โลกเดือดกระทบตลาดกาแฟ ดอยตุงเร่งพัฒนาสายพันธุ์รับความเสี่ยง
อุตสาหกรรมกาแฟกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตในหลายประเทศมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ราคาตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสร้างความเปราะบางต่อประเทศผู้นำเข้าอย่างไทย
ข้อมูลจาก Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุว่า ราคากาแฟโลกในปี 2567เพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากแรงกดดันด้านสภาพอากาศและผลผลิตที่ตึงตัว ขณะที่ปี 2568 ราคากาแฟอาราบิกาทำสถิติสูงสุดที่ 3.6945 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ เพิ่มขึ้นราว 15% ตั้งแต่ต้นปี
สำหรับประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเผยว่า ปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตกาแฟเพียง 15,651 ตัน เทียบกับความต้องการบริโภคภายในประเทศกว่า 95,500 ตัน ส่งผลให้ต้องนำเข้ามากกว่า 80,000 ตันต่อปี เมื่อราคาตลาดโลกปรับสูงขึ้น ย่อมกระทบต่อต้นทุนในประเทศและผู้บริโภคโดยตรง
จากบริบทดังกล่าว โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงของเกษตรกรในพื้นที่ ดอยตุงมีระดับความสูงราว 700-1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับแหล่งปลูกกาแฟอื่น ทำให้ต้องคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่อย่างรอบคอบ
‘สมิทธิ หาเรือนพืชน์’ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า แนวทางพัฒนากาแฟของดอยตุงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก มีการทดลองปลูกในระดับความสูงที่แตกต่างกัน และทำงานร่วมกับชุมชนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อประเมินว่าสายพันธุ์ใดเหมาะสมกับสภาพดินและอากาศของแต่ละหมู่บ้าน หากในอนาคตสายพันธุ์เดิมไม่สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นได้ ดอยตุงต้องมีระบบสำรองเมล็ดพันธุ์รองรับ เพื่อให้เกษตรกรยังสามารถเดินหน้าต่อได้
ด้าน ‘สิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์’ ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การปรับตัวต้องดำเนินการทั้งระบบ ตั้งแต่การฟื้นฟูดิน การบริหารจัดการน้ำ ไปจนถึงการเพิ่มความหลากหลายของพืชในแปลง ผ่านแนวทางวนเกษตรและเกษตรเชิงฟื้นฟู เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ผันผวน
พร้อมกันนี้ ยังเร่งพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนต่ออุณหภูมิสูง ให้ผลผลิตดี และคงคุณภาพรสชาติที่ตลาดต้องการ ควบคู่กับการปลูกไม้ร่มเงาเพื่อลดอุณหภูมิในทรงพุ่มกาแฟลงประมาณ 2-5 องศาเซลเซียส ช่วยลดความเครียดของต้นกาแฟ และจัดการโรคแมลงอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว