างงานที่ทรงตัว ไม่ควรทำให้เรามองข้ามความจริงที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือแรงงานหลายร้อยล้านคนยังคงติดกับดักอยู่ในความยากจน การทำงานนอกระบบ และการถูกกีดกันทางสังคม” นายกิลเบิร์ต เอฟ. ฮุงโบ (Gilbert F. Houngbo) ผู้อำนวยการใหญ่ ILO กล่าว

แรงงานร่วม 300 ล้านคนอยู่ในสภาวะยากจนขั้นรุนแรง

ในระดับโลก ความก้าวหน้าด้านการปรับปรุงคุณภาพการจ้างงานได้ชะลอตัวลงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยระหว่างปี 2558 ถึง 2568 สัดส่วนของแรงงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงลดลงเพียง 3.1 จุด มาอยู่ที่ 7.9% เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้าที่เคยลดลงถึง 15 จุด

สถานการณ์นี้ส่งผลให้ยังมีแรงงานถึง 284 ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะยากจนขั้นรุนแรง โดยมีรายได้น้อยกว่า 3.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น อัตราของแรงงานที่ทำงานแต่ยังมีฐานะยากจน (Working poverty) ทั้งในระดับรุนแรงและระดับปานกลาง ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2568 โดยในปี 2568 พบว่ามีแรงงานเกือบ 68% ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะยากจนขั้นรุนแรงหรือความยากจนระดับปานกลาง

2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ

ขณะที่การจ้างงานนอกระบบทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 0.3% ระหว่างปี 2558 ถึง 2568 จากที่เคยลดลงในทศวรรษก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าภายในปี 2569 จะมีแรงงานทั่วโลกถึง 2.1 พันล้านคนต้องทำงานนอกระบบ

โดยปกติแล้ว การจ้างงานนอกระบบมักสะท้อนถึงคุณภาพงานที่ต่ำกว่า เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม สิทธิในที่ทำงาน ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และความมั่นคงในการทำงาน การเพิ่มขึ้นของแรงงานที่ทำงานนอกระบบส่วนใหญ่มาจากการจ้างงานที่สัดส่วนมากขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการจ้างงานนอกระบบสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียใต้ ซึ่งทำให้ความพยายามในการลดการจ้างงานนอกระบบในเศรษฐกิจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง การขาดความคืบหน้าอย่างหนักในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย กำลังผลักให้แรงงานที่มีเงื่อนไขการจ้างงานย่ำแย่อยู่แล้วต้องล้าหลังลงไปอีก

นอกจากนี้ อัตราการประกอบธุรกิจส่วนตัว (own-account work) ซึ่งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางมักเป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำและทำไปเพราะความจำเป็น ก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2568 เช่นกัน

รายงานฉบับนี้ ซึ่งให้ข้อมูลจำแนกตามภูมิภาค กลุ่มรายได้ เพศ และอายุ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นที่ชะลอตัว ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของทั้งคุณภาพงานและการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity)

งานที่ดีมีน้อย

การเติบโตทั้งของ GDP และผลิตภาพแรงงานยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพในประเทศรายได้ต่ำ ส่งผลให้ความคืบหน้าในการลดการขาดแคลน “งานที่ดี” เป็นไปอย่างเชื่องช้า อัตราการเพิ่มของประชากรที่สูง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่ไม่ค่อยดีนัก มีผลให้การยกมาตรฐานการครองชีพของประเทศรายได้ต่ำให้เข้าใกล้ประเทศเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าชะลอลง

รูปแบบการเติบโตแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยคาดว่าการเติบโตของผลิตภาพแรงงานจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ขณะที่อัตราการเติบโตสูงสุดคาดว่าจะอยู่ในเอเชียใต้ ที่ 3.9% ในปี 2569

ภายใต้สถาบันตลาดแรงงานที่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพมักนำไปสู่ค่าจ้างที่สูงขึ้น และในระยะยาวจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตของการจ้างงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง (Real wages) และรายได้แรงงานทั่วโลกยังคงไม่เพียงพอที่จะชดเชยการสูญเสียรายได้ที่แท้จริงอันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในช่วงปี 2565 ถึง 2567 โดย สัดส่วนรายได้แรงงานทั่วโลก (Global labour income share) ในปี 2568 อยู่ที่ 52.6% ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับของปี 2562 ที่ 53.0% ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงนั้นตามไม่ทันการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน

แม้ว่าค่าจ้างที่แท้จริงโดยรวมในปี 2567 (เมื่อวัดด้วยดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI) ในกลุ่มประเทศรายได้สูงจะยังคงต่ำกว่าระดับของปี 2562 แต่ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ผลิตกลับต้องเผชิญกับต้นทุนแรงงานที่แท้จริงที่สูงขึ้นเมื่อวัดตามดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)

การนำ AI มาใช้ อาจซ้ำเติมสภาวะตลาดแรงงานที่ยากลำบากสำหรับเยาวชน

สภาวะตลาดแรงงานสำหรับคนรุ่นใหม่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย ในปี 2568 อัตราการว่างงานในเยาวชนทั่วโลกขยับตัวสูงขึ้นเป็น 12.4% (จาก 12.3% ในปี 2567) ในขณะที่สัดส่วนของเยาวชนในสภาวะ NEET (กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอาชีพ) ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่20.0% (จาก 19.9%)

ตัวเลขนี้มีความน่ากังวลอย่างมาก เนื่องจากมีเยาวชนถึง 257 ล้านคน ที่อยู่ในสภาวะ NEET ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องสูญเสียโอกาสในการได้รับการศึกษา การฝึกทักษะ และประสบการณ์การทำงานที่มีค่าเพื่อสร้างอนาคตในตลาดแรงงาน สถานการณ์นี้รุนแรงเป็นพิเศษในประเทศรายได้น้อย ซึ่งมีอัตรา NEET สูงกว่าประเทศรายได้สูงถึง 17 จุด

อัตรา NEET พุ่งสูงจนน่าตกใจถึง 27.9% ทั้งนี้ ILO ได้เตือนว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติอาจทำให้ความท้าทายเหล่านี้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีการศึกษาสูงในกลุ่มประเทศรายได้สูงที่กำลังมองหางานแรกในสายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง

การศึกษาสูงอาจไม่ใช่คำตอบของการได้งานเสมอไป

แม้ว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะมาพร้อมกับความหวังในการได้งานที่ดีขึ้นและง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่อัตราการว่างงานที่ลดลงเสมอไป ในกลุ่มประเทศรายได้สูง เยาวชนที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงจะมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่ศึกษาน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลางกลับไม่มีรูปแบบดังกล่าว

เมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีข้อกังวลที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบจากการนำ AI มาใช้ต่อแรงงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังมองหา “งานแรก” ในอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูง หลักฐานเบื้องต้นในกลุ่มประเทศรายได้สูงบ่งชี้ว่า เยาวชนที่มีการศึกษาระดับสูงซึ่งกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากที่มากขึ้นเนื่องจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI

ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วย AI พบว่า คนรุ่นใหม่ (อายุ 15 ถึง 24 ปี) ที่มีระดับการศึกษาสูง มีความเสี่ยงที่จะถูกแย่งงานด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่ากลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่า

“แม้ผลกระทบที่ชัดเจนของ AI ต่อการจ้างงานเยาวชนจะยังไม่มีความแน่นอน แต่ด้วยขนาดของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” รายงานระบุ

ความเหลื่อมล้ำทางเพศที่ฝังรากลึก

สำหรับประเด็นด้านเพศสภาพ โดยเฉลี่ยแล้วเยาวชนหญิงจะมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าเยาวชนชาย แต่ในบางกลุ่มประเทศและบางระดับการศึกษา อัตราการว่างงานของผู้หญิงกลับสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 22568 ผู้หญิงมีสัดส่วนเพียง 2 ใน 5 ของการจ้างงานทั่วโลก ซึ่งบ่งชี้ถึงอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงการทำงาน โดยผู้หญิงมีโอกาสเข้าสู่กำลังแรงงานน้อยกว่าผู้ชายถึง 24.2 จุด ในขณะที่เยาวชนหญิงมีโอกาสที่จะอยู่ในสภาวะ NEET สูงกว่าเยาวชนชายถึง 14.4 จุด

แม้ว่าอัตราการว่างงานทั่วโลกของผู้หญิงจะสูงกว่าผู้ชายเพียงเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคหลักของผู้หญิงคือ การเข้าสู่ตลาดแรงงาน มากกว่าจะเป็นเรื่องการหางานทำไม่ได้ นอกจากนี้ “ช่องว่างของโอกาสในการทำงาน” (Jobs gap rate) ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายยังคงมีอยู่สูง โดยคาดการณ์ว่าจะมีช่องว่างอยู่ที่ 4.3 จุดในปี 2569

