โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเพิ่มเป็น 15% ท้าศาลสหรัฐฯ:‘ฝันร้ายหรือข่าวดีของใคร?

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทรัมป์ท้าชนศาลสูงสุด! ประกาศเพิ่มภาษีโลกเป็น 15% ทันที งัดกฎหมายเก่าแก้เกมหลังโดนสั่งเบรกอำนาจ ทำคู่ค้าปั่นป่วน

สถานการณ์การค้าโลกกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจ "หักหน้า" คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ด้วยการประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าทั่วโลก ขึ้นสู่ระดับ 15% ทันที ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมายจะเอื้ออำนวย หลังจากที่เพิ่งประกาศใช้อัตรา 10% ไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า เพื่อตอบโต้กรณีที่ศาลสั่งระงับอำนาจภาษีฉบับเดิมของเขา

ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social ว่า "มีผลบังคับใช้ทันที" เขาจะทำการ "ปรับเพิ่มภาษีทั่วโลก 10% ต่อประเทศต่าง ๆ … ขึ้นสู่ระดับ 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ได้รับอนุญาตและผ่านการทดสอบทางกฎหมายแล้ว" เขายังเสริมด้วยว่า รัฐบาลจะกำหนดและออกประกาศภาษีใหม่นี้ ในช่วงไม่กี่เดือนสั้น ๆ หลังจากนี้

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฯ มีคำวินิจฉัยว่า ทรัมป์ทำเกินขอบเขตอำนาจในวิธีการที่เขาใช้บังคับภาษีต่อคู่ค้า โดยการอ้างใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายจากปี 1977 ที่สงวนไว้ใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติเท่านั้น

ภายหลังจากคำตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ศาลสูงสุดอย่างรุนแรง โดยเรียกคำวินิจฉัยนี้ว่า "น่าผิดหวังอย่างยิ่ง" และเสริมว่า เขารู้สึกละอายใจต่อตุลาการที่ตัดสินค้านนโยบายภาษีของเขา ซึ่งรวมถึงตุลาการที่เขาเป็นคนแต่งตั้งขึ้นมาเองด้วย ล่าสุด ทรัมป์จึงแก้เกมด้วยการใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 นับเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นภาษีได้สูงสุด 15%

เปิดช่องกฎหมายใหม่ Section 122 อาวุธลับที่ใช้เกทับพันธมิตร

ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ทรัมป์ได้รับอำนาจชั่วคราวในการจัดเก็บภาษีสูงถึง 15% เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศเป็นเวลา 150 วัน ซึ่งนับเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เขาขุดขึ้นมาเพื่อสยบข้อจำกัดที่ศาลสูงสุดเพิ่งวางไว้

การประกาศใช้ภาษีในอัตราสูงสุดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแก้เกมทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการ "ล้างไพ่" ข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้กับพันธมิตร โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประเทศที่เคยทำดีลพิเศษไว้จะต้องกลับมาเผชิญกับอัตราภาษี 15% เท่ากันหมดทันที

ประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ซึ่งเดิมตกลงภาษีไว้ที่ 10% จึงต้องกลับมาอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขณะที่ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างออกมาเตือนว่า ความไม่แน่นอนที่เป็น "ยาพิษ" นี้จะทำลายระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ภาษีภายใต้กฎหมายนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือสามารถบังคับใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากรัฐบาลของทรัมป์ต้องการให้ภาษี 15% นี้คงอยู่ต่อไปเกินกว่า 5 เดือน เขาจำเป็นต้องยื่นเรื่องเพื่อให้สภาคองเกรสพิจารณาอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ส่อง "ผู้ชนะ-ผู้เสียประโยชน์" ในเกมภาษีครั้งใหม่

การปรับฐานภาษีเป็น 15% ทั่วโลก กลายเป็น "ส้มหล่น" ก้อนโตสำหรับกลุ่มประเทศ BRICS โดยเฉพาะจีน บราซิล และอินเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตกเป็นเป้าโจมตีหลักและถูกทรัมป์สั่งเก็บภาษีในอัตราที่ "โหด" กว่านี้หลายเท่าภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิมที่ศาลสั่งยกเลิกไป เช่น จีนที่เคยถูกรีดภาษีสูงถึง 145% และอินเดียกับบราซิลที่โดนไปถึง 50% ในสินค้าบางรายการ

