ทะลุมิติมาพลิกชะตาชายาตัวร้าย (อ่านฟรีถึงวันที่ 9/3/67)
ข้อมูลเบื้องต้น
คำเตือน
เนื้อหาในนิยายเรื่องนี้ถูกเซ็ตติ้งขึ้นมาในยุคสมัยของจีนโบราณ
เนื้อหาทั้งหมดในนิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นมาจากจินตนาการของผู้แต่ง เพื่อความบันเทิงเพียงเท่านั้น หาได้มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์หรือบิดเบือนประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
จ้าวถิงถิง หญิงสาวโสดวัยใกล้เลขสามเกิดหน้ามืดหมดสติตอนกำลังอาบน้ำ หลังจากที่โหมงานหนักมาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ดวงวิญญาณของจ้าวถิงถิง ทะลุมิติมายังในยุคจีนโบราณ ในร่างใหม่ที่เจ้าของร่างเดิมนามจ้าวลี่เซียน ได้ถูกขนานนามว่าเป็นชายาแสนร้ายกาจ วางยาพิษอนุชายาและคนรักขององค์ชายสามจนตาย
มิหนำซ้ำสกุลจ้าวของนางยังเจอข้อหาก่อกบฏต้องโทษประหารทั้งตระกูล
????จ้าวถิงถิงจะแก้ไขชะตาของจ้าวลี่เซียนผู้นี้ได้อย่างไร
????จ้าวถิงถิงจะคืนความยุติธรรมนี้ให้ตนเองและสกุลจ้าวได้หรือไม่
????ความชิงชังจะแปลเปลี่ยนเป็นความรักได้จริงหรือ
ไม่เป็นไร
ชีวิตนี้นางจะเป็นผู้ลิขิตมันขึ้นมาใหม่เสียเอง
??’???’???’???’???’?
สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ ก่อนได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด
อ่านสักนิด
นิยายเรื่องนี้ ช่วงแรกจะเปิดให้อ่านฟรี หลังจากนั้นจะมีการติดเหรียญอ่านล่วงนะคะ
สายฟรี ช่วงรสยตอนติดเหรียญล่วงหน้ารอปลดเหรียญอ่านฟรีตามวันเวลาที่แจ้งไว้ได้เลยค่ะ
เนื่องจากไรท์ทำงานประจำด้วย อาจมีการผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยไว้ด้วยนะคะ
ฝากกดหัวใจ ❤️ กดตอดตาม✅ และคอมเม้นต์พูดคุยเป็นกำลังใจให้กันน๊า
สุดท้ายนี้โปรดแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำสุภาพนะคะ หากไม่ชอบไม่ถูกจริตให้เลื่อนผ่านไม่แสดงความคิดเห็นเชิงทำร้ายจิตใจกันน๊า ไรท์ใจบาง
ส่งใจ❤️
หิมะย้อมสี
ฮึก !
“จ้าวลี่เซียน”
ของเหลวข้นสีแดงฉานอาบลงบนพื้นหิมะสีขาวดั่งเกล็ดอัญมณียามแสงของคบเพลิงตกกระทบ ก่อนที่ดวงตาแดงช้ำจะปิดลง เสียงดังก้องกังวานทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกควันสีขาวกระจายตัวไปทั่ว คล้ายดั่งความฝัน คล้ายดั่งสวรงสวรรค์ หรือว่านี่คือโลกหลังความตายกันแน่
แดนสวรรค์อย่างนั้นหรือ นี่คงจะเป็นปรโลกเสียมากกว่าจึงจะเหมาะสมกับหญิงจิตใจหยาบช้าเฉกเช่นนางดั่งที่ผู้คนขนานนามว่าเป็นชายาผู้มีจิตใจชั่วช้า หึ นางได้แต่ยิ้มหยันในโชคชะตา
“หากให้โอกาสเจ้ากลับไปแก้ไขบางสิ่ง เจ้าจะอยากแก้ไขสิ่งใด”
“ข้าอยาก… ฮึก ! ข้าอยากมีโอกาสได้ให้กำเนิดเด็กคนนี้ เขาบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะตายไปพร้อมกับคนสกุล
จ้าว” ถ้อยคำเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาลงดั่งคล้ายจะกลืนหายลงไปในลำคอ
ดาบที่อยู่ในมือขององค์ชายสามหวังเหรินหาว ถูกย้อมเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวของเหลวสีแดงข้นหนืดที่กำลังไหลหยดจากปลายคมล่วงลงสู่พื้นที่ถูกโถมไปด้วยเกล็ดหิมะ
ก่อนที่เปลือกตาสีแดงช้ำของจ้าวลี่เซียนจะค่อยๆปิดลง ท่ามกลางเกล็ดหิมะตกหนักจนรอบบริเวณจวนสกุลจ้าวถูกย้อมไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตและหิมะสีแดงฉาน ไม่หลงเหลือผู้ใดรอดชีวิต ณ ที่แห่งนี้…
“ลี่เซียน…” แว่วเพียงเสียงร้องเรียกชื่อตะโกนก้อง สิ้นแล้วทุกสิ่งดับสูญ
