โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ฟันผู้รับจ้างถึงที่สุด “พิพัฒน์” เอาจริง! แถลงผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 สั่งปิดจราจร 100% ยกระดับความปลอดภัย

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“พิพัฒน์” แถลงผลตรวจสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 สั่งปิดช่องจราจร 100% ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด เอาจริงกับผู้รับจ้าง เดินหน้าเอาผิดถึงที่สุด

วันนี้ 23 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 กรณี ได้แก่ เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และ เหตุคานปูนและเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษ M82 พังถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทาง พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมแถลงฯ ณ อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงคมนาคม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี โดยมี นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธานกรรมการ มีนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสภาวิศวกร ผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการดำเนินงานภายใน 15 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน

นายพิพัฒน์ระบุว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 7 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน จึงขอชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้น พร้อมมาตรการสั่งการเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีก

ผลตรวจสอบเบื้องต้น กรณี สีคิ้ว พบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน ซึ่งเกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ มีการทำงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการจราจรด้านล่าง ทั้งที่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องทำงานเฉพาะช่วงที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัย

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ โดยได้ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่าวัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่าง เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้ง Front Support ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ Front Support เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่ จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจาก "การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า (Front Support) ของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครน (Tied-down) ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ Front Support ล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ซึ่งระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว”

ส่วนกรณี ถนนพระราม 2 (M82) การตรวจสอบพบว่าไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็น ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบ ที่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงซ่อมเฉพาะหน้า ต้องรื้อถอนและจัดการใหม่ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า กรณีเหตุคานปูน (segment) และเครน (Launching Gantry Crane) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย - บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่ม จากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ซึ่งในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลางซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย,ภาพเคลื่อนไหว) เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support) และระบบยึดรั้งของเครน (Tie-down) รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียดรายการคำนวณ และขั้นตอนการติดตั้งของเครน (Launching Gantry Crane) การวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการรับน้ำหนักเทียบกับแบบก่อสร้าง รวมถึงการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติงาน

นายพิพัฒน์ประกาศมาตรการสั่งการเร่งด่วนทันที เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้อีกครั้ง ผมได้กำหนดให้เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด และได้สั่งการไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการทันทีใน 5 มิติ ดังนี้:

• มิติที่ 1: พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัย 100% (Safety Zone)

สั่งห้ามก่อสร้างเหนือทางรถไฟหรือถนนขณะมีการจราจรโดยเด็ดขาด หากจะมีการยกติดตั้งเครนหรือวัสดุอุปกรณ์ ต้องปิดการจราจร100% เท่านั้น และต้องมีการจัดตั้งเขตควบคุมความปลอดภัย (Safety Zone) อย่างเคร่งครัด

• มิติที่ 2: ยกเครื่องระบบตรวจสอบทางวิศวกรรม

ให้ตรวจทานแบบก่อสร้างและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเครน LG (Launcher Gantry) ต้องมีการติดตั้งระบบ Structural Health Monitoring (SHM) หรือเซนเซอร์ตรวจวัดโครงสร้างแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

• มิติที่ 3: เปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานระดับสากล

ในจุดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างโครงการ M82 ผมได้สั่งการให้ เปลี่ยนชุดผู้ดำเนินงานเครน LG ทันที โดยให้ยุติการดำเนินงานของผู้รับเหมารายเดิม (ITD) ในส่วนนี้ และให้ใช้บริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ามาดำเนินการแทน

• มิติที่ 4: เชิญวิศวกร-ผู้เชี่ยวชาญอิสระ ร่วมตรวจสอบ (Third Party)

ได้เชิญ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงานโดยอิสระ โดยให้อำนาจเต็มในการสั่งหยุดงานทันทีหากพบความเสี่ยง

• มิติที่ 5: การสื่อสารที่โปร่งใส

ต้องเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ครับ"

1. การดำเนินการต่อ ผู้กระทำความผิด

"คณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเร่งวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกตามหลัก 'นิติวิศวกรรม' (Forensic Engineering) ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อชี้ชัด ผู้กระทำความผิด ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น"

2. การปฏิรูปมาตรฐานสัญญาและการกำกับดูแล โครงการก่อสร้าง

"กระทรวงฯ จะดำเนินการ ทำระเบียบและข้อกำหนดในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการใหม่นับจากนี้ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดให้มาตรการด้านความปลอดภัย เป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาจ้างงาน หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตาม จะถือว่าทำผิดสัญญาและถูกยกเลิกสัญญาทันที"

3. การใช้มาตรการ 'สมุดพกผู้รับเหมา' และการขึ้นบัญชีดำ(Blacklist)

"นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญครับ ผมได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้จัดทำระบบประเมินผลการทำงานของผู้รับจ้าง หรือ 'สมุดพกผู้รับเหมา' อย่างเป็นรูปธรรม"

• การตัดแต้ม: จะมีการบันทึกประวัติ ความบกพร่อง และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หากผู้รับเหมารายใดบริหารงานหละหลวม หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก จะถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือ

• การลงโทษ: หากคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะมีผลต่อการพิจารณาคุณสมบัติในการประมูลงานครั้งต่อไป จนถึงขั้น 'ขึ้นบัญชีดำ' (Blacklist) ห้ามรับงานของกระทรวงคมนาคม หรือ ภาครัฐ อีกต่อไป

นายพิพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากโครงการก่อสร้างต้องล่าช้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งยอมรับได้แต่เราจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางได้อย่างปลอดภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...