โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นลูกสาวของตัวร้ายในนิยายรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2567 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 11.38 น. • ปลายฟ้าพาสุข_1
รดาได้เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวของตัวร้ายที่เธอแสนจะเกลียดชังในนิยาย ในนิยายตัวร้ายมีนิสัยร้ายกาจทั้งยังเหี้ยมโหดชั่าช้า แต่เมื่อเธอได้ทะลุเข้ามาเป็นลูกสาวของเขา ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่เธอเคยอ่านมา

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่เป็นลูกสาวตัวร้ายในนิยายรัก ยุค 90

รดา…เธอเป็นสาวไทยวัย 23 ปีที่ชื่นชอบในการอ่านนิยายจีนแปลเป็นชีวิตจิตใจ เธอมักจะอ่านนิยายรักทะลุมิติ ยุคที่เธอชื่นชอบเป็นนิยายจีนแปลในยุค 60-90 ของจีน เธอชื่นชอบนิยายรักเพ้อฝัน แฟนตาซี ทั้งยังชอบอ่านนิยายที่เนื้อเรื่องโชว์ความเก่งกาจของพระนางและความรักของพระนางเป็นที่สุด เธอจดจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเธอได้ซื้อนิยายรักจีนแปลเรื่อง ทะลุมิติมาเป็นภรรยาหมอหนุ่มสุดฮอตยุค 90 มาอ่าน ตลอดเวลาที่อ่านนิยายเรื่องนี้ สิ่งเดียวที่เธอทำคือด่าว่าตัวร้ายและแช่งชักเขาให้ตาย ๆ ไปโดยเร็ว ด้วยนิสัยที่ชั่วช้าและร้ายกาจของตัวร้ายที่คอยขัดขวางความรักของพระนางที่เธอชื่นชอบ ทำให้ตัวร้ายเป็นตัวละครที่เธอเกลียดชังมากที่สุดในเรื่อง

แต่เหมือนว่าโชคชะตามักเล่นตลกกับชีวิตคน เธอได้หลุดเข้ามาในนิยายเรื่อง ทะลุมิติมาเป็นภรรยาหมอหนุ่มสุดฮอตยุค 90 มาเกิดใหม่เป็นลูกสาวของตัวร้ายที่เธอเกลียดชัง ทว่าเมื่อเธอได้เข้ามาเกิดใหม่แล้วเรื่องทุกอย่างกลับไม่เป็นเหมือนในนิยาย แน่นอนว่าคนเราก่อนที่จะร้ายกาจย่อมต้องมีจุดเปลี่ยนในชีวิตก่อนเสมอ 'พ่อ' ของเธอในชีวิตใหม่นี่เองก็ย่อมมีเช่นกัน

เมื่อได้เข้ามาพบเจอและรับรู้ด้วยตัวเอง รดาก็เข้าใจตัวร้ายตัวนี้มากขึ้น ทั้งยังรักและเห็นใจพ่อของเธอ จากเดิมที่ชื่นชอบพระเอกนางเอกในนิยายกลับกลายเป็นว่ามองพระเอกนางเอกในนิยายเป็นศัตรูในชีวิตใหม่ของตัวเอง เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพ่อของเธอได้อีกต่อไปแล้ว

ลูกสาวคนนี้จะปกป้องพ่อเอง!!!

นิยายเรื่องนี้แต่งจบไปแล้วหนึ่งเล่ม เล่มที่สองกำลังปั่น รายตอนจะมีทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 80 ตอนขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537

นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2558 (ฉบับเพิ่มเติม)

บ้านฉิน

บ้านอิฐหลังเล็กคับแคบในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในมณฑลซานตง ที่มีสมาชิกในครอบครัวฉินสายรองอาศัยอยู่ด้วยกันถึง 12 คน ซึ่งเป็นครอบครัวที่ใหญ่มากครอบครัวหนึ่ง พี่น้องบ้านฉินมีทั้งหมด 4 คน โดยคนโต ฉินมู่เฉิงปีนี้มีอายุ 32 ปีแล้วแต่งภรรยาเข้ามาพร้อมทั้งมีลูกสาวลูกชายด้วยกัน 2 คน ลูกคนรองคือ ฉินมู่เฉิน ปีนี้เขามีอายุ 30 ปีแต่งภรรยาเข้ามามีลูกด้วยกัน 1 คน คนที่สามคือ ฉินมู่หลง ปีนี้อายุ 29 ปีแล้วแต่งภรรยาตั้งแต่อายุ 25 ปีผ่านมา 4 ปีถึงได้มีลูกสาวตัวน้อยออกมา และคนสุดท้าย ฉินอันฝู เป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านฉิน แม้เธอจะเป็นลูกที่หลงมาเกิดทว่าพ่อฉินแม่ฉินกลับรักและตามใจเธอมากกว่าพี่น้องคนอื่น ปีนี้เธอมีอายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายพอดี

เดิมทีบ้านฉินเป็นบ้านที่สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขดีบ้านหนึ่ง ทว่าในวันนี้กลับเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวฉินแล้ว ความวุ่นวายอลหม่านจึงเกิดขึ้น ฉินมู่หลงเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่อายุ 19 ปี ทำงานอยู่ในกองทัพอยู่ราวหกปีก็ได้แต่งภรรยาเข้ามาในบ้านฉิน ซึ่งภรรยาของเขาเป็นหญิงสาวชาวบ้านชนบทเช่นเดียวกันกับเขา หากแต่เธอเป็นถึงลูกสาวของผู้นำหมู่บ้านข้าง ๆ เธอเป็นหญิงสาวที่สวยมากเป็นดอกไม้งามในหมู่บ้านนั้น รูปร่างของเธอนับว่าโดดเด่นที่สุดชายหนุ่มมากมายล้วนหมายปอง ทว่าเธอกลับเลือกที่จะแต่งงานกับลูกชายคนที่สามของบ้านฉิน ด้วยเห็นว่าชายหนุ่มทำงานในกองทัพซ้ำยังมีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา แม้ในตอนแต่งเข้ามาอายุของเธอจะห่างกับชายหนุ่มอยู่ถึง 7 ปีก็ตามที

เมื่อแต่งเข้าบ้านฉินแล้ว ฉินมู่หลงยังเป็นคนหาเงินส่งเสียให้ภรรยาได้เรียนต่อมหาลัยตามที่เธอร้องขอ แม้ในตอนแรกพ่อฉินแม่ฉินจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ทว่าก็ไม่อาจขัดความต้องการของลูกชายได้ ในเมื่อเงินที่มู่หลงหามาเป็นเงินของเขาเอง ทั้งหลายปีมานี้มู่หลงยังให้เงินพ่อแม่และน้องคนเล็กในทุกเดือน สมาชิกในบ้านฉินจึงไม่มีใครกล้าปริปากบ่นเรื่องนี้อีก

หลี่เจินเจินเธอเข้าเรียนมหาลัยในเมืองซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของสามีราว 10 กิโลเมตรทำให้เธอจำเป็นต้องย้ายเข้าไปเช่าห้องพักที่ทางมหาลัยสร้างขึ้นไว้เพื่อนักศึกษา โดยใช้เงินของสามีทั้งหมด นอกจากนั้นเธอยังใช้ชีวิตราวกับหญิงสาวในเมืองใหญ่ ซื้อเสื้อผ้า ซื้อของราคาแพงใช้ด้วยจำนวนเงินไม่น้อยในแต่ละเดือน ซึ่งผู้เป็นสามีกลับไม่ได้พูดหรือตำหนิเธอออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ฉินมู่หลงเขาทำงานอยู่ที่มณฑลเหอเป่ยซึ่งอยู่ห่างไกลจากมณฑลซานตงหลายร้อยกิโลเมตร เป็นเรื่องยากหากเขาจะกลับมาบ้านบ่อยครั้ง ในหนึ่งปีเขาจึงกลับบ้านเพียงหนึ่งครั้งในช่วงปีใหม่เท่านั้น ทว่าเขากลับไม่เคยลืมที่จะส่งเงินมาให้ทั้งพ่อแม่และภรรยาใช้ไม่ขาดมือ

ในช่วงสองปีแรกที่หญิงสาวเข้าเรียนมหาลัยล้วนผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีอะไร ทว่าเมื่อเธอเริ่มเรียนปีที่สามกลับเริ่มมีชายหนุ่มมากหน้าอยากเข้ามาพูดคุยหรือสานสัมพันธ์กับเธอให้มากขึ้น หญิงสาวแม้จะชื่นชอบที่ตัวเองเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมายในเมืองใหญ่ ทว่าเธอก็ไม่ได้ให้ความสนใจพวกเขามากนัก เพราะรู้ดีว่าสามีของเธอนั้นดีกว่า ทั้งยังสามารถเป็นชามข้าวเหล็กให้เธอไปได้ตลอดชีวิต จนเมื่อปีสุดท้ายที่เธอเรียนจบมหาลัยแล้ว เธอกลับท้องลูกของสามีขึ้นมาทั้งที่ยังไม่พร้อมที่จะมี เธอยังอยากทำงานในสำนักงานเขต เธอยังอยากมีหุ่นที่สวยงามไว้ใส่เสื้อผ้าสวยงามเหมือนหญิงสาวในเมือง หากแต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะทำอะไรได้แล้ว เห็นทีว่าต้องยอมอุ้มท้องเด็กคนนี้ต่อไปจนคลอด เมื่อคลอดแล้วเธอคงไม่คิดเลี้ยงดูด้วยตัวเอง ฝากพ่อแม่สามีเลี้ยงคงไม่ลำบากมากนัก ตัวเธอเองเมื่อคลอดเด็กแล้วจะเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ หรือไม่เธอตั้งใจว่าจะขึ้นไปหางานทำที่มณฑลเหอเป่ยกับสามี

ในระหว่างที่หญิงสาวอุ้มท้องเด็กน้อยอยู่นั้น เธอก็ได้รับเงินจากผู้เป็นสามีเพิ่มมากขึ้น ในทุกวันเธอมักจะเข้าเมืองไปซื้อข้าวของมากมายกลับมากินคนเดียวในห้องส่วนตัวของเธอและสามีในบ้านฉิน แม้หญิงสาวจะท้องโตขึ้นทุกวัน ทว่าชายหนุ่มมากมายกลับยังเข้ามาพูดคุยกับเธออยู่บ่อยครั้งเมื่อเข้าไปในตัวเมือง ยิ่งทำให้หญิงสาวภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แม้จะท้องหากแต่เธอก็ยังเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย

เวลาผ่านไปแรมปีเธอได้คลอดเด็กผู้หญิงออกมาร่างกายอวบอ้วนแข็งแรง เดิมทีพ่อฉินแม่ฉินเองล้วนตื่นเต้นกับหลายคนนี้ ตั้งใจรับเลี้ยงให้หากเป็นหลายชาย ทว่ากลับผิดหวังเมื่อหลานที่ออกมากลับเป็นเพียงเด็กผู้หญิงไร้ประโยชน์เท่านั้น สีหน้าของพวกท่านจึงแสดงความไม่ยินดีออกมาอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่ก็ยังคงดูแลสะใภ้เป็นอย่างดีเมื่อนึกถึงเงินที่ลูกชายส่งกลับมาในทุกเดือน ทางด้านเจินเจินเองเมื่อคลอดลูกออกมาเดิมทีตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปหางานทำตั้งแต่สองเดือนแรก ทว่าเธอกลับรับสภาพร่างกายที่อวบขึ้นของเธอไม่ได้ จึงตั้งใจว่าจะลดหุ่นอยู่ที่บ้านก่อนห้าถึงหกเดือนแล้วค่อยเข้าไปหาทำงานก็ยังไม่สาย ถึงอย่างไรสามีของเธอก็ยังส่งเงินมากมายกลับบ้านในทุกเดือน ไม่ได้เดือดร้อนที่จะเข้าไปทำงานมากนัก หากแต่ในระหว่างนี้กลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยกับเธอ ทุกครั้งที่เข้าเมืองเขาเป็นคุณครูที่สอนอยู่ในมหาลัยชื่อดังของเมืองซานตง ทั้งสุภาพพูดเพราะหน้าตาหล่อเหลาดูอบอุ่นซึ่งแตกต่างกับสามีของเธอ ที่หน้าตาแม้จะหล่อเหล่ากลับไม่ค่อยยิ้มซ้ำยังเป็นคนพูดไม่เป็น เอาใจภรรยาไม่เป็น ทำให้เธอไม่พอใจอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งครูหนุ่มคนนี้ยังเป็นชายหนุ่มต่างเมืองที่เพิ่งย้ายมา เขาทำให้เธอสนใจและหลงใหลอยู่ไม่น้อยเลย

หญิงสาวติดต่อพูดคุยกับครูหนุ่มคนนั้นราวสี่เดือนแล้ว หากแต่เธอกลับยังไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่าพูดคุยเพราะยังห่วงเงินของสามีอยู่ สิ่งที่รั้งเธอไว้แท้จริงแล้วเป็นเงินจำนวนมากที่สามีส่งกลับมาก็เท่านั้น

ดูเหมือนทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบเรียบและสงบสุข หากไม่เกิดเรื่องร้ายแรงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ทันทีที่บ้านฉินได้รับจดหมายจากทางการมาว่าฉินมู่หลงได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถทำงานในกองทัพได้อีก ทางค่ายจะมาส่งฉินมู่หลงกลับบ้านภายในหนึ่งเดือนหลังจากนี้

ราวกับมีระเบิดลูกใหญ่หล่นลงกลางบ้านฉินก็ไม่ปาน สิ่งที่ทุกคนในบ้านกังวลคือเรื่องเงิน ทุกวันนี้บ้านฉินอยู่ดีมีสุขก็เพราะเงินที่มู่หลงส่งกลับมาในทุกเดือน ทว่าเมื่อได้รับจดหมายว่ามู่หลงไม่สามารถทำงานในกองทัพได้แล้ว ความมืดมนได้คืบคลานเข้ามาในบ้านฉินแล้ว

หลี่เจินเจินที่ได้อ่านจดหมายสิ่งแรกที่เธอนึกคิดคือจะขอหย่าขาดจากสามี เธอไม่มีทางอยู่ดูแลคนป่วยและดูแลเด็กคนหนึ่ง ทั้งยังต้องอดยากเพราะไม่มีเงินใช้แล้วเป็นแน่ เธอจะต้องพูดคุยกับครูหนุ่มคนนั้นให้มากขึ้น ต้องพูดคุยเรื่องหย่าขาดจากฉินมู่หลงในทันทีเมื่อเขาถูกส่งตัวกลับมา

“เหอะ!…คิดว่าฉันจะทนลำบากอยู่ที่บ้านฉินหรือยังไงกัน ที่ฉันแต่งเข้ามาก็เพราะเห็นว่าฉินมู่หลงมีงานทำที่มั่นคงทั้งยังมีเงินเดือนที่สูง หากไม่มีเงินพ่อของแกก็เป็นได้แค่ตัวไร้ประโยชน์ รวมทั้งตัวแกด้วย” เด็กน้อยวัย 5 เดือนย่างหกเดือนมองใบหน้าของผู้เป็นแม่นิ่งงัน ดวงตากลมโตใสกระจ่างจ้องมองแม่ราวกับฟังผู้เป็นแม่ของตนพูดรู้เรื่อง มือเท้าน้อย ๆ ขาวอวบอ้วนไม่ได้ขยับไปมาเหมือนเด็กเล็กทั่วไป หัวคิ้วน้อย ๆ ยังขมวดเป็นปมราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ก็ไม่ปาน

‘ช่างเป็นแม่ที่ชั่วช้าเกินไปแล้วจริง ๆ’