จ้าวลี่เซียนบุตรตรีอัครมหาเสนาบดีจ้าวเถียนฟง ชายาเอกองค์ชายสามนามหวังเหรินหาวแห่งแผ่นดินต้าฉี นางและคนสกุลจ้าวทั้งหมดถูกลงอาญาตัดสินโทษประหารชีวิตทั้งตระกูล ห้ามมิให้มีผู้ใดเหลือรอดชีวิต ข้อหากบฏรวมหัวสมรู้ร่วมคิดกับเจียงซินอ๋อง แห่งแคว้นเจียงทำการลอบปลงพระชนม์ฉินซือฮ่องเต้ชิงกุญแจหัวมังกร กุญแจเปิดประตูถ้ำสมบัติแห่งหุบเขาเทียนซวง
จ้าวลี่เซียนนางสิ้นชีพด้วยปลายคมดาบของผู้เป็นสวามีทั้งที่กำลังตั้งครรภ์บุตรของหวังเหรินหาว แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกกับผู้เป็นสามีให้ได้รับรู้ ครั้งตอนมีชีวิตอยู่ในสายตาของผู้คนนางเป็นเพียงพระชายาแสนร้ายกาจกำจัดหญิงผู้เป็นที่รักของหวังเหรินหาวนามหลินอี้ฟานที่แต่งเข้ามาเป็นชายารอง
จ้าวลี่เซียนปักใจรักองค์ชายสามหวังเหรินหาวแต่เพียงข้างเดียวตั้งแต่ยังเยาว์วัย นางใช้ความเป็นใหญ่และอำนาจจากบิดากระทำทุกสิ่งเพื่อให้ตัวนางได้ก้าวขึ้นมาเป็นชายาเอกองค์ชายสาม
จ้าวลี่เซียนนางกำจัดเหล่าอนุชายารวมทั้งหลินอี้ฟาน หญิงผู้ครอบครองดวงใจของหวังหรินหาวด้วยการวางยาพิษ แม้จะไม่หลักฐานมัดตัว แต่โทษของนางคือถูกผู้เป็นสวามียื่นใบหย่า ส่งคืนกลับจวนสกุลจ้าว กลายเป็นหญิงต้องห้ามที่มีชีวิตอยู่เหมือนดั่งตายทั้งเป็น
[จวนสกุลจ้าว ]
เฮือก !
ฮึก !
แฮ่ก แฮ่ก…
‘นี่เราฝันร้ายหรอกเหรอ ทำไมมันเหมือนจริงนัก’
‘เฮ่อ เหนื่อย เหนื่อยเหมือนไปวิ่งรอบสนามมาสักร้อยรอบ’
เปลือกตาสีไข่มุกเปิดลืมตาโพลงพร้อมกระพริบตาขึ้นถี่ๆขับไล่ความงุงงง ปากอ้ารีบโกยเอาอากาศเข้าหายใจ หน้าอกของนางกระเพื่อมด้วยแรงจากการหอบหายใจอย่างหนัก กายทั้งกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าเรียวได้รูปมีเม็ดเหงื่อไหลซึมเต็มกรอบหน้า
เมื่อเรียกสติทั้งหมดกลับคืนมาได้ จ้าวถิงถิง พลันรับรู้ได้ถึงความแปลกตา ห้องทั้งห้องทำด้วยไม้เนื้อแดงขัดเงาสลักลวดลายประณีต ทั้งยังมีฉากกั้นอย่างยุคสมัยจีนโบราณ ที่นี่ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมฝาผนังเก่าโทรมๆที่ตนเองเคยพักอาศัยซุกกายนอนมากว่าห้าปี หลังจากเหลือเพียงตัวคนเดียวและได้หอบเสื้อผ้ามาปักหลักหางานทำในเขตมณฑลเมืองเศรษฐกิจ
“นี่มัน ! ไม่ใช่ห้องเรานี่ ที่นี่มันคือที่ไหนกัน”
จ้าวถิงถิง ลุกขึ้นพรวดพราดด้วยความรวดเร็ว ฝ่ามือของนางไปสัมผัสโดนเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ความรู้สึกอุ่นนิ่มหยุ่นจนต้องหันหน้าไปมองยังสิ่งนั้น
“ผะ ผู้ชาย ! ใครกันเนี่ยเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง มานอนข้างผู้ชายคนนี้ได้ยังไง” จ้าวถิงถิงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายเมื่อเห็นได้ว่าร่างกายของตัวเองเปลือยเปล่า ซ้ำ
ผู้ชายร่างใหญ่ผมเผ้ายาวผู้นี้ยังนอนด้วยร่างกายเปลือยเปล่าไม่ต่างจากตนเอง
“คะ คุณเป็นใคร ออกไปนะ ออกไป”
อื้ม !
เสียงโวยวายของจ้าวถิงถิงปลุกให้ชายรูปร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ที่นอนอยู่ข้างกันเริ่มขยับตัวคล้ายกำลังจะตื่นขึ้น
ทว่า…
ไวกว่าความคิดเมื่อบุรุษตรงหน้า รีบลุกขึ้นมานั่งด้วยทีท่าตื่นตะหนกไม่ต่างจากนาง
“นี่เจ้า ! จ้าวลี่เซียน นี่มันเรื่องอันใด เจ้าเข้ามาอยู่ในห้องข้าได้อย่างไร ไม่สิ ! ข้ามาอยู่ในห้องเจ้าได้อย่างไร”
“นี่มันเรื่องอะไร ?”
‘จ้าวลี่เซียนคือใคร บ้าไปแล้ว นี่เราคงฝันไป ไม่เราต้องตื่น’
เพี๊ยะ!
อึก !
‘ตื่นสิ ตื่น ฝันนี้น่ากลัวชะมัด’
เพี๊ยะ !
‘ทำไมเราถึงยังไม่ตื่น’
“นี่หยุด เจ้าบ้าไปแล้วหรือ จึงได้ตบตีตนเองเช่นนี้ นี่เจ้ากำลังคิดจะทำสิ่งใด”
“บอกข้า ! นี่คือแผนการชั่วช้าของเจ้าใช่หรือไม่ สกปรกโสมมยิ่งนัก สตรีไร้ยางอายเช่นเจ้าทำตนต่ำเสียยิ่งกว่าหญิงคณิกาในหอโคมแดง” หวังเหรินหาวโมโหจนแทบคลั่ง หญิงที่ตนเกลียดชังไฉนเลยจึงมานอนอยู่ข้างกายในสภาพที่ยากจะคิดเป็นอื่นได้
“นี่มันอะไรกัน ฮือ ข้าอยากตื่นจากความฝันนี้”
‘ขะ ข้าหรือ นี่เราพูดภาษาโบราณหรอกหรือ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน’
จ้าวถิงถิง หญิงสาวอายุญี่สิบปีปลายๆหลังจากโหมงานหนักติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ วูบล้มหมดสติตอนขณะกำลังอาบน้ำ เนื่องจากอาศัยอยู่เพียงคนเดียวลำพังในห้องพักแคบๆจึงไม่มีผู้ใดมาพบเห็น
‘ใช่กำลังอาบน้ำ แล้วก็จำเหตุการณ์อะไรไม่ได้อีก’
ฮึก !
“หยุดร้องไห้ หยุดใช้มารยาของเจ้ากับข้า เจ้ามันแพศยา ใช้วิธีต่ำๆมาคิดผูกมัดข้า ซ้ำยังมานั่งบีบน้ำตาหน้าสมเพชสิ้นดี”
ฮึก ! ฮือ …
จ้าวถิงถิงหรือจ้าวลี่เซียนในชาติพบนี้ร่ำไห้ตัวนิ่งเกร็งแข็งค้าง ไม่มีแม้คำกล่าวสิ่งใดหลุดออกจากปากของนาง นอกเสียจากความทรงจำเสี้ยวสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิม นางกำลังจะสิ้นใจจากปลายคมดาบของบุรุษผู้ที่กำลังนั่งด่าทอนางอยู่ในขณะนี้ บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามีของนาง
สมองของจ้าวถิงถิงปวดบีบคล้ายดั่งกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง ความรู้สึกนึกคิดความเจ็บปวดแม้กะทั่งความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างกายนี้ทั้งหมด หลั่งไหลดั่งกับถูกดูดเข้ามาในห้วงสมองของนางก่อนร่างของนาง
ที่ยามนี้กำลังนั่งสั่นเทาอยู่บนเตียง ก่อนที่นางจะหมดสติลงโดยมีหวังเหรินหาวประคองร่างไว้ได้ทันเวลา
“จ้าวลี่เซียน !”
“จ้าวลี่เซียน นี่เป็นบ้าอันใดของเจ้า”
ข่าวคราวองค์ชายสามหวังเหรินหาวล่วงเกินจ้าวลี่เซียนบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีจ้าวเถียนฟง ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ถูกกระพือข่าวปากต่อปากขจรขจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงต้าฉีอย่างรวดเร็ว
ท้องพระโรงวังหลวง
“เหรินหาว เป็นเช่นดั่งท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวจริงหรือ เจ้ามีสิ่งใดจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่” ฉินซือฮ่องเต้กล่าวถามความจริงจากปากน้องชายตนเองเพื่อหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” หวังเหรินยอมรับตามความเป็นจริง
“หากแต่ข้า หาได้คิดล่วงเกินบุตรสาวของท่านเสนาบดีจ้าว ข้าหาได้มีใจรักใคร่ชอบพอกับนาง ข้าจดจำได้เพียงดื่มกินสุราจากงานเลี้ยงในจวนของท่านเสนาบดีเพียงเท่านั้น”
“และเมื่อตื่นขึ้นมา จึงพบว่าตัวข้าอยู่ในห้องของจ้าวลี่เซียนเพียงสองต่อสองกับนาง จริงอย่างที่ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าว”
“ข้าจึงไม่มีข้าแก่ต่างในเรื่องนี้ พ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่บุตรสาวของกระหม่อม เกิดเหตุเช่นนี้กระหม่อมไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใดได้ ข่าวกระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง ซ้ำบุตรสาวของ
กระหม่อมนางยังไม่ฟื้นคืนสติจากการกระทำรุนแรงขององค์ชายสาม”
“บุตรสาวคนรองคนนี้นางอาภัพนัก มารดาตายจากตั้งแต่ลืมตาดูโลก ข้ารักและเลี้ยงดูนางมาอย่างถนอม ไม่คาดคิดว่านางจะถูกย่ำยีด้วยน้ำมือขององค์ชายสามถึง
เพียงนี้” เสนาบดีจ้าวเถียนฟงกล่าวทูลขอความเป็นธรรมแก่ฉินซือฮ่องเต้ราวกับดวงใจจะแตกสลาย
“หวังเหรินหาว เห็นทีเจ้าคงต้องแต่งบุตรสาวคนรองของท่านเสนาบดีจ้าวเข้าเป็นชายา”
