วาสนาหยกโบตั๋น (財運玉)..70's
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้ไรท์แต่งขึ้นตามจินตนาการ สถานที่ เรื่องราวต่างๆ อ้างอิงประวัติศาสตร์จีนช่วงยุค 70-80 บางเหตุการณ์
อาจมีความคลาดเคลื่อน หรือผิดพลาด สามารถแจ้งไรท์ได้หน่าา ت
"ไรท์เป็นคนอ่อนไหวง่าย รบกวนเม้นต์อย่างสุภาพนะค่ะ"
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ♥️
มู่ฮวาหวังคนเดิม
"จางหลี่เธอจะไปเข้าข้างหล่อนทำไม ก็เห็นๆ อยู่ว่าหล่อนขี้เกียจตัวเป็นขน ทำอาหารก็ไม่เป็น นี่มันตัวภาระชัดๆ"
"ทำไมฉันถึงได้ซวยขนาดนี้นะ ทำงานแต่ละวันก็เหนื่อยมากพอแล้ว ยังต้องมาแบ่งอาหารให้คนขี้เกียจแบบนี้อีก ซวยจริงๆ"
"พวกเธอก็ใจเย็นๆ หน่อยเถอะ 'ฮวาหวัง' หมดสติไปตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นเลย อาการของหล่อนน่าเป็นห่วงมากนะ"
"แล้วยังไง! สุดท้ายก็ต้องเป็นฉันกับเหมยฮัวต้องไปทำงานกันสองคนเหมือนเดิม ฉันบอกเธอไว้เลยนะ ถ้าถึงคราวแจกจ่ายอาหารกันรอบหน้า ฉันไม่แบ่งให้หล่อนอย่างที่แล้วมาแน่นอน ทำงานก็น้อย ใช้สิทธิ์อะไรมาขอส่วนแบ่งของพวกเรา เราไปกันเถอะเหมยฮัว อ่อ! เธอก็เหมือนกันนะจางหลี่ อย่าไปช่วยเหลือหล่อนให้มากนักเลย ฉันไม่เคยเห็นหล่อนจะรู้สึกขอบคุณเธอสักครั้งที่คอยช่วยโน้นช่วยนี้ คนใจดำแบบนี้ไม่ควรให้ค่าหรอก" หลังหลี่ตู่ฟางพูดจบก็พากันเดินออกไปจากบ้านพักพร้อมกับเหมยฮัว
จางหลี่ลังเลอยู่ไม่น้อยว่าจะเอายังไงต่อกับเพื่อนร่วมห้องคนนี้ แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจแบบเดิม ก่อนจะเดินออกไปทำข้าวต้มที่มีเม็ดข้าวอยู่น้อยนิด วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงของมู่ฮวาหวัง
"หวังว่าตอนที่เธอฟื้นแล้วจะเห็นความดีของฉันที่คอยดูแลเธอบ้างนะ" หลังพูดประโยคนั้นจบ จางหลี่ก็เดินออกไปทำงานที่เหมืองต่อทันที
ในขณะที่เสียงฝีเท้าของจางหลี่ค่อยๆ หายไป เป็นเวลาเดียวกันกับที่เปลือกตาของมู่ฮวาหวังที่ทุกคนคิดว่าเป็นลมสลบไปค่อยๆ ลืมตาขึ้น เธอกะพริบตาอยู่หลายครั้งจนมองเห็นชัดเจน เธอสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างละเอียดพร้อมกับความสงสัยที่เกิดขึ้น
ที่นี่ที่ไหน? ไม่ใช่ว่าตัวเธอต้องอยู่โรงพยาบาลหรอกเหรอ
ความทรงจำล่าสุดที่จำได้คือเธอกำลังขับรถหนีใครบางคนที่พยายามฆ่าเธอ เธอกลัวมากขนาดที่ร้องไห้ออกมา ตอนนั้นสติติดตัวแทบไม่เหลือแล้ว แต่ยังต้องพยายามขับรถเพื่อหนีรถคนร้าย น้ำตาที่ไหลออกมาทำให้เธอมองไม่เห็นว่าด้านหน้าเป็นเขตก่อสร้างสะพาน เธอขับรถชนเข้ากับราวสะพานก่อนที่รถจะตกลงไปในแม่น้ำ
เธอบอกตัวเองตลอดเวลา 'ฉันจะต้องไม่ตาย' เธอพยายามตะเกียกตะกายออกจากรถ แต่กลับพบว่าประตูรถกลับล็อกแน่นอัตโนมัติจากระบบภายใน ตอนนั้นเธอรู้สึกท้อแท้จนถอดใจ ภาพความทรงจำในช่วงชีวิตที่ผ่านมาไหลเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก
'ดีแล้วล่ะ! เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วเหมือนกัน' เพราะที่ผ่านมาเธอเหนื่อยมามากแล้วจริงๆ
"ฮวาหวังของแม่ ดื่มนมนี่ให้หมดแล้วเข้านอนล่ะ คืนนี้หนูจะได้นอนหลับฝันดี"
"ค่ะแม่ แม่ก็รีบเข้านอนนะ หนูอยากให้แม่ไปส่งหนูที่โรงเรียนพรุ่งนี้ได้ไหมคะ" มู่ฮวาหวังในวัย 11 ขวบ รักและเชื่อฟังผู้เป็นแม่ที่สุด
"ได้จ้ะ เด็กดีของแม่" เธอดื่มนมจนหมดส่งแก้วเปล่าให้แม่ พร้อมกับหลับตาลงหวังว่าจะถึงพรุ่งนี้เร็วๆ
หลังจากที่หลับไปได้ไม่นานเธอรู้สึกเจ็บแสบไปทั่วหน้าอก ร้อนผ่าวจนแทบทนไม่ไหว ก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น เธอไอออกมาเป็นเลือด ตอนนั้นเธอทั้งตกใจและเจ็บปวด เธอพยายามเรียกหาแม่ทั้งร้องไห้ไปด้วย
"แม่! แม่! ฮึก!! แม่อยู่ไหน หนูเจ็บ หนูเจ็บค่ะแม่" เธอเรียกแม่เท่าไหร่ก็ไม่ได้ยินเสียงของแม่ตอบกลับมา เธอรีบลุกวิ่งไปยังห้องนอนของแม่พร้อมกับกุมหน้าอกไปด้วย แม้ในเวลานั้นจะล้มอยู่หลายครั้งจากอาการร้อนที่หน้าอกที่กำเริบก็ตาม
ตอนที่เปิดประตูห้องนอนของแม่ แสงไฟด้านนอกที่สะท้อนเข้าไปในห้องที่มืดสนิททำให้เธอเห็นขาของแม่ที่ห้อยลงมาจากราวผ้าม่าน เธอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจก่อนที่จะหมดสติ
หลังฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ภาพแม่ที่ถูกแขวนกับผ้าม่านอยู่ยังคงเป็นภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ เธอมองไปรอบๆ ห้องกลับไม่พบใครเลยสักคนเลยสักคน
"แม่!! แม่คะ! แม่อยู่ไหน หนูกลัว ฮึก หนู..กลัวมากเลย" เธอร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว ทำไมไม่มีใครเลย
สุดท้ายพยาบาลและหมอก็เข้ามาปลอบเธอ แต่ในเวลานั้นเธอกลับไม่เอาใครเลย เธอถามหาแม่กับคุณพยาบาลอยู่หลายครั้ง แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นแค่ความเงียบและสายตาที่สื่อบอกว่ความสงสารและเวทนาเธอเท่านั้น
เธอไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดว่าไม่รู้ว่านั้นสิ่งที่แม่ทำคือการฆ่าตัวตาย แม่..คนที่รักเธอที่สุดได้ตายไปแล้ว หลังจากที่ร้องไห้จนน้ำตาหมดพร้อมกับหัวใจที่ต้องยอมรับกับสิ่งที่เห็น เธอก็กลายเป็นคนนิ่งเงียบและไม่พูดกับใครอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น
พ่อและญาติๆ พยายามถามเรื่องของแม่กับเธอ แต่เธอกลับไม่พูดอะไรเลยจนคนเหล่านั้นก็เลิกหาคำตอบไปเอง
ความจริงแล้วเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าก่อนหน้านั้นแม่เจอกับปัญหาอะไรอยู่ถึงได้ตัดสินใจกระทำเรื่องแบบนั้นลงไป เพราะทุกๆ ครั้งที่แม่อยู่กับเธอ แม่จะยิ้มและร่าเริงอยู่เสมอ ตั้งแต่จำความได้ เธอแทบไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้หรือแสดงสีหน้าอื่นเลยด้วยซ้ำ
ต่อมาเสียงพูดคุยของพ่อ ตำรวจและญาติๆ ทำให้เธอเข้าใจเรื่องทั้งหมด
คืนนั้นแม่ใส่ยาอะไรบางอย่างลงไปในนมของเธอเพื่อให้เธอตาย แม่..ตั้งใจจะฆ่าเธอ! ก่อนที่แม่จะกลับไปผูกคอตายในห้องนอน และเป็นเธอที่เข้าไปเจอแม่ เวลานั้นถ้าไม่มีป้าแม่บ้านขึ้นมาด้านบนจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอ เธอเองก็คงตายไปแล้วเหมือนกัน..