นักวิเคราะห์มองว่า อัตราภาษี 15% ใหม่นี้ เปรียบเสมือนการ "ลดภาษี" ครั้งใหญ่ให้กับสินค้าจากจีนและอินเดียในระยะสั้น ส่งผลให้ผู้นำเข้าสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหายใจคล่องคอขึ้นทันที และอาจเกิดปรากฏการณ์เร่งนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศเหล่านี้เพื่อกักเก็บสต็อกไว้ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะงัดกฎหมายอื่นมาใช้เพิ่มภาษีรายสินค้าอีกรอบในอนาคต

สถานการณ์นี้สร้างความได้เปรียบให้กับผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart และ Amazon รวมถึงค่ายรถยนต์อย่าง GM และ Ford ที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับประเทศเหล่านี้ เพราะต้นทุนภาษีนำเข้าที่แท้จริงจะลดลงจากระดับที่เคยจ่ายอยู่เดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้อาจมีกำไรเพิ่มขึ้นหรือมีโอกาสปรับลดราคาสินค้าบางรายการลงเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะชั่วคราวนี้กลับสวนทางกับกลุ่มประเทศพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ที่เดิมทีอุตส่าห์เจรจาลดภาษีเหลือ 10% ไปได้ก่อนหน้า แต่กลับต้องมาถูกทรัมป์ปรับขึ้นเป็น 15% เท่ากับคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ เพียงเพราะกฎหมายที่ขัดแย้งกันเองภายในบ้านของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ที่มีดีลพิเศษกับทรัมป์ไปแล้วก็ค่อนข้างที่จะเสียเปรียบเมื่อยอมแลกหลายอย่างไปแล้ว

ส่วนผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจยังไม่ได้รับข่าวดีในเร็ววัน แม้ภาษีในบางรายการจะลดลง แต่ราคาหน้าร้านจะยังคงสูงอยู่จนกว่าสต็อกสินค้าเก่าจะหมดลง และภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการขาดดุลการค้ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

ปมคืนเงินภาษีแสนล้าน "ฝันค้าง" ของภาคธุรกิจ

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้คือ การเรียกร้องขอคืนเงินภาษีมูลค่ามหาศาลกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า เป็นการจัดเก็บที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยหอการค้าสหรัฐฯ และสมาพันธ์ค้าปลีก (NRF) ต่างเร่งกดดันให้รัฐบาลคืนเงินก้อนนี้ทันที เพื่อนำไปหมุนเวียนในธุรกิจและคืนกำไรให้ผู้บริโภคที่แบกรับภาระราคาสินค้าแพงมาตลอดปี

ทว่ารัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ กลับดับฝันภาคธุรกิจด้วยการระบุว่า "คนอเมริกันอาจจะไม่ได้เห็นเงินก้อนนี้" เนื่องจากรัฐบาลเตรียมใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อต่อสู้และยื้อเวลาออกไป ซึ่งทรัมป์เองก็ได้ขู่ไว้ว่าการสู้คดีอาจกินเวลานานหลายปี ทำให้ความหวังที่จะได้เงินคืนมาพยุงสภาพคล่องของผู้นำเข้าธุรกิจขนาดเล็กกว่า 200,000 รายยังคงริบหรี่

ในฝั่งการเมือง วุฒิสมาชิก มาเรีย แคนท์เวลล์ จากพรรคเดโมแครต ได้เริ่มทำหนังสือจี้ถามถึงแผนการคืนเงินที่ชัดเจน แต่ทางฝั่งพรรครีพับลิกันอย่าง ส.ว. จอห์น เคนเนดี้ กลับมองต่างว่า หากเรื่องนี้ถูกลากยาวไปจนถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน และมีการคืนเงินในช่วงนั้นพอดี อาจกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ "พุ่งทะยาน" และส่งผลดีต่อคะแนนเสียงของพรรคได้

ท้ายที่สุด ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ยุคสมัยของการ "เจรจาดีลพิเศษ" รายประเทศที่ทรัมป์เคยทำมาได้สิ้นสุดลง และเข้าสู่ยุคของความสับสนทางนโยบายที่ทุกอุตสาหกรรมต้องลุ้นระทึก โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะถูกตอกย้ำอีกครั้งในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าทรัมป์จะเดินหน้าสงครามภาษีในรูปแบบใดต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...