“เมื่อข้าหาได้มีข้อแก่ต่างในครั้งนี้ ข้าก็จะยอมรับผิดที่ล่วงเกินนาง ข้าจะยอมแต่งนางเข้าเป็นชายาอย่างที่ฝ่าบาทตองการ”
“กระหม่อมขอกอบกู้ชื่อเสียงของบุตรสาวและชื่อเสียงของสกุลจ้าว เพื่อไม่ให้ถูกตราหน้า ขอองค์ชายสามได้โปรดแต่งบุตรสาวข้าจ้าวลี่เซียนขึ้นเป็นพระชายาเอกด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ ชายาเอกข้าเช่นนั้นรึ จะเป็นชายาเอกได้เช่นไรในเมื่อข้ามีผู้ที่เหมาะสมและกำลังจะแต่งเข้าเป็นชายาเอกอยู่แล้ว”
“ขอฝ่าบาท จงได้โปรดเห็นแก่คุณงามความดีของสกุลจ้าวที่สู่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ อยู่เคียงข้างบัลลังก์มังกรมาอย่างยาวนานด้วยเถิด พ่ะย่ะค่ะ”
“เหรินหาว บุตรสาวของท่านเสนาบดีจ้าว นางก็เหมาะสมทั้งฐานะทั้งรูปโฉม จงแต่งนางขึ้นเป็นชายาเอกเจ้าเถิด ถือว่าข้าขอ”
“ฝ่าบาท !” หวังเหรินหาวขัดเคืองใจไม่น้อยแต่จะทำสิ่งใดได้ในเมื่อเป็นความประสงค์ของฮ่องเต้
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ที่ทรงเมตตาสกุลจ้าวพ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีจ้าวเถียนฟง มอบคำนับติดพื้นไม่วายที่ชำเลืองสายตาลอบมององค์ชายสามหวังเหรินหาวด้วยรอยยิ้มร้าย
“ข้าต้องขอตัว” หวังเหรินหาวสะบัดชายแขนเสื้อออกจากท้องพระโรงไปอย่างหัวเสีย
สกุลจ้าวคิดไม่ซื่อ หวังมัดมือชกตน แต่ก็เสมือนน้ำท่วมปาก เพราะจากสภาพร่างกายเปลือยเปล่าของตนเองและจ้าวลี่เซียน แม้จะจดจำสิ่งใจไม่ได้และยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องเกินเลยระหว่างตนเองและนาง แต่นั่นก็จำต้องยอมรับความจริงในเรื่องล่วงเกินนางอย่างบุรุษชายชาตินักรบ
“เหตุใดเรื่องจึงต้องกลายมาเป็นเช่นนี้”
ชาติภพใหม่
ในควันม่านหมอกสีขาวบดบังไร้ซึ่งการมองเห็นยังสิ่งต่างๆรอบตัว จ้าวถิงถิงเดินก้าวเท้าเข้าไปเรื่อยๆเห็นเพียงลำแสงสีขาวส่องสว่างอยู่เบื้องหน้าไกลๆ
ยังไม่ทันที่จ้าวถิงถิงจะก้าวเท้าเดินต่อไป พลันเสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้น ฉุดให้นางต้องหันหลังกลับไปมองยังที่มาของเสียงเรียกนั้น
“จ้าวถิงถิง”
“คะ..คุณเป็นใคร” ภาพเลือนลางตรงหน้าคล้ายดั่งเงารูปร่างโปรงแสง ปรากฏร่างหญิงผู้หนึ่งในชุดจีนโบราณสีขาวสะอาดตา ดูช่างงดงามและสูงศักดิ์แต่หาก
มองเห็นใบหน้าของหญิงผู้นี้ได้อย่างไม่ชัดเจน แต่กลับรับรู้ได้ว่าหญิงผู้นี้แสนเศร้าและช่างนาเวทนัก
“ข้าก็คือเจ้า เราคือคนคนเดียวกัน หากแต่เราต่างอยู่ในห้วงเวลาของภพชาติต่างกัน”
“ชาติภพของข้าถูกตราหน้าว่าสร้างบาปหนายิ่งนัก คงต้องฝากเจ้าช่วยแก้ไข”
“ช่วยแก้ไขอดีตให้ข้า ให้กำเนิดเด็กผู้บริสุทธิ์อย่าให้มันซ้ำรอยได้โปรด…” น้ำเสียงที่แสนบอบช้ำถ้อยคำที่ดั่งถูกกลืนหายค่อยๆเบาบางลงไปพร้อมเงาร่างที่จางสลายและหายไป
“เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งไป….”
“ไม่ ! เดี๋ยวก่อน….”
จ้าวถิงถิงตะโกนเรียกเงาร่างโปรงแสงของหญิงผู้นี้แต่ภาพตรงหน้ากับเลือนลางและจางหายไป และพลันบังเกิดหลุมดำมืดมิดขยายตัวทมิฬหมุนวนดั่งเกลียวคลื่นพร้อมด้วยแรงดูดมหาศาล ร่างของจ้าวถิงถิงถูกแรงดูดกระชากอย่างแรงหลุดเข้าหายไปภายในหลุมดำ
ทางด้านจวนสกุลจ้าว
“ไม่ !”
ฮึก ! ร่างกายของจ้าวลี่เซียนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนกว้างดูอึดอัดกระสับกระส่ายคล้ายดั่งผู้ตกอยู่ในห้วงภวังค์ของความฝันร้าย ก่อนที่ร่างของนางคล้ายดั่งถูกกระชากอย่างแรงจนสะดุ้งสุดตัวตื่น
แฮ่ก แฮ่ก !
เปลือกตาสีไข่มุกค่อยๆ เปิดลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“คุณหนูฟื้นแล้ว ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะคุณหนูรอง เจ็บที่ใดบ้างเจ้าคะ”
“ที่นี่คือ….”
“ก็ห้องคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“คุณหนูนอนไม่ได้สติมาสองวัน ข้าเป็นห่วงคุณหนูเหลือเกินเจ้าค่ะ”
“หิวหรือไม่เจ้าคะ”
‘นี่มันอะไรกัน ทำไมเราถึงไม่หลุดจากความฝันร้ายนี่สักที’
“คุณหนูรองเจ้าคะ เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดจึงนิ่งไปเช่นนี้”
“คุณหนูเจ้าค่ะ เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะคุณหนูลี่เซียน” หมิงจูบ่าวรับใช้คนสนิทของจ้าวลี่เซียนรีบเข้ามาจับร่างของนางเขย่าให้ได้สติด้วยความกระวนกระวายใจ จากท่าทีของคุณหนูรองนายหญิงของตนที่แปลกไป
“กระจก ข้าอยากได้กระจก”
“กระจกเหงา อยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
จ้าวถิงถิงในร่างของจ้าวลี่เซียนผลุนผลันลงจากเตียงพุ่งตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งในทันทีทันใดโดยไม่รั้งรอ ดวงตาคู่งามทอดมองยังกระจกเงาเบื้องหน้า ปรากฏเงาร่างคุ้นตาอย่างเช่นในความฝัน
แต่หากเงาสะท้อนใบหน้ากับมีความละม้ายคล้ายคลึงกับตนเองอยู่มากจนน่าตกใจ เพียงแต่ภาพสะท้อนในบานกระจกเงาตรงหน้านั้น กับเผยให้เห็นภาพร่างกายไร้ที่ติงดงามราวเทพเซียนสวรรค์ ดวงตางดงามเป็นประกายดั่งแสงดารา เส้นผมที่ดำขลับยาวสยายใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด
แม้ว่าจะไม่ได้แต่งแต้มสีสันประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางค์ ปากสีแดงระเรื่อด้วยธรรมชาติ ผิวเนียนละเอียดขาวราวหิมะ สะโพกผายช่วงอกอวบอิ่มเด่นชัดเอวคอดกิ่วเท่าเพียงฝ่ามือเดียวรวบ
“นี่ข้าหรือเหตุใดจึงงามเพียงนี้”
จ้าวถิงถิงยกมือจับลูบใบหน้าของร่างกายนี้อีกครั้งพร้อมตบลงที่พวงแก้มเนียนเพื่อให้นางมั่นใจว่านางได้ทะลุมิติมานั้นคือความจริงไม่ใช่เรื่องที่นางฝันเฟื่องไป
เพี๊ยะ !
“โอ๊ย ! เจ็บเป็นบ้า นี่เราไม่ได้ฝันไปนี่” นางมองเงาสะท้อนรอยริ้วแดงบนพวงแก้มเป็นสิ่งยืนยัน
“คุณหนูทำอะไรเจ้าคะ เหตุใดจึงตบหน้าตนเอง” หมิงจูมองคุณหนูรองของนางอย่างตกใจ เหตุใดคุณหนูรองของนางจึงมีทีท่าแปลกพิกล
‘นี้เป็นเราจริงๆเหรอ นี้มันคือเรื่องจริงงั้นเหรอ ให้ตายเถอะนี่เราหลุดเข้ามาอยู่ในยุคโบราณจริงๆเหรอเนี้ย’
‘เปลี่ยนชะตาอย่างงั้นเหรอ หากเราไม่เปลี่ยนนั่นหมายความว่า เราจะต้องตาย ตาย ! หรือว่าเราจะตายแล้ว’
คิดถึงเรื่องความตายในใจของจ้าวถิงถิงกับยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยวหากนางไม่ตาย นางคงไม่ได้ทะลุมิติมายังในภพชาตินี้
‘แย่ชะมัดทำไมต้องเกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นกับเราด้วย ผู้ชายคนนั้นมันจะต้องเป็นผู้ที่ฆ่าเราในชาติภพนี้ ไม่ได้การเราต้องอยู่ให้ไกลจากไอ้ผู้ชายคนนั้น ตัวอันตรายชัดๆ’
จ้าวถิงถิงเพียงจ้องมองภาพเงาร่างที่บัดนี้มันคือเงาร่างของตนเองในกระจกเงาไม่ว่างตา หันซ้ายหันขวาสำรวจร่างกายใหม่นี้จนหมิงจูนึกสงสัย
“งามเสียจริงจ้าวลี่เซียนผู้นี้” จ้าวถิงถิงมองเงาร่างกายของจ้าวลี่เซียนในกระจกเงาพร้อมพูดออกมาดั่งละเมอ ร่างกายนี้ช่างงดงามเสียจริง งามถึงเพียงนี้ทำไมถึงยังหลงมัวเมากับผู้ชายดูท่าทางปากร้ายผู้นั้นได้ ยิ่งคิดยิ่งให้สงสัยนัก
“งามเพียงนี้หาผู้ใหม่สักสิบคนยังได้ เหตุใดจึงโง่งมนักจ้าวลี่เซียน”
หมิงจูยิ่งเห็นคุณหนูรองของตนกล่าววาจาแปลกประหลาดเช่นนี้ยิ่งเป็นกังวลใจนัก
หรือว่าคืนนั้นองค์ชายสามหวังเหรินหาวจะกระทำรุนแรงกับคุณหนูรองของนางจนถึงขั้นสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ไม่ได้การต้องรีบไปบอกท่านเสนาบดี
“คุณหนูรองรอข้าก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะรีบไปบอกนายท่านให้รีบตามท่านหมอมาเจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน ข้าไม่ได้เป็นอะไร”
“แต่คุณหนูมีท่าทีแปลกๆนะเจ้าคะ ข้าว่าให้นายท่านตามท่านหมอมาตรวจดูอาการสักหน่อยจะดีกว่านะเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”จ้าวถิงถิงย้ำอีกครั้งเพื่อให้หมิงจูที่กำลังมองนางอย่างสงสัยคลายความคลางแคลงใจลง
“เช่นนั้นข้าช่วยคุณหนูทำความสะอาดชำระร่างกายแล้วจะได้กินข้าวดีไหมเจ้าคะ”
“อืม” จะว่าไปท้องก็ย้ำเตือนว่านางต้องกินอะไรสักหน่อย เฮ่อ อาหารมื้อสุดท้ายกินไปเมื่อใดกันนะ
จ้าวถิงถิงชำระล้างร่างกายพร้อมด้วยถูกจับแต่งกายใหม่อย่างดงาม ชุดที่นางสวมใส่ประณีตและสวยงามสมฐานะ ทรงผมและเครื่องประดับราคาแพงดั่งเช่นคุณหนูบุตรขุนนางตระกูลมั่งคั่งมีอำนาจนั่นยิ่งเสริมให้จ้าวลี่เซียนดูช่างงดงามดั่งเทพธิดาสวรรค์
“งามมากเจ้าค่ะคุณหนูรอง คุณหนูรองของข้างดงามเกินผู้ใดในหล่าหาทัดเทียมได้”
“นี่ข้าชื่นชอบแต่งกายด้วยเครื่องประดับมากมายและชุดสีสันฉูดฉาดเช่นนี้ทุกวันเลยหรือ”
“ก็คุณหนูรองโปรดปรานชุดเสื้อผ้าเช่นนี้นี่เจ้าคะ ยังมีอีกมากมายที่ร้านยังไม่ได้จัดส่งมาเจ้าค่ะ คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ”
“เป็นเช่นนั้นหรือ” จ้าวถิงถิงมองเงาตนเองในกระจกสำรวจตนเองในร่างใหม่อีกครั้ง
‘จ้าวลี่เซียนผู้นี้ งามไปเสียทุกส่วนโดยแท้’
“คุณหนูจะรับอาหารในห้อง หรือจะออกไปยังห้องรับประทานอาหารดีเจ้าคะ”
“อ่ะอ้าว ! เซียนเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้วหรือลูกพ่อ พ่อเป็นห่วงเจ้าเสียแทบแย่”
จ้าวเถียนฟงเข้ามายังในห้องของจ้าวลี่เซียน พบบุตรสาวอันเป็นที่รักฟื้นจากการนอนไม่ได้สติมาหลายวัน สีหน้าและแวดตาจึงแสดงออกถึงความดีใจไม่น้อย
“เซียนเอ๋อร์เป็นเช่นไรบ้างลูกพ่อ พ่อเป็นห่วงเจ้าแทบแย่”
“ข้า…”
‘คนนี้สินะคือท่านพ่อของจ้าวลี่เซียน ดูภูมิฐานสมเป็นขุนนางใหญ่’
“เมื่อฟื้นก็ดีแล้ว พอได้เข้าเฝ้าทูลฮ่องเต้เรื่องเจ้ากับองค์ชายสามเรียบร้อยแล้ว”
“ครานี้ เห็นทีต่อให้หวังเหรินหาวมีปีกบิน ก็คงจะหนีการแต่งงานกับเจ้าไม่ได้”
“เซียนเอ๋อร์ พ่อรักเจ้าทำเพื่อเจ้าได้ทุกสิ่ง หากเจ้าแต่งเข้าเป็นพระชายาเอกเมื่อใด เจ้าจงอย่าลืมสกุลจ้าวของเรา”
“อีกไม่นาน สมรสพระราชทานคงมาถึง ที่นี่สกุลจ้าวของเราก็จะมีอำนาจไม่มีผู้ใดกล้าทัดทานได้อีก เจ้าต้องเร่งหาทางมัดใจองค์ชายสาม หาทางให้องค์ชายสามช่วยหนุนหลังสกุลจ้าวของเรา เข้าใจหรือไม่เซียนเอ๋อร์ของพ่อ”
“ครานี้สกุลจ้าวก็จะยิ่งใหญ่กว่าขุนนางสกุลใด สะใจนักที่ได้หักหน้าสกุลหลินเสียที ฮ่าฮ่า” เสนาบดีจ้าวเถียนฟงหัวเราะอย่างเปี่ยมสุข
‘ที่แท้ก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องวันก่อนระหว่างองค์ชายสามผู้นั้นกับจ้าวลี่เซียน นี่คงเพราะเป็นการจัดฉากมัดมือรวบหัวรวบท้ายองค์ชายสามสินะ สกุลจ้าวช่างแผนสูงจริงๆ ก็สมควรแล้วที่องค์ชายสามผู้นั้นจะทรงเกลียดชังสกุลจ้าว’
จ้าวถิงถิงมองผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาในชาติภพนี้ อย่างหนักใจ‘มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่นะ เห็นทีการเปลี่ยนชะตาในชาติภพนี้ของข้าคงไม่ง่ายนัก จ้าวลี่เซียน’
ขอฝากเรื่องใหม่ด้วยนะคะ ฝากติดตาม ฝากกดหัวใจด้วยน๊า❤️
ชะตานี้ ข้าจะเป็นผู้ลิขิตเอง
ตลอดเวลาหลังจากฟื้นคืนสติขึ้นมา หลายวันมานี่จ้าวถิงถิงในร่างของจ้าวลี่เซียน เริ่มเรียนรู้และปรับตัวกับชีวิตใหม่ในนามของบุตรสาวคนรองของอัครมหาเสนาบดีจ้าวเถียนฟง และตั้งแต่เรื่องวันนั้นนางก็ยังไม่ได้พบหน้ากับหวังเหรินหาวแม้เพียงสักครั้ง
เพล้ง!