ตัวเธอในเวลานั้นไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมแม่ถึงต้องทำแบบนี้ เธอไม่เคยรู้เลยว่าที่บ้านมีปัญหาอะไร จนกระทั่งผ่านงานศพของแม่มาได้ไม่นาน พ่อก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในบ้าน
หล่อนมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของเธอ พ่อพยายามอย่างมากเพื่อให้เธอยอมรับผู้หญิงคนนี้
แต่เธอที่แอบเข้าไปในห้องนอนของแม่หลังจากที่แม่จากไปก็พบกับรูปภาพจำนวนมากในลิ้นชักส่วนตัวของแม่ เธอจำที่ซ้อนกุญแจไขลิ้นชักได้เพราะเคยเห็นแม่เปิดอยู่บ่อยๆ ในภาพเป็นพ่อกับผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน โอบกอดกันเหมือนคู่รัก
เธอถึงได้รู้ว่าพ่อมีชู้ ผู้หญิงคนนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้แม่ของเธอต้องตาย เป็นผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้ครอบครัวของเธอพัง!!
ในวันที่หล่อนเข้ามาในบ้าน เธอจึงมองหล่อนด้วยสายตาอาฆาต เธอจะแก้แค้นให้แม่เอง!!
แล้วเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ในครอบครัวก็เริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา..
พ่อมีลูกชายคนใหม่กับผู้หญิงคนนั้นทันทีหลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังได้ไม่นาน คุณยายเคยเข้ามาพูดคุยหวังจะเธอไปอยู่กับท่านที่ต่างประเทศด้วยกัน ความหวังดีของท่านเธอรู้สึกถึงมันได้ ตอนนั้นยอมรับเลยว่าทั้งดีใจและตื้นตันใจ แต่ความอิจฉาและความเกลียดชังในหัวใจกลับมากเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ ทำให้เธอตัดสินใจที่จะอยู่กับพ่อต่อไป
เธอพยายามเรียนให้เก่ง หาเพื่อนที่รวยและมีอำนาจ ทำทุกอย่างที่จะให้ตัวเองอยู่สูงกว่าหล่อนและลูกชาย ด้วยความสามารถและความช่วยเหลือจากเพื่อนและญาติฝั่งแม่ ทำให้เธอในวัย 32 ปี มีมูลค่าทรัพย์สินมากถึงแสนล้านจากการก่อตั้งบริษัทจิวเวลรี่ และเป็นหุ้นส่วนอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในโลก ร่วมถึงโครงการย่านการค้าที่สำคัญๆ ในจีนและต่างประเทศ
ความสำเร็จที่ได้รับทั้งหมดไม่ได้ทำให้เธอมีความสุข จนกระทั่งวันนี้! ที่เธอรอคอย..
ในงานเลี้ยงบริษัทของครอบครัว จะเรียกว่าครอบครัวก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก ต้องบอกว่าเป็นบริษัทของแม่ที่ถูกพ่อฮุบไปบริหารจนคนอื่นๆ คิดไปแล้วว่าบริษัทนี้เป็นของเขาและลูกชาย แม้พ่อจะรู้ทั้งรู้ว่าบริษัทนี้เป็นของแม่ที่ทิ้งไว้ให้เธอก็ตาม
เธอปล่อยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ เอาเงินของแม่ไปถลุงให้มากเท่าที่อยากทำ ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดที่ใครต่างก็ต้องก้มหัวให้
อย่างนั้นแหละ! เพราะเวลาที่มันตกลงมามันจะเจ็บจนแทบทนไม่ไหวยังไงล่ะ
ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย รวมถึงนักธุรกิจคนสำคัญๆ พวกเขามาตามคำเชิญเพื่อแสดงความยินดีกับเจ้าสัวมู่ล่าง เจ้าของกิจการห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง รวมถึงห้างร้านอีกหลายสาขาในจีน งานครบรอบ 60 ปีของบริษัทยิ่งใหญ่สมกับที่ติดความรวยในประเทศ นั้นยิ่งทำให้คนรู้สึกอิจฉาจนแทบกระอักเลือด
แม้พวกเขาจะรู้ทั้งรู้ว่าคนที่บริหารงานจริงๆ เป็นลูกสาวคนโตอย่างมู่ฮวาหวัง สาวสวยที่ทั้งเก่งและมีความสามารถคนหนึ่งในวงการธุรกิจ
ใครในสังคมจะไม่รู้บ้างว่าตระกูลมู่รักลูกไม่เท่ากัน เรื่องในบ้านมู่เองก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นความลับ เจ้าสัวมู่ล่างมีชู้จนทำให้ภรรยาหลวงตั้งใจฆ่าลูกสาวและตัวเองหนีความเสียใจ แต่เด็กน้อยกลับรอดมาได้ ทั้งยังพยายามสู้จนขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดยิ่งกว่าเจ้าสัวผู้เป็นพ่อ แต่คนพ่อกลับหลงใหลเมียน้อยจนถอนตัวไม่ขึ้น พอมีลูกชายก็ตามใจเด็กเสียคน ระรานคนอื่นไปทั่ว ขนาดตำรวจยังไม่อาจเอาผิดได้
ยอมแม้กระทั่งทิ้งลูกสาวแท้ๆ ตัวเองไว้ในบ้านหลังเก่าเพื่อไปอยู่บ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ช่วงแรกที่เขาเข้ามาดูแลกิจการก็ต้องยอมรับว่าเจ้าสัวมู่เองก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่กำไรก็ไม่ได้มากมายขนาดที่ว่าคนอื่นจะนับถือ แต่หลังจากนั้นหลายปีผ่านไปที่ลูกชายโตพอจะเข้ามาดูแลบริษัทต่อได้ เขาก็ปล่อยมือจากงานแล้วไปท่องเที่ยว เสวยสุขกับเมียน้อยที่ต่างประเทศอยู่หลายเดือน
เด็กหนุ่มที่พึ่งเรียนจบไม่มีแม้แต่ประสบการณ์ งานที่ต้องเรียนรู้ก็มาจากเหล่าเลขาที่เจ้าสัวมู่จ้างมา ไม่ได้ทำให้เขาเข้าใจในงานเลยสักนิด บวกกับพฤติกรรมที่ไม่ได้ดีอยู่แล้ว ทำให้บริษัทที่ไม่ได้ดีเด่กลับดิ่งเหวลงไปอีก เดือดร้อนเจ้าสัวมู่ต้องไปขอร้องลูกสาวให้เข้ามาช่วย อ้างว่าเป็นบริษัทของแม่ตัวเองที่ทิ้งไว้ให้บริหารต่อ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอกลับไม่เคยได้ส่วนแบ่งหรือกำไรจากหุ้นในบริษัทแห่งนี้เลยสักครั้ง
ใครๆ ต่างก็คิดว่าคุณหนูมู่คงไม่ลดตัวมาช่วยครอบครัวที่ทำกับเธอแบบนี้หรอก.. สุดท้ายกลับผิดคาด
เธอได้นั่งตำแหน่งรองผู้บริหาร เข้ามากู้หน้าและปรับปรุงบริษัท ภายในเวลา 2 ปี บริษัทที่เกือบจะล้มละลายก็กลับมาผงาดยิ่งกว่าที่เคยมีมา ชื่อเสียงรวมถึงความสามารถของคุณหนูมู่เป็นที่พูดถึงมากมายจนทำให้ถูกยกเป็นหญิงสาวที่มีอิทธิพลในวงการธุรกิจเลยก็ว่าได้
แต่ใครจะคิดว่าจู่ๆ เจ้าสัวก็ออกมาพูดกับสื่อหน้าด้านๆ ว่าเป็นลูกชายของเขาอย่างมู่หลงเชียง ที่ทำงานร่วมกับพี่สาว ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นไม่เคยแม้แต่จะเข้าบริษัทมาประชุมงานเลยสักครั้ง ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกที่เหล่าคนในสังคมชอบยกขึ้นมาพูดในเมื่อเห็นมู่หลงเชียงในงานสังคม
มู่หลงเชียงเองก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขาถูกหัวเราะเยาะบ่อยๆ จากเหล่าเพื่อนและนักธุรกิจคนอื่นๆ แต่แล้วยังไง สุดท้ายคนพวกนั้นก็ไม่แม้แต่จะกล้าเข้ามาพูดกับเขาตรงๆ สักคน หึ
แต่ก็ใช่ว่าเขาจะหน้าหนาฉกชิงผลงานจากพี่สาวมามือเปล่าทั้งหมด มีบ้างที่เขาเข้าบริษัทเพื่อที่จะถามเรื่องงาน แต่กลับเป็นพี่สาวที่เลี่ยงจะเจอหรือพูดคุยกับเขา ตั้งแต่เด็กเขาถูกแม่สอนว่าพี่จะมาแย่งทุกอย่างไปจากเขา แม้เขาจะเข้าใจ แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าพี่จะทำแบบนั้นจริงๆ เขาไม่เคยได้เล่นกับพี่เหมือนครอบครัวอื่น พี่ไม่เคยชวนคุยหรือซื้อของขวัญวันเกิดให้เขา
มู่หลงช่างเคยแอบแม่เอาขนมไปให้พี่สาว ตอนที่พี่ยื่นมือมารับขนมจากเขา เขารู้สึกดีใจมากแต่มันก็แค่แว๊บเดียวเพราะสุดท้ายพี่ก็โยนขนมชิ้นนั้นลงถังขยะ พร้อมกับคำพูดที่ทำให้เขาจำได้จนถึงวันนี้ "ฉันเกลียดนาย" แม้มันจะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ แต่นั่นทำให้เขารู้ว่าพี่ไม่เคยรักเขาเลย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็พยายามเบี่ยงตัวออกมาจากวงโคจรชีวิตของพี่ ขอพ่อไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อไม่ให้พี่เห็นหน้า ทำตัวแย่ๆ ให้ทุกคนคิดว่าเขาไม่เหมาะสมและเชิดชูพี่สาวของเขาให้มากขึ้น ให้เท่ากับที่พี่พยายามมาตลอด เขาแค่หวังว่าสักวันพี่จะหันกลับมามองเขาบ้าง..แต่มันก็แค่นั้น ยิ่งโตขึ้น พี่ก็ยิ่งห่างออกไป
จริงๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สามารถทำงานที่พ่อมอบให้ได้ แต่การที่ทำให้มันแย่และพ่อสามารถเรียกพี่สาวกลับมาช่วยได้มันคงดีกว่า แล้วแผนการของเขาก็สำเร็จ!!
เขาได้กลับเข้ามาในชีวิตของพี่อีกครั้ง ทุกครั้งที่พี่เข้าบริษัทเขาจะทำทีเข้าไปสอบถามเรื่องงานเพื่อให้ได้อยู่ใกล้พี่มากขึ้น แต่เขาคงแสดงออกเกินไปจนทำให้พี่ระแวง กลายเป็นว่าพี่ไม่เข้าบริษัทอีกเลย ยกเว้นวันที่ต้องประชุมงาน
เสียงดนตรีที่เบาลง ทำให้ผู้คนในงานหันมาให้ความสำคัญกับเวทีด้านหน้า พิธีกรทำหน้าที่ได้ดีจนถึงพิธีเชิญผู้บริหารขึ้นมาหน้าเวที
"ขอเรียนเชิญผู้บริหารขึ้นมากล่าวโอวาทสักเล็กน้อยครับ"
เจ้าสัวมู่ที่กำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มถึงกับชะงักเมื่อเห็นแสงสปอตไลต์ส่องไปยังลูกสาวที่กำลังเดินไปยังบนเวที เขายอมรับเลยว่าลูกสาวของเขาสง่างามเหมือนกับภรรยาเก่ามาก แต่เมื่อกี้พิธีกรเรียกผู้บริหารไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่แค่เจ้าสัวมู่ที่งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทุกคนภายในงานเองก็ต่างไม่เข้าใจว่านี้มันเป็นสถานการณ์อะไรกันแน่
"ดิฉันมู่ฮวาหวัง รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานครบรอบ 50 ปีของบริษัทเราค่ะ ต้องกล่าวสักเล็กน้อยว่าบริษัท R เป็นบริษัทของแม่ฉัน ท่านทุ่มเทความตั้งใจที่มีเพื่อให้บริษัทเติบโตท่ามกลางความอยากลำบากหลังจากที่ประเทศพึ่งเปิดได้ไม่นาน แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทย่ำแย่ไปบ้าง แต่เหล่าพนักงานทุกคนต่างก็ได้พยายามยืนหยัดที่จะทำให้มันอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ ฉันในฐานะผู้บริหารบริษัท…"
"แกคิดจะทำอะไร!!!"
…
มู่ฮวาหวังคนใหม่
"แกคิดจะทำอะไร!!!" เสียงของเจ้าสัวมู่ทำให้คนในงานต้องหันกลับมามองที่เขา
เจ้าสัวมู่ตวาดเสียงดังก่อนที่เขาจะรีบเดินขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับลูกชายที่ตามมาติดๆ ด้วยความร้อนใจกลัวว่าผู้เป็นพ่อจะอาละวาดใส่พี่สาวเป็นเวลาเดียวกันกับที่บอดี้การ์ดของมู่ฮวาหวังวิ่งขึ้นมาประกบเธอรอบตัว
"แกทำบ้าอะไรกับบริษัทฉัน!! มีสิทธิ์อะไรบอกว่าตัวเองเป็นผู้บริหาร ฉันแค่ให้แกมาช่วยน้องแค่นั้น ตำแหน่งรองผู้บริหารที่ฉันมอบให้ก็เพราะเจ้ามู่หลงพูดให้" เจ้าสัวทั้งโกรธและโมโหกับสถานการณ์ตรงหน้าจนลืมว่าตัวเองกำลังอยู่ภายใต้สายตาของคนจำนวนมาก
"หึ เจ้าสัวมู่คงลืมไปแล้วมั้งคะว่านี้เป็นบริษัทของแม่ฉัน เป็นสมบัติที่แม่มอบให้ฉันไว้ก่อนตาย คุณคงคิดว่าเวลาเกือบยี่สิบปีนี้ฉันจะลืมมันเหรอ? ไม่เลยค่ะ อะไรที่มันเป็นของฉันมันก็จะเป็นของฉัน!! เพราะหมดเวลาผลาญเงินแล้วซินะ ถึงได้โมโหขนาดนี้.." เธอกอดอกมองผู้เป็นพ่อพร้อมกับเอียงคอเชิงหยอกล้อ
"ฉันเป็นพ่อแกนะ!! บริษัทนี้ฉันเองก็ทำมาพร้อมแม่ของแก แกจะทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้"
"เอาอะไรมามั่นใจค่ะ? ทางกฎหมายแล้วคุณไม่มีสิทธิ์ในบริษัทนี้เลยด้วยซ้ำ อย่าลืมสิคะที่คุณได้ทำงานที่นี่ต่อเพราะฉันในเวลานั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ฉันคงปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดนานเกินไปจนทำให้คุณหลงๆ ลืมๆ ไป อ่ะ! อีกอย่างนะคะ อย่าสำคัญตัวผิดนักเลยค่ะ แมงดาที่ผลาญเงินของเมียที่ฆ่าตัวตายเพราะคนอย่างคุณไม่สมควรเป็นพ่อของฉันหรอก"
"แก! อีเด็กเนรคุณ!! แล้วแกจะเสียใจ!!!" เจ้าสัวมู่พูดไม่ออกแล้ว เขาไม่เคยรู้ว่าลูกสาวเป็นเด็กปากร้ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผ่านมาเขาคงใจดีกับหล่อนมากเกินไป จังหวะที่กำลังหันกลับออกไปเขาถึงได้รู้ว่ามีใครหลายคนกำลังมองอยู่ นี่ทำให้เขารู้สึกว่ามันน่าอายมากเกินไป
"คุณนายมู่เองก็ด้วยนะคะ ต่อไปคงไม่มีเงินให้เอาไปเลี้ยงเด็กน้อยคนนั้นแล้ว ทางที่ดีคุณควรเก็บเงินที่ปล้นมาจากแม่ฉันไว้ใช้ยามแก่เฒ่าจะดีกว่า" มู่ฮวาหวังเดินไปกระซิบข้างหูของคนที่ขึ้นชื่อว่าแม่เลี้ยง
"อีเด็กเวร ตอนนั้นฉันน่าจะฆ่าแกให้ตายๆ ไปซะ!!" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเบาแสนเบาทั้งที่อยากจะหยิบมีดมาแทงลูกเลี้ยงสักร้อยแผลพันแผล
"พี่ครับ..?" มู่หลงเชียงเอ่ยเสียงเบาด้วยความเสียใจ ทำไมพี่ทำแบบนี้? ยังไงเขาก็ไม่เอาสมบัติเหล่านี้ของพ่ออยู่แล้ว!
ถ้าพี่ยอมพูดกับเขาสักนิด…
"นายน่ะ..อย่าโง่นักเลย คิดว่าที่ทำดีกับฉันแล้วฉันจะอภัยให้นายเหรอ ไม่ว่าตอนนั้นหรือตอนนี้ฉันก็ยังเกลียดนายและแม่ของนายเหมือนเดิมนั่นแหละ ลูกเมียน้อยอย่างนายมีสิทธิ์อะไรมาเอาของของฉันกัน หึ"
"พี่~"
แล้วเหตุการณ์ในวันนั้นก็จบลง หมากที่มู่ฮวาหวังเลือกคือการค่อยๆ โอนย้ายทุกอย่างของแม่คืนมาจากพ่ออย่างช้าๆ และแนบเนียน ทำลายความภาคภูมิใจของคนทั้งสามจนหมดสิ้น แม้ว่าพ่อจะขอเข้าพบเธอกี่ครั้งเธอก็เลือกที่จะไม่ออกไปพบ แต่ส่งคนสนิทที่คุณยายแนะนำให้เป็นคนไปจัดการ
จะเรียกว่าจุดจบที่แย่ก็คงไม่ได้ เพราะทุกวันนี้พวกเขาก็ยังคงอยู่ด้วยกัน แม้ว่าบ้านที่อยู่จะเป็นเพียงแค่บ้านจัดสรรหลังหนึ่งเท่านั้น พ่อและเจ้าเด็กคนนั้นยังพอมีความสามารถจึงสามารถเปิดบริษัทเล็กๆ ได้ และนี่คงเป็นผลของความพยายามทั้งหมดที่เธอทำได้อย่างที่สัญญากับแม่ไว้แล้ว และคงเป็นความใจดีครั้งสุดท้ายที่เธอจะให้กับพ่อได้เช่นกัน
แต่ใครจะคิดว่าความใจดีที่ปล่อยพวกเขาได้มีชีวิตต่อจะทำให้เธอต้องตาย แม่เลี้ยงใจร้ายกับพ่อชั่วนั่นคงแค้นเธอมากจริงๆ ถึงขนาดที่ยังสามารถจ้างมือปืนมาเก็บเธอ คงหวังว่าถ้าเธอตายแล้วได้สมบัติของเธอสิน่ะ ทำไมถึงรู้น่ะเหรอ? ก็เพราะว่าก่อนที่เธอจะตาย เลขาได้ส่งข้อความมาเตือนเธอว่าพวกเขากำลังวางแผนจะฆ่าเธอน่ะสิ
แต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้…
แม้จะเสียใจที่ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่หวังไว้หลังจากที่แก้แค้นสำเร็จ แต่ก็ดีใจว่าแม้เธอจะตายคนพวกนั้นก็จะไม่มีทางได้ทรัพย์สมบัติของเธอแน่นอน เพราะเธอรู้ดีว่าพ่อและแม่เลี้ยงมีนิสัยยังไง พวกเขามันชั่วกว่าที่ใครหลายๆ คนคิดเยอะ เธอเลยคิดเผื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น เลยเขียนพินัยกรรมยกทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีให้คุณยายและครอบครัวฝั่งแม่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเธอมาตลอด และอีกจำนวนหนึ่งที่มอบให้กับเหล่ามูลนิธิต่างๆ ในนามของแม่และเธอ
ก็อย่างที่ใครหลายๆ คนบอกมีแม่เลี้ยงก็เหมือนมีพ่อเลี้ยง ดีหน่อยที่เจ้าน้องชายของเธอไม่ใช่คนเลวร้าย แต่แล้วยังไง หน้าตาของเขาเหมือนแม่เลี้ยงเธอเกินไป นั่นทำให้เธอเกลียดขี้หน้าเขาไปด้วยโดยปริยาย
เฮ้ออ~ มันจบแล้วล่ะ 'แม่คะ! ช่วยพาหนูไปอยู่ด้วยได้ไหม' นี่คงเป็นคำขอครั้งสุดท้ายของเธอก่อนที่ดวงตาจะค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับแสงสีเหลืองทองจากสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่ค่อยๆ ส่องสว่างมากขึ้น
.
มู่ฮวาหวังมองสิ่งรอบๆ ตัว ด้วยความหวาดระแวง ที่นี่ที่ไหน? ห้องที่เธออยู่ถูกก่อขึ้นด้วยหินมีพื้นห้องเป็นไม้ รอบๆ ห้องมีเตียงทั้งหมด 4 หลัง ตู้เสื้อผ้า? ไม่ๆ นี่มันตู้เก็บของชัดๆ อีก 4 ตู้ และมีแค่เตียงของเธอเท่านั้นที่มีโต๊ะข้างเตียง ในห้องมีแค่นี้..?
เธอตั้งใจจะลุกจากเตียงเพื่อสำรวจรอบห้อง แต่พอสังเกตดีๆ กลับพบว่าตัวเธอสวมใส่กางเกงผ้าขายาวสีน้ำตาลเก่าๆ เสื้อแขนยาวสีซีดที่ก่อนหน้าคงเป็นสีดำ แน่นอนว่าเธอไม่มีรสนิยมแบบนี้แน่นอน ก่อนที่สมองของเธอจะคิดไปไกล เธอจึงรีบเดินออกไปด้านนอกทั้งๆ ที่ไม่ได้ใส่รองเท้า เปิดประตูออกไปส่องสายตามองก่อนจะเห็นโอ่งน้ำขนาดเล็กถูกวางไว้หน้าห้อง เธอรีบชะโงกหน้าลงไปมอง ความตกใจทำให้เธอเผลอถอยหลังจนล้มก้นจ้ำเบ้า ถึงจะเจ็บแค่ไหนแต่มันก็ไม่เท่ากับสิ่งที่เธอเห็นเมื่อกี้
เธอเข้ามาอยู่ในร่างใคร? บ้าไปแล้ว! อะไรวะเนี่ย!!
เธอพยายามตั้งสติก่อนจะพาตัวเองกลับมาที่เตียงนอน แม้จะไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม
ขณะที่กำลังยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำบนหัวโต๊ะข้างเตียง สายตาก็สบเข้ากับสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งที่เธอสวมอยู่ เธอจำมันได้ดีว่านี่เป็นสร้อยที่คุณยายมอบให้ก่อนที่เธอจะกลับออกมาจากบ้านของท่านในวันที่เกิดเหตุ สร้อยข้อมือเส้นเล็กนี้เคยเป็นของบรรพบุรุษต้นตระกูลมาก่อน คุณยายเล่าให้ฟังว่าเป็นมรดกตกทอดของตระกูล
"คงมีสักวันที่สร้อยจะกลับคืนสู่คนที่สมควร"
เหล่าลูกหลานที่เคยครอบครองต่างไม่เข้าใจกับประโยคนี้ แต่พวกเขากลับรู้ได้ทันทีว่ามันควรจะอยู่กับใครในเวลาต่อมา
สร้อยข้อมือที่ทำจากเชือกสีดำ มีหยกเขียวจักรพรรดิขนาดเล็กอยู่แค่เม็ดเดียว ถ้าสังเกตดีดีจะพบว่ามีจุดสีทองอยู่ภายในหยกด้วย แล้วทำไมสร้อยเส้นนี้ถึงตามเธอมาล่ะ?
ไม่ทันที่เธอจะตั้งคำถามต่อ อาการปวดหัวที่จู่ๆ ก็รู้สึกทำให้เธอต้องกุมหัวไว้ ความเจ็บปวดค่อยๆ แผ่ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายจนทำให้เธอดิ้นอย่างทุรนทุรายจนกระอักเลือดออกมา เธอรีบยกมือขึ้นมารองเลือดแต่สุดท้ายมันก็ยังกระเด็นเต็มตัวไปหมด รวมถึงสร้อยข้อมือที่เธอใส่อยู่ เสี้ยววินาทีนั้นดอกโบตั๋นสีทองภายในหยกก็ค่อยๆ เบ่งบานพร้อมกับอาการปวดที่หายไป
ความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในสมองเหมือนภาพที่กำลังฉายด้วยสปีดระดับวินาที เธอเข้าใจแล้วว่าตอนนี้เธอเป็นใคร กำลังเผชิญกับอะไร.. มู่ฮวาหวัง ชื่อของเจ้าของร่างนี้ที่เหมือนกับเธอ ชีวิตของหล่อนน่าสงสารเหมือนกับเธอ..แต่
เธอกำลังทำความเข้าใจกับสิ่งที่ได้รับมา "มู่ฮวาหวัง..สองชาติของฉันจะหนีจากผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลยหรือยังไงกัน เฮ้อ~ สวรรค์มันเถอะ ชาติก่อนทำงานเกือบตายยังไม่ทันได้ใช้เงินก็ดันมาตายก่อน ชาตินี้ยังต้องมาดิ้นรนเอาตัวรอดจากยุคที่ขาดแคลนอีก ทำไมไม่ให้ฉันตายๆ ไปให้จบห่ะ!!!" เธอตะโกนออกมาด้วยความโมโห
และสุดท้ายก็เป็นเธอที่หายโมโหเอง ตอนที่คว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มบรรเทาอาการโมโหเธอสังเกตว่าหยกที่ก่อนหน้าเป็นสีเขียวบริสุทธิ์กลับมีดอกโบตั๋นสีทองอยู่ด้านในชัดเจน ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้มันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งหรอกเหรอ? เธอนำชายเสื้อที่พอสะอาดอยู่เช็ดคราบเลือดที่ติดบนหยกอย่างเบามือ ก่อนพบว่ามันคือดอกโบตั๋นสีทองจริงๆ
แล้วจู่ๆ เธอก็ถูกแสงสีทองอร่ามของดอกโบตั๋นส่องจนต้องรีบปิดตา เธอก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกว่าแสงได้หายไปแล้ว มู่ฮวาหวังรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อม เธอได้แต่ตะลึงอ้าปาก ตาค้าง ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้น
รอบๆ ตัวคือห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองของแม่ ถัดไปเป็นโรงงานจิวเวลรี่ที่เป็นของเธอเอง ไหนจะบ้านหลังเก่าที่เธอโตมาตั้งแต่เด็กอีก แล้วนั้นคอมมูนิตี้มอลล์ที่เธอเป็นหุ้นส่วน แน่นอนว่าที่นี้ไม่ใช่โลกที่เธอจากมาแน่นอน ท้องฟ้าที่สว่างสดใส พื้นที่เธอเหยียบอยู่คือพื้นหญ้าเขียวขจีไม่ใช่ถนนอย่างที่ควรเป็น เธอเดินเข้าไปในห้างเป็นอันดับแรก มองหาร้านอาหารจีนที่เคยกินอยู่ครั้งสองครั้ง ที่แห่งนี้ไม่มีคนเลย ด้านในยังคงเป็นอย่างที่ควรเป็น เธอเดินเข้าไปในห้องครัว เห็นอาหารบางส่วนที่ทำเสร็จแล้ววางอยู่บนเคาร์เตอร์เพื่อเตรียมเสิร์ฟ
เธอหยิบช้อนที่วางอยู่ใกล้โจ๊กเป๋าฮื้อขึ้นมาถือไว้ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนเคาร์เตอร์ วันนี้สำหรับเธอมันช่างหนักหนาจริงๆ แต่ถึงยังไงก็ต้องกินให้อิ่มท้องเพื่อวันพรุ่งนี้สิน่ะ
มู่ฮวาหวังคิดแค่นั้นก่อนจะกินโจ๊กให้หมด ตอนที่กำลังจะนำถ้วยที่ว่างเปล่าไปใส่ในซิงค์ล้างจาน เธอเหลือบไปเห็นว่าโจ๊กที่ตัวเองพึ่งกินไปผุดขึ้นมาในตำแหน่งเดิม "เรื่องบ้าอะไรอีกวะเนี่ย.." เธอบ่นกับตัวเองเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเดินไปหยิบเอาขวดน้ำเปล่าในตู้เย็นขึ้นมาดื่ม เธอยื่นเฝ้ามันอยู่อย่างนั้น ผ่านไปประมาณ 5 นาที ก็มีขวดน้ำเปล่าที่เหมือนกับที่เธอถืออยู่ผุดขึ้นมาแทนที่จริงๆ
"ไม่ใช่ว่าสวรรค์ชดเชยให้ฉันหรอกเหรอ? ก็ดี! อย่างน้อยฉันจะได้มีแรงสู้ขึ้นมาบ้าง" เธอเดินสำรวจภายในห้าง ในมือถือขนมร้านดังกินไปด้วยอย่างสบายใจ เมื่อแน่ใจแล้วว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะถูกหยุดเวลาพร้อมกับเวลาที่เธอตายในชาติก่อน ไม่ว่าสิ่งไหนที่เธอหยิบขึ้นมา เมื่อผ่านไป 5 นาทีมันจะกลับมาที่เดิมเหมือนที่เคยอยู่
น่าแปลกที่ที่แห่งนี้กลับไม่มีเงินเลย รวมถึงสินค้าต่างๆ ในห้างไม่มีฉลากแบรนด์ติดอยู่ อย่างนี้ก็ง่ายเลยสิที่เธอจะนำมันออกไปขาย หึ เธอตัดสินใจแล้วว่าคืนนี้จะนอนที่นี่ วางแผนเรื่องชีวิตในชาตินี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ต่อไปคงไม่ลำบากแล้ว
เธอจูงจักรยานที่มีอยู่ในห้างออกมาด้วย ตั้งใจขี่กลับไปที่บ้าน "อ่าา~ รถของฉันยังอยู่ครบเลยสิน่ะ" กลับมาถึงบ้านสิ่งแรกที่เธอเดินไปคือห้องใต้ดิน ที่แห่งนี้คือโกดังเก็บรถของเธอเอง เรียกได้ว่าเป็นของสิ้นเปลืองที่เธอชอบที่สุดก็ว่าได้ แค่ได้เห็นว่ามันยังอยู่เธอก็ยิ้มเพิ่มได้บ้างแล้ว
สิ่งของภายในบ้านยังคงวางอยู่ที่เดิม เธอตรงขึ้นไปบนห้องนอนก่อนจะอาบน้ำให้สดชื่น เป็นช่วงเวลาที่ได้สำรวจร่างนี้อย่างเต็มๆ ตา เด็กสาวตรงหน้ากระจกอายุแค่ 15 ปีเท่านั้น เจ้าของร่างไม่เหมือนเธอในโลกก่อนเลยสักนิดแต่จัดว่าสวยทีเดียว ใบหน้าเรียวยาวรูปหัวใจแต่กลับมีแก้มกลมน่ารัก จมูกโด่ง ปากแดงอมชมพูเป็นกระจับกำลังดี ขนตางอนยาวเป็นธรรมชาติ ติดแค่ว่าผอมมากไปหน่อยจนทำให้ดูโทรม บวกกับว่าต้องทำงานหนักจนมือด้านไปหมด ทรวงทรงอกเอวก็ถือว่ามีมากพอควร ส่วนสูงประมาณ 162 เซนติเมตรนี้ก็ถือว่าสูงเลยละมั้งในยุคสมัยนี้
"ไม่ว่าวิญญาณของเธอจะอยู่ที่ไหน โปรดรู้ไว้ว่าฉันไม่ได้อยากเข้ามาแย่งชิงชีวิตของเธอ แต่ถ้าสุดท้ายฉันต้องอยู่ในร่างของเธอ ฉันสัญญาว่าจะดูแลร่างกายนี้และทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นแน่นอน ขอบคุณที่เลือกมอบโอกาสนี้ให้ฉันได้มีชีวิตต่อไป" เธอเลือกจะพูดกับคนในกระจกเพื่อหวังว่าหล่อนจะให้โอกาสเธอได้ทำอย่างที่พูด แล้วจู่ๆ หัวใจของเธอก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา
เธอยกมือขึ้นมาวางไว้ที่หัวใจพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้น "ขอบคุณค่ะ"
…
เพื่อน?
หลังจากที่ได้นอนหลับไปกี่ชั่วโมงก็ไม่ทราบได้ เธอรู้สึกว่าตัวเองมีแรงมากขึ้นแล้ว ถ้าชีวิตตอนนี้อยู่ในเกม หลอดพลังงานชีวิตคงเต็ม 100 ส่วน เธอลุกขึ้นอาบน้ำ ทาครีมในปริมาณที่มากกว่าเดิม ตั้งใจจะไปห้างเพื่อหาเสื้อผ้าที่เหมาะกับคนในยุคนี้ และทานข้าวให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าตอนนี้คนที่อยู่ร่วมกับเธอในห้องจะตกใจแค่ไหนที่เห็นว่าเธอหายไป
หวังว่า..คงไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกน่ะ…
เสื้อผ้าที่เธอหยิบมาใส่เป็นเสื้อผ้าที่กำลังลดราคาอยู่ โดยรวมแล้วน่าจะเป็นเสื้อผ้าสไตล์ของยุค 70-80's มีทั้งเสื้อ กางเกง และรองเท้า สีที่นิยมในสมัยนี้เป็นสีพื้นเรียบๆ ค่อนข้างหม่นๆ หน่อย ไม่มีลวดลาย
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเธอถูกส่งมาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับเหมืองหินแร่ตั้งแต่อายุ 13 เพราะเมียรองของพ่อ ..ใช่! พ่อของเธอมีภรรยาสองคน คือแม่ของเจ้าของร่างเดิมและเมียรอง หึหึ สุดท้ายต้นเหตุจริงๆ ของเรื่องก็คือเจ้าพ่อโง่เง่านั้นที่ทำให้มู่ฮวาหวังต้องมาอยู่ที่นี้ยังไงล่ะ
รัฐบาลออกประกาศต้องการกำลังคนจากเหล่าคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยส่งเสริมและพัฒนาประเทศ ทำให้ผู้คนหลายๆ ครอบครัวทั่วประเทศต้องออกจากบ้านมาทำงานแลกแต้ม ในมุมมองของเธอแล้ว..ไม่น่าจะใช้เหตุผลนี้อย่างแน่นอน คนในรัฐบาลแค่อยากลดจำนวนผู้ประท้วงที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองประเทศในรูปแบบนี้ และถือว่านี่เป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่งกับเหล่าคนที่ต้องการจะต่อต้านพวกเขาเท่านั้น
เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกส่งเข้ามาทำงานในแปลงนาภายใต้การควบคุมของรัฐบาล..
สภาพแวดล้อมโดยรอบประกอบไปด้วยภูเขาเหมืองหินแร่และภูเขาที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่ปะปนกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่ถ้าเป็นผู้หญิงจะต้องลงแปลงนา ทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ ส่งคืนให้รัฐบาล ส่วนผู้ชายมีหน้าที่ขุดเหมืองบนภูเขา ทุกคนต้องทำงานเพื่อแลกกับอาหารและเงิน หากจะเข้าป่าหาอาหารเพิ่มก็ต้องมีข้ามเขา ข้ามเขตเป็นวันๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งพวกเขาก็ไม่ได้อะไรกลับมาเพราะแหล่งอาหารในภูเขาช่างมีน้อยเหลือเกิน แต่ถึงจะโชคดีเจอก็คงไม่ทันเหล่าชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ติดกับแหล่งภูเขาแห่งนั้นแย่งไปจนหมด
ดังนั้นบางครอบครัวที่มีแรงงานผู้ชายจำนวนมากจึงพยายามขุดหาแร่ส่งให้รัฐบาลเพื่อแลกกับอาหารมากกว่า เรียกได้ว่าถ้าเธอได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในหมู่บ้านที่ทำการเกษตรธรรมดาคงไม่ลำบากขนาดนี้หรอก หรือถ้าจะเอาอาหารออกมาเติมก็คงน่าสงสัยน้อยกว่าที่เป็นอยู่
หมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กในมณฑลชานซี (ทิศตะวันตกของภูเขา) ตั้งอยู่ในภาคเหนือของประเทศจีน ในอนาคตมณฑลชานซีจะกลายเป็นแหล่งผลิตถ่านหินชั้นนำในประเทศจีน โดยมีปริมาณถ่านหินประมาณหนึ่งในสามของถ่านหินทั้งหมดในจีน เรียกได้ว่าโคตรทุรกันดารเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเดินไปที่แห่งไหนก็เต็มไปด้วยฝุ่นละอองจากการระเบิดภูเขา
บางทีครั้งนี้เธออาจจะไม่ได้ตายเพราะครอบครัวหรอก แต่คงตายเพราะสูดดมฝุ่นพวกนี้เข้าไปมากกว่า แค่คิดก็เหนื่อยร่างกายแล้ว~
ก่อนออกจากมิติ..อ่อ เธอเรียกมันแบบนี้เพราะนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธออาจคล้ายกับที่เหล่าเพื่อนชอบเล่าเรื่องราวในนิยายย้อนเวลาให้ฟัง คิดดูดีดีแล้วนี่อาจจะเป็นอย่างที่พวกนั้นพูดก็ได้
เธอหยิบตะกร้าสานใบหนึ่งที่คล้ายกับยุคนี้นำเอาข้าวสาร เผือก มันฝรั่ง อย่างละ 2 ชั่ง เครื่องปรุงอย่างเกลือและน้ำตาลอีกเล็กน้อย และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวน 7 ซอง ใส่เข้าไปด้วย ตั้งใจตีเนียนว่าตัวเธอไปตลาดมืดมาแต่ดันมีทหารแดงเข้ามาตรวจพอดี จึงต้องหนีหัวซุกหัวซุนหลบไปยังบ้านร้างใกล้ตลาดก่อนจะรีบกลับหมู่บ้านตอนฟ้าสาง
"หวังว่าจะเชื่อกันนะ เพราะฉันคงคิดอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว" และหวังว่าคงกลับไปแล้วจะไม่เจอพวกหล่อนรออยู่ในห้องเช่นกัน
ตอนที่เธอปิดตาและนึกถึงห้องนอน พบว่าหลังจากที่แอบเปิดตาขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างลุ้นๆ ก็ไม่พบใคร เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบเก็บข้าวของใส่เข้าไปในตู้และล็อกมัน เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คิดว่าพวกหล่อนคงไปทำงานกันหมดแล้ว เธอนำผ้าผืนใหม่ที่ดูเก่าที่สุดในมิติออกมาโพกหน้าโพกผมจนมิดชิดตามความทรงจำของเจ้าของร่าง สวมหมวกใบเก่าทับอีกครั้งก่อนจะถือกระติกน้ำที่ค่อนข้าง…เอ่อ ขึ้นสนิมนิดหน่อยไปด้วย
เธอเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จุดหมายคือจุดรวมพลของชุมชน เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องทำหน้าที่อะไรในฝ่ายผลิตแห่งนี้เพราะก่อนหน้านี้มู่ฮวาหวังคนเก่ามักจะป่วยบ่อย เรียกว่าอ่อนแอก็คงได้ แต่เมื่อเธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้แทนกลับไม่ได้รู้สึกเจ็บป่วยใดๆ เลย ออกจะแข็งแรงด้วยซ้ำ ยกเว้นก็แต่ช่วงแรกๆ ที่เข้ามาในร่างนี้อ่ะนะ
"เอ่อ.. ขอโทษนะคะ ฉันชื่อมู่หวังฮวาค่ะ ฉันมาขอพบหัวหน้าฝ่ายผลิตค่ะ" มู่ฮวาหวังพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งประจำอยู่ในคอมมูนด้วยความสุภาพ
"มีอะไร? ทำไมถึงมาเอาปานนี้ คนอื่นเขาทำงานกันไปถึงไหนแล้ว ทำไมเธอถึงพึ่งมา!" เม่ยซ่วงที่เห็นว่าคนงานคนนี้ไม่ได้ไปทำงานตามเวลาที่กำหนดก็รู้สึกไม่พอใจ นี่ไม่เรียกว่าเอาเปรียบคนอื่นๆ หรอกเหรอไง!
"ฉันมีปัญหานิดหน่อยค่ะ ตอนนี้เลยจะมาสอบถามว่าฉันต้องไปทำงานส่วนไหน รบกวนช่วยถามหัวหน้าฝ่ายผลิตให้หน่อยได้ไหมคะ" มู่ฮวาหวังพยายามข่มอาการไม่พอใจไว้แล้วถามหญิงสาวด้วยความใจเย็น
"หึ คิดว่าเป็นใครถึงบอกอยากพบหัวหน้าก็ได้พบ หัวหน้ามีงานมากมายที่ต้องทำไม่ได้เอาเปรียบใครเหมือนคนแถวนี้ถ้ารอได้ก็รอ รอไม่ได้ก็กลับไปซะ แต่ฉันไม่รับประกันหรอกนะว่าเธอจะได้ทำงานที่นี่ต่อ เชอะ"
มู่ฮวาหวังถึงกับอึ้งกับคนคนนี้ หญิงขี้โมโหคนนี้เป็นใครกันทำไมถึงได้ไร้มารยาทได้ขนาดนี้ เธอว่าเธอก็ไม่ได้ทำตัวไม่ให้เกียรติหล่อนนะ หรือเจ้าของร่างเดิมเคยทำตัวให้หล่อนไม่พอใจกัน เท่าที่เธอนึกได้เจ้าของร่างแทบไม่เคยคุยกับหญิงสาวคนนี้เลยด้วยซ้ำ มากสุดก็แค่..เดินผ่านกันเท่านั้น
สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจรอหัวหน้าฝ่ายผลิต ใจเธออยากจะนั่งรออย่างสงบอยู่หรอกแต่เก้าอี้ตัวเดียวที่ว่างอยู่ดันถูกวางอยู่ใกล้กับหญิงสาวปากร้ายคนนั้น แน่นอนว่าเธอไม่มีทางเดินไปขอเก้าอี้จากเจ้าหล่อนแน่นอน เลยเลือกที่จะยืนอยู่มุมเสาบริเวณด้านหน้าฝ่ายผลิตที่มีต้นไม้ให้ร่มเงาอยู่
ก่อนออกมาจากห้องเธอดูเวลามาแล้ว อีกประมาณครึ่งชั่วโมงทุกคนก็จะพักเที่ยง หัวหน้าฝ่ายผลิตอาจกลับมาที่นี่ ระหว่างรอเธอจึงได้คิดทบทวนถึงเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้น เท่าที่นึกออกคนที่ดูจะสนิทมากที่สุดคือจางหลี่ หล่อนเป็นคนเดียวที่ดูใจดีและชอบแบ่งปันอาหารเพราะมู่ฮวาหวัง หล่อนเป็นคนละเอียดอ่อนและรู้จักที่จะใช้คำพูดปลอบโยนรื่นหู
พอนึกดูดีดีแล้วก็มีเรื่องแปลกๆ อยู่บ้าง หลายๆ ครั้งมู่ฮวาหวังคนเก่าจะได้ยินคำพูดติฉินหรือประชดประชันจากเหล่าแรงงานด้วยกันว่าเธอไม่รู้จักบุญคุณคน ทำตัวน่าสงสารจนเพื่อนร่วมห้องต้องคอยแบ่งปันอาหารให้ทั้งๆ ที่มู่ฮวาหวังไม่เคยร้องขอเลยสักครั้ง ออกจะเกรงใจและปฏิเสธทุกครั้ง เมื่อถึงวันแจกจ่ายอาหารมู่ฮวาหวังก็จะแอบคืนอาหารที่มีอยู่น้อยนิดให้จางหลี่ เพราะเธอไม่อยากคิดว่าต้องเป็นบุญคุณกัน
แต่อาจจะเพราะว่าไม่เคยมีใครได้เห็นตอนที่เธอคืนอาหารให้จางหลี่ ทุกคนเลยคิดไปแล้วว่าเธอขี้ขโมยและแอบฉกชิงอาหารของเพื่อนไป มีอยู่หลายครั้งที่จางหลี่บอกเหมยฮัวและหลี่ตู่ฟางเพื่อนร่วมห้องว่าอาหารของเธอใกล้หมดแล้ว ขอส่วนแบ่งสักเล็กน้อยให้มู่ฮวาหวังก่อนได้ไหม ถ้าถึงวันแจกจ่ายอาหารครั้งหน้าจะคืนให้ แต่ความจริงทั้งสองกลับไม่เคยได้อาหารกลับคืนเลยสักครั้ง…
ไม่ใช่ว่ามู่ฮวาหวังไม่รู้แต่เธอแค่ไม่กล้าพูดกับอีกสองคนต่างหาก จึงได้แต่ฝากจางหลี่คืนอาหารให้คนทั้งสองไป ถึงเธอจะสงสัยอยู่บ้างว่าจางหลี่ไม่ได้คืนอาหารให้แต่นั้นก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่มากพอที่จะทำให้เธอเชื่อแบบนั้น จางหลี่ใจดีและมีน้ำใจกับเธอมากที่สุดคงไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นหรอก
แต่เวลานี้ที่เป็นมู่ฮวาหวังคนใหม่กลับมองทั้งหมดออก ยัยจางหลี่หน้าปลาสลิดนี่มันร้ายกว่าคิดไว้เสียอีก ทำท่าทางใจดีอ่อนน้อมถ่อมตนแต่ในใจคงอิจฉามู่ฮวาหวังซะมากกว่า และยิ่งรู้ว่ามู่ฮวาหวังมีจุดอ่อนเรื่องโรคแพ้ฝุ่นก็ยิ่งใช้จุดนี้มาทำท่าทีห่วงใย เธอละอยากจะสตั้นหน้าหล่อนมันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยจริงๆ ฮึยย!
'ที่นี่อากาศร้อนมาก ฝุ่นเองก็เยอะมากเหมือนกัน เธอปิดหน้าไว้ตลอดเลยนะ เดี๋ยวถ้าไม่สบายขึ้นมาอีกจะลำบากเอาได้ อีกอย่างฉันกลัวผิวของเธอจะไหม้ด้วย ฉันเป็นห่วงเธอนะเพราะร่างกายของเธอดูบอบบางเกินไป'
'เวลาจะกินข้าวต้องกลับมากินที่ห้องนะ อย่าเปิดผ้าโพกหน้าเด็ดขาด ฝุ่นเยอะขนาดนี้เธออาจจะแพ้จนผื่นขึ้นหน้าก็ได้'
'อาหารพวกนี้เธอไม่ต้องเอาไปให้เหมยฮัวกับหลี่ตู่ฟางหรอก ฉันกลัวพวกเขาพูดไม่ดีกับเธอ เดี๋ยวฉันเอาไปให้พวกเขาเอง เธออย่างห่วงเลย'
'อ่า เธอซักผ้าอยู่เหรอ วันนี้ฉันเผลอทำข้าวต้มที่ต้มให้เธอลวกมือน่ะ คงซักผ้าไม่ไหว..'
'พวกเธอสองคนก็ใจเย็นลงหน่อยเถอะ มู่ฮวาหวังเป็นแบบนี้คงลำบากแย่อยู่แล้ว เราไม่ควรทำให้เธอเสียใจเพิ่มขึ้นอีกนะ ฉันรู้ๆ ว่ามู่ฮวาหวังไม่ทำตามคำพูดที่จะคืนอาหารให้ แต่พวกเธอก็เห็นว่าทุกวันนี้หล่อนก็ไม่ได้กินอาหารดีดีเลย เพราะอาหารไม่พอ อย่าโกรธเพื่อนเลยนะ..'