ที่แท้ภูมิหลังของตัวร้ายช่างน่าสงสาร

รดา…เธอเป็นสาวไทยวัย 23 ปีที่ชื่นชอบในการอ่านนิยายจีนแปลเป็นชีวิตจิตใจ เธอมักจะอ่านนิยายรักทะลุมิติยุคที่เธอชื่นชอบเป็นนิยายจีนแปลในยุค 60-90 ของจีน เธอชื่นชอบนิยายรักเพ้อฝัน แฟนตาซี ทั้งยังชอบอ่านนิยายที่เนื้อเรื่องโชว์ความเก่งกาจของพระนางและความรักของพระนางเป็นที่สุด เธอจดจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเธอได้ซื้อนิยายรักจีนแปลเรื่อง ทะลุมิติมาเป็นภรรยาหมอหนุ่มสุดฮอตยุค 90 มาอ่าน เธอชื่นชอบนิยายเรื่องนี้มากถึงขนาดที่ว่าอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ และทุกครั้งเธอมักจะชื่นชมความเก่งกาจของพระเอกของเรื่อง ชื่นชมความฉลาดและน่ารักของนางเอกในเรื่องเป็นที่สุด และใช่เธอมักจะด่าว่าสาปแช่งตัวร้ายของเรื่องในทุกครั้งที่อ่านเช่นกัน ทั้งยังพอใจมากที่ตัวร้ายถูกภรรยาขอหย่าและลูกน้อยได้ตายไปตั้งแต่อายุเพียงแปดเดือน เธอมักจะพูดว่าให้เด็กตายไปยังดีกว่าให้มาเห็นความร้ายกาจของผู้เป็นพ่อ ทว่าเธอกลับหลงลืมไปว่า ก่อนที่จะร้ายกาจคนทุกคนย่อมต้องพบเจอกับเรื่องที่ทำให้สะเทือนใจมาก่อน

นิยายเรื่อง ทะลุมิติมาเป็นภรรยาหมอหนุ่มสุดฮอตยุค 90 เปิดขึ้นมาก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวภูมิหลังของตัวร้ายมากนัก เล่าเพียงว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จเขาเคยมีภรรยาและลูกสาวหนึ่งคน หากแต่ทุกคนกลับจากเขาไปทั้งสิ้น ทั้งจากเป็นและจากตาย นิสัยของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนไปทุกวัน และสังคมที่เขาอยู่ยังหล่อหลอมให้ตัวร้ายมีความคิดที่ซับซ้อนร้ายกาจขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันเขายังสามารถฆ่าทิ้งได้ราวกับมดปลวก ในตอนนั้นเธอเข้าใจมาเสมอว่าต่อให้โลกจะโหดร้ายกับเขามากมายแค่ไหน ทว่าเขาก็ไม่อาจนำเรื่องเหล่านั้นมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำเรื่องเลวร้ายได้ ทว่าคนที่พูดกลับไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เลวร้าย คนที่พบเจอกลับไม่เคยได้พูดออกมา เธอได้รู้ซึ้งแล้วในตอนนี้

เมื่อเธอได้เข้ามาเกิดใหม่เป็นลูกสาวของตัวร้ายที่เธอเกลียดชัง ทั้งยังสาปแช่งให้เขาและลูกตายไปด้วยกัน ในตอนที่เธอลืมตาตื่นขึ้นในวันแรกแล้วเห็นว่าสภาพแวดล้อมหรือแม้แต่ร่างกายของตัวเองเปลี่ยนไป เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจรับความจริงนี้ได้อยู่นาน จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งด่าว่าเธอขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ทั้งยังจ้องมองเธอด้วยความรำคาญ ตอนนั้นในใจของเธอยิ่งสับสนมึนงง ทั้งยังไม่อยากจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คือแม่ของเธอในชาตินี้ ทั้งยังเป็นคนคอยชงนมป้อนเธอในทุกวัน

ตัวเธอต้องยอมรับได้แล้วว่าตัวเองได้ตายและเกิดใหม่ ทั้งยังได้มาเกิดเป็นลูกสาวของตัวร้ายที่เธอแสนเกลียดชังอีกด้วย ที่รู้เพราะหลายครั้งจะได้ยินปู่กับย่าหรือแม่ของเธอพูดถึงพ่อที่ชื่อ ‘ฉินมู่หลง’ และสมาชิกทั้งหมดในบ้านยังมีชื่อแซ่เหมือนตัวละครในนิยายที่เธอได้อ่าน และที่สำคัญผู้หญิงที่เป็นแม่ของเธอในตอนนี้ ก็เป็นภรรยาเก่าที่ขอหย่ากับตัวร้ายและหนีตามผู้ชายคนใหม่ไป เป็นเธอจริง ๆ ‘หลี่เจินเจิน’

เรื่องราวในตอนนี้ไม่มีอยู่ในเนื้อเรื่องของนิยายเล่มนั้นที่เธออ่าน ราวกับสวรรค์ต้องการลงโทษเธอที่ด่าว่าตัวร้ายตัวนั้น จึงตั้งใจส่งให้เธอเข้ามาเกิดเป็นลูกสาวของเขา เข้ามาเห็นชีวิตของผู้ชายคนนี้ให้ลึกขึ้น และเมื่อรดาได้เข้ามาอยู่ในร่างของลูกสาวตัวร้ายจริง ๆ เธอกลับพบว่าพ่อของเธอเป็นผู้ชายที่ดีมากคนหนึ่ง เขาต้องทำงานที่เสี่ยงอันตรายทั้งยังเหนื่อยมากเพื่อหาเงินส่งให้ทุกคนในบ้านฉิน พ่อกลับมาหาเธอหนึ่งครั้งหลังจากที่เธอเกิดได้สองเดือน พ่อโอบกอดเธอด้วยความรัก ทั้งยังพูดหยอกล้อลูกสาวคนนี้ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น แม้พ่อจะไม่ค่อยยิ้มมากนักทว่าเมื่อพ่อยิ้มกลับดูดีมาก

วันที่พ่อต้องกลับไปทำงานอีกครั้ง เขายังกอดและหอมเธออยู่หลายครั้ง ไม่อาจตัดใจกลับไปทำงานได้ง่ายเหมือนที่ผ่านมา ทว่าหน้าที่เองก็สำคัญ พ่อจำเป็นต้องจากไปทำงาน ความรู้สึกที่เธอมีให้กับตัวร้ายคนนี้ที่เป็นพ่อของตัวเองในชาตินี้ กลับเริ่มแปรเปลี่ยนไปแล้ว เธออยากอยู่กับพ่อไปจนเติบโต อยากให้ชีวิตของพ่อมีแต่ความสุขไม่ต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายและคนที่ทำให้ชีวิตพ่อต้องพังทลายลงอีก ทว่าในตอนนี้เธอเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ทำได้เพียงกินและนอนเท่านั้น อีกทั้งชะตาชีวิตของเธอจะต้องจบลงเมื่อมีอายุได้เพียง 8 เดือน ช่างน่าอนาถยิ่ง

และวันที่เป็นจุดเปลี่ยนของพ่อก็มาถึง เมื่อเช้าวันนี้เธอตื่นขึ้นมาได้ยินว่าพ่อของเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน ตอนนี้นอนรักษาตัวอยู่เมื่อร่างกายดีขึ้นแล้วทางกองทัพจะส่งตัวพ่อกลับบ้าน บ้านฉินที่ได้ยินก็ราวกับร้อนรนขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงพ่อของเธอแต่คนพวกนี้เป็นห่วงเงินของพ่อ เป็นห่วงแต่ตัวเองว่าจะอยู่ต่อไปยังไงหากไม่มีเงินของพ่อแล้ว เธอที่ได้ยินทุกคนในบ้านฉินพูดถึงพ่ออย่างนั้น ทั้งแม่ยังคิดหาทางหย่าขาดจากพ่อ ดวงตากลมใสราวกับถูกลมแสบร้อนขึ้นมาก่อนที่ผลึกแก้วกลมจะไหลรินลงมาทางหางตาเล็ก ๆ เธอสงสารพ่อเหลือเกิน หากพ่อกลับมาแล้วรับรู้เรื่องเหล่านี้ พ่อจะต้องเจ็บปวดและแตกสลายเหมือนเรื่องราวในนิยายเป็นแน่

วันที่พ่อกลับมาบ้านหลังนี้ตัวเธอเองก็มีอายุ 6 เดือนย่าง 7 เดือนแล้ว สามารถนั่งได้แล้วแม้จะโงนเงนทั้งยังสามารถพูดเป็นคำได้แล้ว แม้ลิ้นจะยังไม่แข็งแรงดี ทว่าในครั้งนี้เธอจะต้องเรียกพ่อให้ได้ ทั้งเธอจะไม่ยอมให้พ่อต้องเจ็บปวดคนเดียว รดาจะอยู่เคียงข้างพ่อเอง จะกอดปลอบพ่อให้ผ่านเรื่องเลวร้ายไปให้ได้

ส่วนเรื่องที่ว่าตัวเองจะตายในวัยเพียง 8 เดือน สาเหตุมาจากตัวร้ายเสียใจมากที่ภรรยาขอหย่า เขาดื่มเหล้าเมามายไปหลายเดือนงานการไม่ทำ ทั้งยังหลงลืมไปแล้วว่าตัวเองมีลูกสาวตัวน้อยอยู่ ตัวร้ายได้ฝากลูกสาวไว้กันผู้เป็นแม่ แม่ฉินที่ไม่ได้รับเงินจากลูกชายคนที่สามแล้ว ซ้ำยังต้องมารับเลี้ยงดูหลานสาวที่ไร้ประโยชน์คนหนึ่ง เธอจึงไม่ใคร่จะใส่ใจมากนัก ทำให้เด็กน้อยเจ็บป่วยจนตายในที่สุด และจุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนของตัวร้าย

เมื่อรับรู้ว่าลูกสาวของตัวเองตายแล้ว ฉินมู่หลงจึงเกิดโทสะถามเอาความจริงจากผู้เป็นแม่ เมื่อแม่ฉินและพ่อฉินรับรู้ว่าลูกชายไม่พอใจพวกตนก็ได้ไล่ให้เขาออกไปจากบ้านฉิน ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่บ้านอีก ทั้งยังด่าว่าเขาเป็นตัวไร้ประโยชน์ออกมา

เมื่อความจริงปรากฏตัวร้ายในเรื่องก็ล่วงรู้แล้วว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครหวังดีกับเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือภรรยา ล้วนหลอกลวงเขามาโดยตลอด ตัวร้ายได้แต่เก็บเสื้อผ้าข้าวของของตัวเองและลูกสาวออกจากบ้านไป ชีวิตของเขานับจากนั้นก็เร่งสร้างตัวขึ้นมาใหม่ด้วยใจที่มีแต่ความเกลียดชัง เขาหวังเพียงว่าตัวเองจะมั่งมีทั้งเงินทองและอำนาจในมือ เมื่อถึงวันที่เขาประสบความสำเร็จแม้แต่พ่อแม่เขาเองยังไม่คิดปราณี