หมิงจูกำลังยกชุดน้ำชาเข้ามาให้จ้าวลี่เซียนแต่แล้วกลับสะดุลชายกระโปรงตนเองจนชุดน้ำชากระเบื้อง
เคลือบจากเมืองนอกด่านที่เป็นชุดน้ำชาที่จ้าวลี่เซียนโปรดปรานมากที่สุดตกแตกกระจาย
“ข้าขออภัยเจ้าค่ะคุณหนูรอง ข้าไม่ได้ตั้งใจข้าสมควรตาย”หมิงจูหมอบคลานคำนับติดพื้นอย่างลนลาน
“อืม ไม่เป็นไรหรอกหมิงจู ลุกขึ้นเถิด”
“แต่นี่เป็นชุดน้ำชาที่คุณหนูรองโปรดปราน แม้ตายคงไม่มีปัญญาหาเงินมาชดใช้ ข้าสมควรตายเจ้าค่ะ”
“ก็เพียงชุดน้ำชาแตก ไม่เป็นไร ช่างมันเถิด”
“จริงหรือเจ้าคะ คุณหนูรองไม่โกรธข้าจริงๆหรือเจ้าคะ”
“เจ้าเก็บไปทิ้งเถิด แล้วก็ระมัดระวังอย่าให้บาดมือด้วยเล่าหมิงจู”
“คุณหนู !”
“ทำไมรึ เหตุใดจึงทำท่าทางราวกับจะร้องไห้ เจ้าเป็นอะไรรึไม่หมิงจู”
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้านึกว่าคุณหนูจะตบตีสั่งสอนข้าแบบครั้งก่อนๆ เจ้าค่ะ”
“ข้าเคยร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวรึ”
“หาไม่เจ้าค่ะ ข้าทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษจากคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
“เอาเป็นว่าต่อจากนี้ไป ข้าจะไม่ตบตีทำร้ายเจ้าอีก เก็บชุดถ้วยชาที่ตกแตกไปทิ้ง แล้วเจ้าก็ไปนำชุดถ้วยชาชุดใหม่มาเถิด จะเป็นชุดชาชุดใดก็เหมือนๆกันสำหรับข้า”
หึ! เสียงทุ่มต่ำติดเย้ยหยันดังขึ้น
“ท่าน !” จ้าวถิงถิงมองตามเสียงของแขกผู้มาใหม่
‘ยิ่งเกลียดยิ่งเจอสินะ’
บุรุษร่างกายสูงใหญ่กำยำดั่งเฉกเช่นนักรบในชุดแต่งกายเรียบๆสีขาวปนเทาย่างกายเข้ามาในห้องโถงใหญ่ที่ซึ่งเป็นห้องรับรองของสกุลจ้าว
จ้าวลี่เซียนนางกำลังนั่งใช้ความคิดทบทวนหาทางออกเกี่ยวกับการแก้ไขอดีตพลันต้องแปลกใจเมื่อผู้ที่เอ่ยวาจาร้ายกาจราวกับชิงชังหนักหนาเมื่อหลายวันก่อน ก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้านาง
“เหตุใดเห็นหน้าข้ายังยืนนิ่ง”
องค์ชายสามหวังเหรินหาวยืนสูงเด่นสง่าอยู่ตรงหน้าของจ้าวลี่เซียน บุรุษผู้นี้แม้จะมีใบหน้าบึ้งตึงคิ้วธนูได้รูปที่แทบจะผูกมัดกันเป็นปม จมูกโด่งเป็นสันรับกับสันกรามเด่นชัดและกรอบหน้าได้รูป จัดได้ว่าเป็นบุรุษรูปงาม ริมฝีปากหยักหนาแนวไรหนวดชวนมอง ยิ่งมองรวมๆแล้วรูปงามนัก
หล่อเหลาถึงขนาดหาตัวจับได้ยากในชาติภพนาง ถ้าหากเป็นชาติภพที่นางจากมาล่ะก็ ตานี่ความหล่อคงเทียบกับพระเอกซีรีส์ตัวท็อปได้ไม่ยาก
‘องค์ชายสามผู้นี้ หากอยู่ในยุคสมัยภพของเราคงไม่วายได้เป็นพระเอกซีรีส์แน่ หล่อชะมัดมิน่าล่ะจ้าวลี่เซียนถึงได้หลงรักนักหลงรักหนา รักจนตัวเองต้องตาย’
‘ไม่ได้ ความหล่อมักอันตรายจะนำความตายมาสู่ จ้าวถิงถิงเจ้าอย่าได้หลงกลลวงความหล่อนี้เชียว หล่ออันตราย’
“เป็นอะไรของเจ้ามองข้าหัวจรดเท้าไร้มารยาท”
“คารวะองค์ชายสาม”จ้าวลี่เซียนทำความเคารพอย่างเสียไม่ได้แม้จะชังหน้าองค์ชายสามผู้นี้เต็มทน นางไม่รู้สึกถูกชะตาต้องใจองค์ชายสามผู้นี้เลยแม้สักนิด เหตุใดจ้าวลี่เซียนถึงหลงรักบุรุษที่มีแต่เพียงสายตาเย็นชาและดูแคลนส่งมาให้ เช่นนี้ได้
‘ความรักคงบดบังดวงตาจนมืดมิดสินะจ้าวลี่เซียน’
“ข้าเพียงแต่อยากมาตกลงเรื่องระหว่างเรา”
“เรื่องอะไรหรือเพคะ”
“ข้ากับเจ้า เราจะแต่งงานกันแต่เพียงในนานเท่านั้น หากเจ้าอยากได้ตำแหน่งชายาเอก เจ้าก็จะได้มัน แต่เจ้าจะไม่มีวันได้ความรัก การยกย่องจากข้า หรือแม้กระทั่งบทบาทสำคัญในฐานะภรรยาของข้า”
“ข้าไม่นิยมชมชอบอยากแต่งกับหญิงไร้ยางอายเช่นเจ้า”
“เจ้าไม่คู่ควรได้ความรักจากข้า”
