รายงาน ILO เผย แรงงานร่วม 300 ล้านคนทั่วโลกยากจนขั้นรุนแรง อีก 2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ
รายงานฉบับใหม่จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization:ILO) ระบุว่า อัตราการว่างงานทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับคงที่ แต่ความคืบหน้าในการมุ่งสู่การมี “งานที่มีคุณค่า” (Decent Work) กลับหยุดชะงักลง นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบาก ในขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้า กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานให้แย่ลง
รายงาน แนวโน้มการจ้างงานและสังคมปี 2569 (The Employment and Social Trends 2026) ของ ILO พบว่า แม้คาดการณ์อัตราการว่างงานทั่วโลกว่าจะคงอยู่ที่ 4.9% ในปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนคน 186 ล้านคน แต่แรงงานอีกหลายล้านคนทั่วโลกยังคงขาดโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ
“การเติบโตที่แข็งแกร่งและตัวเลขการว่างงานที่ทรงตัว ไม่ควรทำให้เรามองข้ามความจริงที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือแรงงานหลายร้อยล้านคนยังคงติดกับดักอยู่ในความยากจน การทำงานนอกระบบ และการถูกกีดกันทางสังคม” นายกิลเบิร์ต เอฟ. ฮุงโบ (Gilbert F. Houngbo) ผู้อำนวยการใหญ่ ILO กล่าว
แรงงานร่วม 300 ล้านคนอยู่ในสภาวะยากจนขั้นรุนแรง
ในระดับโลก ความก้าวหน้าด้านการปรับปรุงคุณภาพการจ้างงานได้ชะลอตัวลงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยระหว่างปี 2558 ถึง 2568 สัดส่วนของแรงงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงลดลงเพียง 3.1 จุด มาอยู่ที่ 7.9% เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้าที่เคยลดลงถึง 15 จุด
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ยังมีแรงงานถึง 284 ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะยากจนขั้นรุนแรง โดยมีรายได้น้อยกว่า 3.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น อัตราของแรงงานที่ทำงานแต่ยังมีฐานะยากจน (Working poverty) ทั้งในระดับรุนแรงและระดับปานกลาง ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2568 โดยในปี 2568 พบว่ามีแรงงานเกือบ 68% ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะยากจนขั้นรุนแรงหรือความยากจนระดับปานกลาง
2.1 พันล้านคนทำงานนอกระบบ
ขณะที่การจ้างงานนอกระบบทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 0.3% ระหว่างปี 2558 ถึง 2568 จากที่เคยลดลงในทศวรรษก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าภายในปี 2569 จะมีแรงงานทั่วโลกถึง 2.1 พันล้านคนต้องทำงานนอกระบบ
โดยปกติแล้ว การจ้างงานนอกระบบมักสะท้อนถึงคุณภาพงานที่ต่ำกว่า เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม สิทธิในที่ทำงาน ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และความมั่นคงในการทำงาน การเพิ่มขึ้นของแรงงานที่ทำงานนอกระบบส่วนใหญ่มาจากการจ้างงานที่สัดส่วนมากขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการจ้างงานนอกระบบสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียใต้ ซึ่งทำให้ความพยายามในการลดการจ้างงานนอกระบบในเศรษฐกิจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง การขาดความคืบหน้าอย่างหนักในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย กำลังผลักให้แรงงานที่มีเงื่อนไขการจ้างงานย่ำแย่อยู่แล้วต้องล้าหลังลงไปอีก
นอกจากนี้ อัตราการประกอบธุรกิจส่วนตัว (own-account work) ซึ่งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางมักเป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำและทำไปเพราะความจำเป็น ก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2568 เช่นกัน
รายงานฉบับนี้ ซึ่งให้ข้อมูลจำแนกตามภูมิภาค กลุ่มรายได้ เพศ และอายุ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นที่ชะลอตัว ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของทั้งคุณภาพงานและการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity)
งานที่ดีมีน้อย
การเติบโตทั้งของ GDP และผลิตภาพแรงงานยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพในประเทศรายได้ต่ำ ส่งผลให้ความคืบหน้าในการลดการขาดแคลน “งานที่ดี” เป็นไปอย่างเชื่องช้า อัตราการเพิ่มของประชากรที่สูง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่ไม่ค่อยดีนัก มีผลให้การยกมาตรฐานการครองชีพของประเทศรายได้ต่ำให้เข้าใกล้ประเทศเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าชะลอลง
รูปแบบการเติบโตแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยคาดว่าการเติบโตของผลิตภาพแรงงานจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ขณะที่อัตราการเติบโตสูงสุดคาดว่าจะอยู่ในเอเชียใต้ ที่ 3.9% ในปี 2569
ภายใต้สถาบันตลาดแรงงานที่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพมักนำไปสู่ค่าจ้างที่สูงขึ้น และในระยะยาวจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตของการจ้างงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว
การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง (Real wages) และรายได้แรงงานทั่วโลกยังคงไม่เพียงพอที่จะชดเชยการสูญเสียรายได้ที่แท้จริงอันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในช่วงปี 2565 ถึง 2567 โดย สัดส่วนรายได้แรงงานทั่วโลก (Global labour income share) ในปี 2568 อยู่ที่ 52.6% ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับของปี 2562 ที่ 53.0% ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงนั้นตามไม่ทันการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน
แม้ว่าค่าจ้างที่แท้จริงโดยรวมในปี 2567 (เมื่อวัดด้วยดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI) ในกลุ่มประเทศรายได้สูงจะยังคงต่ำกว่าระดับของปี 2562 แต่ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ผลิตกลับต้องเผชิญกับต้นทุนแรงงานที่แท้จริงที่สูงขึ้นเมื่อวัดตามดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)
การนำ AI มาใช้ อาจซ้ำเติมสภาวะตลาดแรงงานที่ยากลำบากสำหรับเยาวชน
สภาวะตลาดแรงงานสำหรับคนรุ่นใหม่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย ในปี 2568 อัตราการว่างงานในเยาวชนทั่วโลกขยับตัวสูงขึ้นเป็น 12.4% (จาก 12.3% ในปี 2567) ในขณะที่สัดส่วนของเยาวชนในสภาวะ NEET (กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอาชีพ) ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่20.0% (จาก 19.9%)
ตัวเลขนี้มีความน่ากังวลอย่างมาก เนื่องจากมีเยาวชนถึง 257 ล้านคน ที่อยู่ในสภาวะ NEET ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องสูญเสียโอกาสในการได้รับการศึกษา การฝึกทักษะ และประสบการณ์การทำงานที่มีค่าเพื่อสร้างอนาคตในตลาดแรงงาน สถานการณ์นี้รุนแรงเป็นพิเศษในประเทศรายได้น้อย ซึ่งมีอัตรา NEET สูงกว่าประเทศรายได้สูงถึง 17 จุด
อัตรา NEET พุ่งสูงจนน่าตกใจถึง 27.9% ทั้งนี้ ILO ได้เตือนว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติอาจทำให้ความท้าทายเหล่านี้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีการศึกษาสูงในกลุ่มประเทศรายได้สูงที่กำลังมองหางานแรกในสายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง
การศึกษาสูงอาจไม่ใช่คำตอบของการได้งานเสมอไป
แม้ว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะมาพร้อมกับความหวังในการได้งานที่ดีขึ้นและง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่อัตราการว่างงานที่ลดลงเสมอไป ในกลุ่มประเทศรายได้สูง เยาวชนที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงจะมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่ศึกษาน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลางกลับไม่มีรูปแบบดังกล่าว
เมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีข้อกังวลที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบจากการนำ AI มาใช้ต่อแรงงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังมองหา “งานแรก” ในอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูง หลักฐานเบื้องต้นในกลุ่มประเทศรายได้สูงบ่งชี้ว่า เยาวชนที่มีการศึกษาระดับสูงซึ่งกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากที่มากขึ้นเนื่องจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI
ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วย AI พบว่า คนรุ่นใหม่ (อายุ 15 ถึง 24 ปี) ที่มีระดับการศึกษาสูง มีความเสี่ยงที่จะถูกแย่งงานด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่ากลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่า
“แม้ผลกระทบที่ชัดเจนของ AI ต่อการจ้างงานเยาวชนจะยังไม่มีความแน่นอน แต่ด้วยขนาดของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” รายงานระบุ
ความเหลื่อมล้ำทางเพศที่ฝังรากลึก
สำหรับประเด็นด้านเพศสภาพ โดยเฉลี่ยแล้วเยาวชนหญิงจะมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าเยาวชนชาย แต่ในบางกลุ่มประเทศและบางระดับการศึกษา อัตราการว่างงานของผู้หญิงกลับสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ
ในปี 22568 ผู้หญิงมีสัดส่วนเพียง 2 ใน 5 ของการจ้างงานทั่วโลก ซึ่งบ่งชี้ถึงอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงการทำงาน โดยผู้หญิงมีโอกาสเข้าสู่กำลังแรงงานน้อยกว่าผู้ชายถึง 24.2 จุด ในขณะที่เยาวชนหญิงมีโอกาสที่จะอยู่ในสภาวะ NEET สูงกว่าเยาวชนชายถึง 14.4 จุด
แม้ว่าอัตราการว่างงานทั่วโลกของผู้หญิงจะสูงกว่าผู้ชายเพียงเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคหลักของผู้หญิงคือ การเข้าสู่ตลาดแรงงาน มากกว่าจะเป็นเรื่องการหางานทำไม่ได้ นอกจากนี้ “ช่องว่างของโอกาสในการทำงาน” (Jobs gap rate) ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายยังคงมีอยู่สูง โดยคาดการณ์ว่าจะมีช่องว่างอยู่ที่ 4.3 จุดในปี 2569
