โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภากลาโหมตั้ง JCC ดึง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วม ต่อสายเตีย เซรยฮา เตือนทหารกัมพูชา ผนึก สปสช. คืนสิทธิเบิกจ่ายตรงให้บุพการี-ทายาทวีรชน

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สภากลาโหมตั้ง JCC ดึง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วม ต่อสายเตีย เซรยฮา เตือนทหารกัมพูชา ผนึก สปสช. คืนสิทธิเบิกจ่ายตรงให้บุพการี-ทายาทวีรชน

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมสภากลาโหมสัญจร ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ ว่า ที่ประชุมสภากลาโหมเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย (Joint Capabilities Command: JCC) ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 เพื่อบูรณาการปฏิบัติการร่วมกันของทั้ง 3 เหล่าทัพ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การจัดตั้งหน่วย JCC ยังมีจุดประสงค์เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน ครอบคลุมการปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สงครามสารสนเทศ การปฏิบัติการทางอากาศ เช่น UAS, CUAS และการปฏิบัติการทางอวกาศ โดยให้กองทัพไทยมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ

พล.อ. ณัฐพล กล่าวอีกว่า จากการเดินทางไปปฏิบัติราชการในบริเวณชายแดน และไปเยี่ยมครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับคำร้องขอจากพ่อแม่ของทหารที่เสียชีวิต และเคยได้รับสิทธิเบิกจ่ายตรงในการเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่เมื่อลูกเสียชีวิต สิทธิเบิกจ่ายตรงก็หมด จึงต้องการให้ช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิตามเดิม

กระทรวงกลาโหมจึงได้เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อขอพิจารณาแก้ไขพระราชกฤษฎีกา เพื่อขอให้สิทธิเบิกจ่ายตรงในการรักษาพยาบาล สำหรับพ่อแม่ที่มีลูก หรือภรรยาที่มีสามีไปปฏิบัติราชการชายแดนแล้วเสียชีวิตให้ยังคงได้รับตามเดิม ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข โดย สปสช. ได้พิจารณาให้บุพการีและทายาทของทหารที่ปฏิบัติราชการชายแดนแล้วเสียชีวิตได้รับสิทธิบัตรทองที่เทียบเท่ากับการเบิกจ่ายตรง ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี และปัจจุบันกำลังเร่งรัดดำเนินการ

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้น พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมสภากลาโหม แต่ตนได้ติดตามมาตลอด และได้ติดต่อไปยัง พล.อ. เตีย เซรยฮา รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ว่าทหารกัมพูชาไม่มีวินัย มีการเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนไม่สบายใจ และแจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาไปว่า เรื่องเดิมที่ไทยกังวลคือการวางทุ่นระเบิด ล่าสุดก็คือเรื่องทหารกัมพูชาเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ในที่สุด

พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า หากกัมพูชาคิดว่าจะแก้ปัญหาโดยสันติจริงๆ ไม่ควรทำวิธีนี้ รวมถึง Fake News กล่าวหาทหารไทยไปยิงทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตามหลักฐาน และด้วยสติปัญญาของวิญญูชนดูออกว่าไม่ใช่แผลจากการยิง และได้เตือนไปทางฝ่ายกัมพูชาแล้ว

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 798 กิโลเมตร เมื่อเราปฏิบัติการทางทหารครั้งล่าสุดแล้วเรายึดได้ มีความจำเป็นต้องยึดต่อไป เพราะทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ส่งมารอบนี้ไม่มีวินัยอาจจะรุกล้ำมาได้ แต่ยอมรับความจริงว่าไม่สามารถคงกำลังอย่างนี้ตลอดไปได้ เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก

สำหรับพื้นที่ที่มีการเข้าออกพลุกพล่าน เช่น บ้านคลองลึก จังหวัดสระแก้ว , ทมอดา จังหวัดตราด อาจจำเป็นต้องสร้างรั้วถาวรผสมกับรั้วอิเล็กทรอนิกส์ในบางพื้นที่ มีกล้อง CCTV โดยรอบ ซึ่งเราพยายามประหยัดงบกองทัพให้มากที่สุด

ส่วนพื้นที่ อาทิ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก จ.อุบลราชธานี อาจจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือสร้างเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ว่ามีฝ่ายเพื่อนบ้านมารุกรานหรือไม่

นอกจากนี้ พล.อ. ณัฐพล กล่าวอีกว่า จะต้องหาที่ทำกินให้กับทหารผ่านศึก ในลักษณะหมู่บ้านป้องกันตัวเองชายแดน ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เห็นชอบด้วย ทั้งนี้หากทำครบทั้ง 5 ด้าน นี้ก็สามารถถอนกำลังออกมาได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...