ระหว่างทางการสร้างตัวของตัวร้าย นักเขียนไม่ได้กล่าวถึงมากนัก บอกเพียงว่าเขาสร้างตัวขึ้นมาด้วยความสามารถของเขาและไฟแห่งความโกรธแค้นในใจเพียงเท่านั้น จนเมื่อตัวร้ายร่ำรวยขึ้น นางเอกของเรื่องก็เข้ามาในชีวิตของตัวร้ายและเป็นแสงสว่างเดียวที่ตัวร้ายมองเห็น ไม่ผิดที่เขาจะไขว่คว้าแสงนั้นไว้ ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่ได้อยากอยู่กับตัวร้ายเช่นเขา เธอมีชายคนรักอยู่แล้วนั่นคือพระเอก เป็นตัวร้ายที่คิดไปเองว่าเธอคือแสงสว่างเดียวในชีวิตของตัวเอง

เพราะแบบนี้เรื่องราวความรักของพระนางจึงเริ่มก่อเกิดขึ้น ผูกพันรักใคร่กันแน่นแฟ้นขึ้นเพราะมีอุปสรรคจากตัวร้ายตัวนี้ ตัวร้ายเป็นเพียงตัวละครที่นักเขียนสร้างขึ้นมาเพื่อปูทางความรักของพระนางให้มีสีสันและรักกันมากขึ้นเพียงเท่านั้น ตัวร้ายเองก็เป็นเพียงตัวละครใช้แล้วทิ้งของนักเขียน หึ เดิมทีเธอคิดว่าเหมาะสมแล้วที่ชีวิตของตัวร้ายตัวนี้ต้องจบลงด้วยความเจ็บปวดและโดดเดี่ยว

ทว่าในครั้งนี้รดากลับคิดว่าช่างไม่ยุติธรรมเลย ไม่มีความเป็นธรรมให้พ่อของเธอแม้แต่น้อย ชั่วชีวิตของพ่อต้องทำงานหาเงินให้คนอื่นใช้ พอพ่อเจ็บป่วยทุกคนกลับหันหลังให้พ่อ เมื่อสร้างตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง แม่นางเอกคนนั้นกลับเดินเข้ามาทำดีกับพ่อให้ความหวังพ่อของเธอ พูดคุยกับพ่อเพื่อให้ตัวเองได้มีตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเห็นว่าพ่อไม่ดีพอ ก็เลือกผู้ชายอีกคนทิ้งพ่อของเธอไว้ในก้นเหวลึกที่ไม่อาจปีนป่ายขึ้นมาได้จนตายไปอย่างเดียวดาย

ในตอนนี้เธออยากจะถามเหลือเกินว่า ‘พ่อของเธอผิดอะไร’ หรือผิดที่เกิดมาเป็นเพียงตัวร้ายที่นักเขียนสร้างขึ้นมาเป็นอุปสรรคของพระนางในเรื่องนะหรือ เหอะ! ต่อจากนี้เธอจะไม่ยอมให้พ่อเดินไปบนเส้นทางนั้นเป็นแน่ พ่อของเธอไม่ว่าใครก็ไม่สามารถมาทำร้ายได้!

ฉินมู่หลงกลับบ้าน หมาป่าตาขาวก็แย่งชิงสมบัติกันแล้ว

ในที่สุดวันที่ฉินมู่หลงจะกลับมาที่ถึงหมู่บ้านซานหมิงก็มาถึง ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างก็เข้ามารอดูเขา ทั้งยังคิดว่าจะถามไถ่อาการเขาอยู่หลายคำ หากแต่ก็มีหญิงสาวหลายคนที่มาเพื่อเยอะเย้ยหลี่เจินเจิน ที่แต่เดิมเคยพูดจาโอ้อวดถือดี ทั้งยังคิดว่าหญิงสาวในหมู่บ้านต่ำต้อยไม่ได้รับการศึกษาเหมือนเธอ สามีเธอเองยังเป็นถึงนายทหารคนหนึ่ง ทว่าในวันนี้สามีไม่สามารถทำงานได้แล้ว เมื่อไม่ได้ทำงานในกองทัพก็ย่อมไม่มีเงินให้หลี่เจินเจินล้างผลาญแล้ว

ทันทีที่รถของกองทัพเดินทางมาส่งฉินมู่หลงที่หน้าบ้านฉิน ชาวบ้านมากมายต่างยืดคอรอดูนายทหารหนุ่มเดินลงมา ฉินมู่หลงเมื่อเห็นว่ามาถึงบ้านแล้วก็ได้เดินลงจากรถของกองทัพ ด้วยร่างกายของเขายังไม่หายดีมากนักทำให้เวลาเดินจะต้องผ่อนแรงลงหน่อย ไม่ให้บาดแผลที่มีได้รับความกระทบกระเทือน ดวงตาคมปราดมองชาวบ้านมากมายที่ยืนรายล้อมมองเขาอยู่ปราดหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในรั้วบ้านอย่างไม่คิดใส่ใจชาวบ้านโดยรอบอีก

“ดูเขาสิ ท่าทีเหมือนคนที่บาดเจ็บมาจริง เห็นทีว่าเรื่องที่พูดกันคงเป็นจริงแล้ว”

“เป็นแบบนี้ก็ดี คนบ้านฉินหลายปีมานี้ถือดี ทั้งยังชอบทำตัวราวกับคนเมืองเพราะได้รับเงินจากลูกชายคนที่สาม วันนี้เขากลับมาแล้วและไม่ได้ทำงานในกองทัพ หึ ครั้งนี้พวกเราคงเห็นสุนัขหิวตายเป็นแน่” เสียงพูดคุยของชาวบ้านดังขึ้นมาไล่หลังร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้าไปในบ้านฉินแล้ว ทว่าน้ำเสียงที่พวกเธอพูดทั้งเยาะเย้ยและเสียงดัง ไม่แน่ว่าไม่เพียงแต่ฉินมู่หลงที่จะได้ยินคำพูดเมื่อครู่ แม้แต่คนบ้านฉินทุกคนที่อยู่ในบ้านเองก็ล้วนได้ยินด้วย

“ไม่แน่ว่าหลี่เจินเจินภรรยาของมู่หลงจะใช้ชีวิตต่อไปในหมู่บ้านของเราได้หรือเปล่านะคะ ไม่ใช่ว่าเธอเตรียมหนังสือหย่าไว้แล้วหรอกหรือ” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียงไม่เบา เธอย่อมรู้จักหญิงสาวอย่างหลี่เจินเจินดีนิสัยเธอเป็นคนทะเยอทะยานทั้งยังรักความสบายเป็นที่สุด เธอไม่ยอมอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้แน่หากฉินมู่หลงไม่มีเงินให้เธอใช้ทุกเดือนแล้ว

ชาวบ้านที่ได้ยินคำพูดที่หญิงสาวเอ่ยขึ้นมาต่างก็เห็นด้วยกับเธออยู่แปดส่วน หญิงสาวอย่างหลี่เจินเจินในตอนนี้เธอมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น ทั้งเธอยังเป็นหญิงสาวที่จบการศึกษาจากมหาลัยในเมือง แม้หลี่เจินเจินจะเป็นหม้ายหย่าขาดจากสามี ก็ไม่แน่ว่าเธอจะหาสามีเป็นคนเมืองได้

ร่างสูงที่กำลังก้าวเข้าไปในประตูบ้านพลันชะงัก เมื่อได้ยินคำกล่าวเมื่อครู่ของชาวบ้านคนหนึ่ง ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบทว่าดวงตากลับมีความรู้สึกสายหนึ่งวาบผ่าน มุมปากกดลึกลงเล็กน้อยหากแต่ไม่ได้กล่าวคำพูดใดออกมาก็เดินเข้าไปในบ้านฉินแล้ว ก่อนจะปิดประตูบานใหญ่ลงกลอนอย่างดี

เมื่อเดินเข้ามาก็พบว่าพ่อแม่ของเขานั่งรออยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังมีพี่ชายทั้งสองพี่สะใภ้และน้องสาวของเขานั่งรอที่จะพูดอะไรออกมาอย่างอดทนรอไม่ไหวแล้ว ฉินมู่หลงเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่ว่างอยู่ ก่อนที่แม่ฉินจะเอ่ยถามคำถามที่หล่อนเก็บงำไว้มานานหลายวัน

“มู่หลง…มาวันนี้ได้รับเงินชดเชยมาเท่าไหร่กัน เอามาเก็บไว้กับแม่” คำแรกที่หล่อนเอ่ยถามก็เป็นเรื่องเงินแล้ว ไม่มีความเป็นห่วงเป็นใยลูกชายแม้แต่น้อย

“เป็นไปตามที่แม่แกว่า เอาเงินชดเชยอาการบาดเจ็บของแกออกมาให้แม่แกเก็บไว้ อย่าได้เอาไปให้ภรรยาจอมล้างผลาญของแกเป็นอันขาด” พ่อฉินกล่าวขึ้นมาเสียงเข้ม ทั้งยังเป็นการบังคับให้มู่หลงทำตามคำสั่งอย่างจำนน ทว่ายังไม่ทันที่ฉินมู่หลงจะได้พูดอะไรออกไป สะใภ้สามที่เดินออกมาจากห้องของตัวเองกลับด่าว่าพ่อแม่สามีขึ้นมาก่อนแล้ว

“ทำไมพ่อถึงได้พูดเรื่องไม่เป็นธรรมออกมาได้คะ… พี่มู่หลงเป็นสามีของฉัน เป็นพ่อของเด็กคนนั้นที่กำลังนอนกินนมอยู่ ไม่คิดว่าเขาจะต้องใช้เงินอีกมากหรือยังไงกัน” ครั้งนี้เธอเองก็คงไม่ยอมให้พ่อแม่สามีกดหัวเธอไว้เป็นแน่ เธอตั้งใจไว้แล้วว่าหากได้เงินก้อนใหญ่จากสามีแล้ว เธอจะหย่าจากเขาทั้งยังทิ้งเด็กคนนั้นไว้ให้เขาเลี้ยงดู ต่อไป เธอจะเข้าเมืองในฐานะหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังไม่เคยมีลูกและไม่เคยมีสามีมาก่อน

หากพ่อแม่สามีคิดเอาเงินก้อนนี้ไป เธอไม่ยอมเป็นแน่

“เงียบปากของหล่อนซะ! สะใภ้สาม หลายปีมานี้หล่อนใช้เงินของมู่หลงไปมากเท่าไหร่แล้ว ทั้งใช้ร่ำเรียนทั้งใช้ซื้อของมากมาย พวกฉันไม่เคยว่ากล่าวออกมา ในตอนนี้เงินชดเชยที่เหลือเป็นก้อนสุดท้ายจะต้องเป็นเงินของครอบครัว เป็นเงินที่จะต้องใช้ร่วมกันทุกคน” นางฉินกล่าวขึ้นมาด้วยโทสะ ทั้งยังชี้หน้าด่าว่าสะใภ้สามอย่างไม่ไว้หน้า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญหล่อนจะยอมเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เงินที่มู่หลงได้มาจะต้องเป็นหล่อนที่เก็บไว้