เท่าที่ฟังคำพูดของจางหลี่จากความทรงจำเธอก็รู้แล้วว่าคนคนนี้แหละ ที่ทำให้ทุกคนเข้าใจเจ้าของร่างเดิมผิดรวมถึงเป็นคนที่ทำให้เจ้าของร่างไม่เคยเปิดหน้าให้ใครเห็นเลย ยกเว้นเพื่อนร่วมห้อง ชิ เพราะมู่ฮวาหวังสวยกว่าหล่อนไง ถึงได้ไม่อยากให้ใครเห็น รอก่อนเถอะฉันจะทำให้หล่อนอับอายและเสียใจที่ทำกับมู่ฮวาหวังแบบนี้
"นี่มัน..เจ้าคนมืดมนที่อยู่กับจางหลี่นิ มาที่่นี้ทำไม ไม่ใช่ว่าเมื่อวานเพื่อนๆ ของหล่อนตามหาตัวอยู่หรอกเหรอ.." หญิงวัยกลางคนที่เดินผ่านฝ่ายผลิตเพื่อกลับไปกินข้าวที่บ้านเห็นมู่ฮวาหวังยืนอยู่หน้าฝ่ายผลิตก็นึกถึงเรื่องที่วานเย็นออก
"ตามหาทำไม? ได้ข่าวว่าขี้โรคด้วยนิ ออกมาจากห้องแบบนี้จะไหวเหรอ น่าจะเจียมตัวหน่อยเดี๋ยวป่วยขึ้นมาอีกก็ไปเป็นภาระจางหลี่กับเพื่อนอีก" เพื่อนบ้านอีกคนที่เดินมาด้วยกันถามด้วยความสงสัย
"ก็หล่อนหายออกไปจากห้องตอนที่ทุกคนกำลังทำแปลงนากัน จางหลี่กับเพื่อนตามหาหล่อนไปทั่วหมู่บ้านเลยทีเดียว ภาระ.. ภาระจริงๆ"
"นั้นน่ะสิ ฉันล่ะเป็นห่วงก็แต่เพื่อนของหล่อนที่ต้องคอยมาดูแลคนที่ทั้งมืดมนและขี้โรคแบบนี้ เฮ้ออ~"
"ช่างเถอะ รีบไปกันดีกว่าเดี๋ยวจะหมดเวลาพักกันก่อน"
หลังจากทั้งสองเดินจากไปแล้ว มู่ฮวาหวังก็เข้าใจสถานการณ์ทันที เมื่อวานยัยพวกนั้นคงตามหาเธอไปทั่ว ไม่รู้ว่าเป็นห่วงหรืออยากทำให้ทั้งหมดดูเป็นเรื่องใหญ่กันแน่ หลังกลับไปเธอคงต้องทำอะไรบ้างแล้ว
"อ้าว! เจ้าคนมืด.. เธอชื่ออะไรแล้วนะ" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าฝ่ายผลิตคนเดียวด้วยความสงสัย
"สวัสดีค่ะหัวหน้า ฉันชื่อมู่ฮวาหวังค่ะ ขอโทษที่มารบกวนในเวลาแบบนี้นะคะ ก่อนหน้านี้ฉันป่วยบ่อยเพราะแพ้ฝุ่นแต่ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว วันนี้ตั้งใจจะมารายงานตัวกับหัวหน้าและของานทำค่ะ" เธอประโยคยาวๆ ในรวดเดียวจบเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในการกินข้าวของหัวหน้าฝ่ายผลิต
"งั้นเหรอ แล้วเมื่อวานเธอไปไหนมาล่ะ เพื่อนๆ ของเธอมาถามหาเธอกับฉันและชาวบ้าน ดูวุ่นวายน่าดู"
"เรื่องนี้..เอ่อ คือ…"
"มีอะไรก็รีบพูดมาฉันไม่ได้มีเวลาว่างให้เธอทั้งวันหรอกนะ" หัวหน้าฝ่ายผลิตตระกูลไป๋พูดด้วยความไม่พอใจ เขาหิวข้าวจะตายอยู่แล้วยังต้องมารอเด็กสาวทำท่าทีชักช้าอยู่อีก
"คือเมื่อวานคุณแม่ของฉันมาหาค่ะ พวกเรามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำกันฉันเลยต้องรีบเข้าไปในเมือง ไม่ทันได้บอกหัวหน้าและเพื่อนๆ พึ่งกลับมาเมื่อเช้านี้ค่ะ เรื่องนี้ฉันผิดฉันรู้ค่ะ แต่เรื่องนี้สำคัญกับฉันและครอบครัวมากจริงๆ" เธอพยายามบีบน้ำตาเอ่อคลอทำท่าทีน่าสงสารหวังให้เขาเห็นใจ
หัวหน้าฝ่ายผลิตเห็นท่าทางของเด็กสาวแล้วก็คล้อยตาม "ช่างเถอะๆ กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำแบบนั้นอีก แล้วนี่จะมาของานทำใช่ไหม ช่วงนี้แรงงานในหมู่บ้านเต็มทุกอัตราแล้ว จะเหลือก็แต่..เธอรู้หนังสือไหม?"
"รู้ค่ะ ฉันรู้ทั้งอักษรและนับตัวเลข ฉันไม่ได้โอ้อวดตัวเองนะคะ แต่ฉันสามารถนับเลขได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้อย่างชำนาญมากค่ะ"
"งั้นเธอรออยู่ตรงนี้ ฉันขอไปกินข้าวก่อนแล้วจะมาสอบวัดความสามารถว่าจะจริงอย่างที่เธอพูดไว้หรือเปล่า"
"ได้ค่ะ ขอบคุณหัวหน้าไป๋ที่ให้โอกาสค่ะ อ่อ! นี่ถือเป็นสิ่งตอบแทนที่หัวหน้าเคยดูแลฉันก่อนหน้านี้ค่ะ ขอบคุณที่ยังไม่ส่งฉันกลับไปให้รัฐแม้ว่าฉันจะไม่ค่อยได้ทำประโยชน์ให้คนที่นี่เลยก็ตาม ฉันรู้สึกซาบซึ้งและรู้สึกขอบคุณหัวหน้ามากจริงๆ ค่ะ" เธอรู้สึกดีใจที่เขายอมให้โอกาสเธอขนาดนี้แอบหยิบของในมิติใส่ถุงกระดาษให้หัวหน้าฝ่ายผลิต
หัวหน้าฝ่ายผลิตไป๋เห็นเด็กสาวหยิบถุงกระดาษขนาดไม่ใหญ่ออกจากกระเป๋าผ้าที่สะพายอยู่ก็แอบรู้สึกดี ใครบ้างไม่ชอบของฟรีถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ก็ตามว่าในถุงกระดาษนี้จะใส่อะไรไว้ แต่ตอนนี้เขาก็รู้สึกดีกับเด็กสาวตรงหน้าดีขึ้นจากเดิมไม่น้อย ช่างรู้ความจริงๆ อายุแค่นี้ก็รู้แล้วว่าสินน้ำใจคืออะไร ดีดีดี!
มู่ฮวาหวังคิดในใจว่าบุหรี่ ซาลาเปาหมูสับและส้ม 2 ผลที่เธอมอบให้หัวหน้าฝ่ายผลิตไป๋จะทำให้เขาเอ็นดูเธอมากขึ้นอีกหน่อย เท่าที่จับประเด็นได้ งานที่เขาพูดถึงคงหมายถึงงานเอกสารในฝ่ายผลิต ถือว่าถ้าเธอได้งานนี้มาครอบครองคงไม่ต้องลำบากตากแดด มือแตกเท้าแตกหรอกนะ
"ขอบใจๆ เธอรออยู่ตรงนี้ ฉันกินข้าวไม่นานหรอก"
"เม่ยซ่วงเอาเก้าอี้ไปให้มู่ฮวาหวังหน่อย อย่าให้เธอต้องยืนรอฉันแบบนี้ ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่ามีคนยืนอยู่ แทนที่จะมีน้ำใจเอาเก้าอี้ให้นั่งแต่เธอกลับทำแบบนี้ ไม่ได้เรื่องเลย!" หัวหน้าฝ่ายผลิตที่เริ่มมีความรู้สึกดีดีกับมู่ฮวาหวังหันมาขึ้นเสียงใส่เม่ยซ่วงที่กำลังแอบฟังคนทั้งคู่คุยกัน
"..เอ่ ค่ะๆ" เม่ยซ่วงรีบตอบกลับหัวหน้าก่อนจะถือเก้าอี้ไปให้มู่ฮวาหวังด้วยความไม่พอใจที่มากขึ้น
"ขอบใจ" มู่ฮวาหวังพูดพร้อมกับส่งยิ้มเหยียดไปให้หล่อน
แม้ว่าเม่ยซ่วงจะมองไม่เห็นรอยยิ้มนั้น แต่แววตาที่ส่งมาบ่งบอกว่ามู่ฮวาหวังกำลังยิ้มเยาะเธออยู่แน่ๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ!
…