ช่องว่างทางเพศเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค แต่กลับมีความแตกต่างกันน้อยมากเมื่อจำแนกตามกลุ่มรายได้ของประเทศ ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นว่า บรรทัดฐานทางสังคม (Social norms) และภาพในความคิด (Stereotypes) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปแบบเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ช่องว่างทางเพศยังไม่มีการลดลงเลยในตัวชี้วัดบางด้าน เช่น อัตราการทำงานให้แก่ครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (Contributing family work) และสัดส่วนของแรงงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรง

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป

รายงานยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังส่งผลต่อตลาดแรงงาน โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจร่ำรวย สภาวะสังคมสูงวัยกำลังทำให้การเติบโตของกำลังแรงงานชะลอตัวลง เนื่องจากมีประชากรในวัยทำงานที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบหรือคงอยู่ในระบบการจ้างงานน้อยลง ในขณะที่ประเทศรายได้น้อยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแปรการเติบโตของประชากรที่รวดเร็วให้กลายเป็นงานที่สร้างผลิตภาพ

ในปี 2569 คาดการณ์ว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 0.5% ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน เติบโต 1.8% ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง และ 3.1% ในกลุ่มประเทศรายได้น้อย ซึ่ง ILO ได้เตือนว่าหากไม่มีโอกาสในการทำงานที่สร้างผลิตภาพอย่างเพียงพอ ประเทศที่ยากจนกว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยว “ประโยชน์จากโครงสร้างประชากร” (Demographic Dividend) ไปอย่างเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ ผลิตภาพแรงงานที่อ่อนด้อยในประเทศรายได้น้อยยังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ลึกยิ่งขึ้น ขัดขวางความคืบหน้าด้านการสร้างงานที่มีคุณค่า และทำให้การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่เพื่อให้เท่าเทียมกับประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า

รูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อผลการจ้างงาน

การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดแรงงาน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกฎระเบียบทางการค้าและปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานกำลังส่งผลกระทบต่อค่าจ้างของแรงงาน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และยุโรป อย่างไรก็ตาม การค้ายังคงเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ โดยรองรับแรงงานถึง 465 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

รายงานระบุว่า การค้าสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในการสร้างงานที่มีคุณค่า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกมักจะให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า มีการจ้างงานนอกระบบที่ต่ำกว่า และมอบโอกาสให้แก่ผู้หญิงและเยาวชนได้มากกว่า ปัจจุบันบริการที่ส่งผ่านระบบดิจิทัลมีสัดส่วนถึง 14.5% ของการส่งออกทั่วโลก และเกือบครึ่งหนึ่งของงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าทั้งหมดอยู่ในภาคบริการตลาด แม้ว่าการค้าระหว่างประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจะขยายตัวขึ้น แต่หลายประเทศในแอฟริกาและอเมริกาใต้ยังคงต้องพึ่งพาตลาดนอกภูมิภาคอย่างมากสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าส่วนใหญ่

ผู้อำนวยการใหญ่ ILO ย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการร่วมกันและสร้างสถาบันที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนงานที่มีคุณค่าและความเป็นธรรมทางสังคม โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจที่ยากจนกว่าซึ่งเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานและการค้าดิจิทัลกำลังขยายตัว

“หากรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างไม่ร่วมมือกันเพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และขยายโอกาสงานที่มีคุณภาพสำหรับผู้หญิงและเยาวชน ผ่านการตอบสนองเชิงสถาบันที่สอดประสานและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนงานที่มีคุณค่าจะยังคงดำรงอยู่ และความสมานฉันท์ในสังคมจะตกอยู่ในความเสี่ยง” นายฮุงโบ กล่าว

ข้อเสนอแนะเพื่อจัดการกับความท้าทายในปัจจุบัน

รายงานได้ระบุแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาที่ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ดังนี้

  • ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ เช่น การลงทุนในด้านทักษะแรงงาน การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
  • แก้ไขช่องว่างทางเพศและปัญหาแรงงานเยาวชน โดยการทลายอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่รับผิดชอบ
  • เสริมสร้างผลลัพธ์จากการค้าและงานที่มีคุณค่า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภูมิภาคทั่วโลกจะได้รับประโยชน์จากกระแสการค้าโลก
  • บรรเทาความเสี่ยงจากหนี้สิน, AI และความไม่แน่นอนทางการค้า ผ่านนโยบายที่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...