“เหอะ! ยัยแก่หลายปีมานี้ใครกันแน่ที่สมควรพูดออกมา เป็นฉันที่จะต้องพูดว่า สามีฉันจำเป็นอะไรที่จะต้องมาทำงานเลี้ยงดูทุกคนในบ้านฉิน กตัญญูพ่อแม่ก็แล้วไปสิ แต่นี่ยังมีพี่มีน้องมากมายที่คอยฉกฉวยเงินจากสามีฉันในทุกเดือน ใครกันที่หน้าไม่อาย” ราวกับถูกสะใภ้สามตบหน้า พี่ใหญ่พี่รองของบ้านได้แต่นั่งหน้าตูม ในใจเกิดโทสะขึ้นทว่ากลับไม่อาจกล่าวว่าไม่จริงได้ เพราะลำพังแค่งานในทุ่งที่พวกเขาทำอยู่จะพอเลี้ยงลูกและภรรยาได้ยังไงกัน ทุกเดือนพวกเขายังต้องรับเงินของน้องสามกับพ่อและแม่ครอบครัวละ 10 หยวน จึงจะพอใช้ในแต่ละเดือน

“อาหลง… แกดูเมียแกสิกล้าด่าว่าแม่แก่ขนาดนี้แล้ว หญิงสาวแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน” นางฉินสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธ โทสะที่มีคาดว่าน่าจะเต็มท้องแล้ว ไม่ต่างจากสมาชิกคนอื่นในบ้านฉินเองก็เกิดโทสะอยากจะด่าว่าหลี่เจินเจินออกไปอยู่หลายคำ ทว่าในยามนี้ยังพูดมากไม่ได้ เงินยังอยู่ในมือของมู่หลง หากได้เงินมาทั้งหมดแล้วถึงตอนนั้นคงไม่มีใครเงียบปากอีกต่อไป

ฉินมู่หลงนั่งมองทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันนิ่งงัน ยังไม่คิดเอ่ยปากพูดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ในใจพลันสะท้อนขึ้นมาว่า ทำไมเขาถึงได้โง่งมแบบนี้กัน คนพวกนี้ล้วนเห็นแก่ตัวไม่มีความรักความห่วงใยเขาแม้เพียงกระผีก ทั้งที่เขาสู้ทำงานเก็บเงินส่งมาให้คนที่บ้านได้ใช่จ่ายอย่างสุขสบายนานกว่า 9 ปี หากแต่คำแรกที่ถามเขาหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บกลับมา คนเหล่านี้กลับเอ่ยถามถึงเรื่องเงิน ไม่มีคำพูดห่วงใยแม้เพียงครึ่งคำ หึ ช่างเป็นครอบครัวที่ดีจริง ๆ

“พี่มู่หลงเอาเงินมาให้ฉันค่ะ…เด็กนั้นยังต้องดื่มนมชงอยู่ทุกวันกระปุกหนึ่งเกือบ 200 หยวนหากพี่ไม่เอาเงินมาให้ฉันเด็กต้องตายแน่” ราคานมชงกระป๋องหนึ่งมีราคา 200 หยวนจริง ทว่านั่นคือนมที่มีคุณภาพดียี่ห้อดัง แต่นมที่เธอซื้อมาชงให้เด็กคนนั้นดื่มกินเป็นเพียงนมไม่ได้คุณภาพยี่ห้อหนึ่ง ราคาของมันเพียง 50 หยวนเท่านั้น แต่ที่เธอต้องอ้างเรื่องนี้ออกไปก็เพื่อให้สามียอมส่งเงินมาให้เธอตอนนี้

ฉินมู่หลงที่ได้ยินภรรยาเอ่ยขึ้นมาถึงเรื่องนม กลับยิ่งตอกย้ำว่าเขาโง่งมและลุ่มหลงหล่อนจนเกินไป ไม่ว่าหล่อนจะพูดคำไหนออกมา เขาล้วนเชื่อฟังทุกอย่าง เชื่อจนชีวิตต้องพังพินาศลงอย่างไม่อาจแก้ไข

“เรื่องนี้ผมจะพูดในพรุ่งนี้เช้า…วันนี้ต่างคนต่างกลับเข้าไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ” เมื่อเห็นว่าหากเขาไม่พูดคนพวกนี้ก็คงไม่ยอมเงียบปากเป็นแน่ เงินในกระเป๋าเขาไม่ว่าใครก็ไม่อาจฉกฉวยไปได้หากเขาไม่ยินยอม แม้แต่หลี่เจินเจินเองก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง

ทุกคนในบ้านเมื่อได้ยินที่มู่หลงกล่าวขึ้นมาเมื่อครู่ ทั้งบรรยากาศรอบกายของเขายังดูเย็นยะเยือกราวกับกำลังไปออกรบ ทุกคนจึงคิดว่าเขาน่าจะเหนื่อยจากการเดินทาง ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยพูดเรื่องเงินก็ยังไม่สาย

“ได้…พวกเราจะกลับไปพักผ่อนกันก่อน แต่มู่หลงนายอย่าได้นำเงินชดเชยให้กับภรรยาของนายก่อนเป็นอันขาด” พ่อฉินกล่าวขึ้นมาเสียงแข็ง ด้วยกลัวว่าสะใภ้สามจะใช้เล่ห์เหลี่ยมจนทำให้มู่หลงยอมหยิบเงินให้เธอจนหมด

ทางด้านหลี่เจินเจินที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่ชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา คอยดูเถอะค่ำคืนนี้เธอจะทำให้สามีนำเงินทั้งหมดมาให้เธอให้ได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...