ช่องว่างทางเพศเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค แต่กลับมีความแตกต่างกันน้อยมากเมื่อจำแนกตามกลุ่มรายได้ของประเทศ ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นว่า บรรทัดฐานทางสังคม (Social norms) และภาพในความคิด (Stereotypes) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปแบบเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ช่องว่างทางเพศยังไม่มีการลดลงเลยในตัวชี้วัดบางด้าน เช่น อัตราการทำงานให้แก่ครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (Contributing family work) และสัดส่วนของแรงงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรง
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
รายงานยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังส่งผลต่อตลาดแรงงาน โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจร่ำรวย สภาวะสังคมสูงวัยกำลังทำให้การเติบโตของกำลังแรงงานชะลอตัวลง เนื่องจากมีประชากรในวัยทำงานที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบหรือคงอยู่ในระบบการจ้างงานน้อยลง ในขณะที่ประเทศรายได้น้อยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแปรการเติบโตของประชากรที่รวดเร็วให้กลายเป็นงานที่สร้างผลิตภาพ
ในปี 2569 คาดการณ์ว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 0.5% ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน เติบโต 1.8% ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง และ 3.1% ในกลุ่มประเทศรายได้น้อย ซึ่ง ILO ได้เตือนว่าหากไม่มีโอกาสในการทำงานที่สร้างผลิตภาพอย่างเพียงพอ ประเทศที่ยากจนกว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยว “ประโยชน์จากโครงสร้างประชากร” (Demographic Dividend) ไปอย่างเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ ผลิตภาพแรงงานที่อ่อนด้อยในประเทศรายได้น้อยยังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ลึกยิ่งขึ้น ขัดขวางความคืบหน้าด้านการสร้างงานที่มีคุณค่า และทำให้การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่เพื่อให้เท่าเทียมกับประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า
รูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อผลการจ้างงาน
การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดแรงงาน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกฎระเบียบทางการค้าและปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานกำลังส่งผลกระทบต่อค่าจ้างของแรงงาน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และยุโรป อย่างไรก็ตาม การค้ายังคงเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ โดยรองรับแรงงานถึง 465 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
รายงานระบุว่า การค้าสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในการสร้างงานที่มีคุณค่า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกมักจะให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า มีการจ้างงานนอกระบบที่ต่ำกว่า และมอบโอกาสให้แก่ผู้หญิงและเยาวชนได้มากกว่า ปัจจุบันบริการที่ส่งผ่านระบบดิจิทัลมีสัดส่วนถึง 14.5% ของการส่งออกทั่วโลก และเกือบครึ่งหนึ่งของงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าทั้งหมดอยู่ในภาคบริการตลาด แม้ว่าการค้าระหว่างประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจะขยายตัวขึ้น แต่หลายประเทศในแอฟริกาและอเมริกาใต้ยังคงต้องพึ่งพาตลาดนอกภูมิภาคอย่างมากสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าส่วนใหญ่
ผู้อำนวยการใหญ่ ILO ย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการร่วมกันและสร้างสถาบันที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนงานที่มีคุณค่าและความเป็นธรรมทางสังคม โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจที่ยากจนกว่าซึ่งเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานและการค้าดิจิทัลกำลังขยายตัว
“หากรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างไม่ร่วมมือกันเพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และขยายโอกาสงานที่มีคุณภาพสำหรับผู้หญิงและเยาวชน ผ่านการตอบสนองเชิงสถาบันที่สอดประสานและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนงานที่มีคุณค่าจะยังคงดำรงอยู่ และความสมานฉันท์ในสังคมจะตกอยู่ในความเสี่ยง” นายฮุงโบ กล่าว
ข้อเสนอแนะเพื่อจัดการกับความท้าทายในปัจจุบัน
รายงานได้ระบุแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาที่ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ดังนี้
- ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ เช่น การลงทุนในด้านทักษะแรงงาน การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
- แก้ไขช่องว่างทางเพศและปัญหาแรงงานเยาวชน โดยการทลายอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่รับผิดชอบ
- เสริมสร้างผลลัพธ์จากการค้าและงานที่มีคุณค่า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภูมิภาคทั่วโลกจะได้รับประโยชน์จากกระแสการค้าโลก
- บรรเทาความเสี่ยงจากหนี้สิน, AI และความไม่แน่นอนทางการค้า ผ่านนโยบายที่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล