โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เริ่มฟื้นตัวครึ่งปีหลัง รัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบายได้เต็มที่ ลุ้นโตแตะ 3% หากลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ดันลงทุน

BTimes

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 0.57 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หวังรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME ปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน ดึง FDI เชื่อ GDP จะโต 3% ได้ถ้าลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า เศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหาร และเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม โดยหากลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน ก็เชื่อว่าจีดีพีมีโอกาสโตได้ 3%

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% นั้น CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด "รอดูสถานการณ์" ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย โดยจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืนนั้น นายอมรเทพ เห็นว่า จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6-12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่า มีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก-ท่องเที่ยว จึงควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุด คำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย

โดยประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้านได้แก่ การส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี ,FDI ชะลอตัว จากภาวะ "Wait and See" ของนักลงทุน และ ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง

ด้าน น.ส.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง CIMBT เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้ หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน "10 พลัส" การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษี อาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน หากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

สำหรับภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทย มีแนวโน้มชะลอตัวลง อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

แม้นักลงทุนในตลาดทุน ดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น และพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ณ ธ.ค.68 อยู่ที่ 66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้น และอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...