“หึ ! คิดตรงกันเลยเพคะ ข้าก็ไม่ได้นิยมชมชอบอยากแต่งให้กับบุรุษที่ไม่ให้เกียรติสตรีเช่นท่านเหมือนกัน แล้วข้าก็หาได้อยากรับความรักจากท่านแม้เพียงน้อยนิด”
“ตัวอันตราย” เสียงพูดแผ่วเบาแต่คนที่ยืนตรงหน้ากับได้ยินมันทั้งหมด
‘หลงตัวเองมาก คิดว่าหล่อตายล่ะ มองข้าจนตาจะถลนออกมานอกเบ้าอยู่แล้ว’ จ้าวถิงถิงได้เพียงแต่คิดในใจ
“จ้าวลี่เซียนมันจะมากเกินไปแล้วนะ กล้าดีมา บังอาจมันดูหมิ่นข้า เจ้าและสกุลจ้าวรวมหัวกันใช้วิธีสกปรกกับข้า ข้ามั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าไม่มีวันเกลือกกลั้วหญิงไร้ยางอายเช่นเจ้า”
“เมื่ออยากเป็นชายาเอกข้า ข้าก็จะให้เป็นสมดั่งใจเจ้า จ้าวลี่เซียน”
“เช่นนั้น เราก็จบกันเพียงเท่านี้เถิดข้าหาได้อยากแต่งเข้าเป็นพระชายาเอกของท่าน ท่านเองก็ไม่ชอบหน้าข้า”
“ข้าจะคิดเสียว่าเรื่องวันนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้น”
หวังเหรินหาว มองจ้าวลี่เซียนด้วยความสงสัย ปกติแล้วบุตรตรีเสนาบดีจ้าวเถียนฟงผู้นี้จะคอยตามตอแยตนในยามที่มีโอกาสอยู่เสมอ
ทั้งแสดงกิริยาท่าทางเกินงามจนออกหน้าออกตาหึงหวงทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ไว้นวลสงวนกาย ผิดกลับวันนี้ที่ดูเหมือนนางทำราวกับตนเองเป็นคนแปลกหน้า ซ้ำยังคลายเกลียดชัง
‘หรือว่านางกำลังจะมีแผนการบางสิ่ง สตรีร้อยเล่ห์เช่นนางไว้วางใจได้เสียเมื่อไร’
“ถ้าท่านจะมาด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ ข้าขอตัวก่อนทูลลาองค์ชายสาม”
“ช้าก่อน นี่เจ้ากินยาผิดสำแดงมาหรือไม่”
“ไม่ทราบว่าองค์ชายสามจะทรงเอาเช่นไรเพคะ ตกลงอยากให้ข้าแต่งเข้าเป็นพระชายาเอกของท่านหรือพระองค์ทรงไม่อยากแต่งกับข้ากันแน่”
“ข้าจะแต่งงานกับเจ้าอย่างแน่นอน ในเมื่อสกุลจ้าวกล้าลองดีกับข้า ข้าก็จะเอาคืนอย่างสาสม เจ้าจงเตรียมกายเตรียมใจไว้ให้ดี จ้าวลี่เซียน”
กล่าวจบหวังเหรินหาวก็ก้าวเท้ายาวๆออกจากจวนสกุลจ้าวขึ้นควบม้าตะบึงออกไป
“แววตานั้นช่างน่ากลัวพิลึก มันหน้าหลงใหลตรงไหนกัน”
‘ชะตานี้ข้าจะเป็นผู้ลิขิตเอง หวังเหรินหาว ข้าจะไม่ยอมมีจุดจบดั่งเช่นจ้าวลี่เซียน คอยดูเถิด’
หลังจากหวังเหรินหาวออกจากสกุลจ้าวไปได้ไม่นานเสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นและเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูสกุลเจ้า พร้อมทั้งบ่าวไพร่เข้าต้อนรับ จ้าวถิงถิงนางมองดูด้วยความสงสัย บุรุษผู้นี้ถ้าเดาไม่ผิดคงต้องเป็นพี่ชายคนโตของจ้าวลี่เซียน จ้าวเจิ้งเป็นแน่
“เซียนเอ๋อร์ เจ้าแข็งแรงดีแล้วหรือ เหตุใดจึงออกมายืนรับลมด้านนอกเช่นนี้”
“ข้าแข็งแรงดีแล้วเจ้าค่ะ”
“ตอนข้าไปหัวเมือง เห็นเจ้ายังนอนซม ระหว่างทางกลับมาจวนข้าสวนทางกับองค์ชายสาม มีเรื่องอะไรหรือไม่”
“เปล่าเจ้าคะ องค์ชายสามเพียงแวะมาประเดี๋ยวเดียว”
“เจ้าห้ามอ่อนข้อให้องค์ชายสามเด็ดขาดไม่ว่าจะมาหว่านล้อมสิ่งใด อย่าได้ตกลงมิเช่นนั้นยามเจ้าแต่งเข้าตำหนักม่านเมฆาเจ้าจะลำบากทั้งกายใจ อย่าให้องค์ชายสามแต่งหลินอี้ฟานเข้าตำหนักเป็นชายารองได้เด็ดขาด”
“ทำไมหรือเจ้าคะท่านพี่”จ้าวถิงถิงลองหยั่งเชิงถามจ้าวเจิ้ง แม้ความทรงจำเดิมของจ้าวลี่เซียนจะราวกับถ่ายทอดมาเกือบจะทั้งหมด แต่ในความทรงจำของนางก็คล้ายมีหลายสิ่งที่ดูจะถ่ายทอดมาได้ไม่หมด หรืออาจจะมีบางสิ่งที่จ้าวลี่เซียนเองก็ไม่เคยรับรู้มาก่อน
“หลินอี้ฟาน ศัตรูหัวใจของเจ้าอย่างไรเล่า เจ้าลืมไปแล้วหรือ ซ้ำสกุลหลินยังเป็นศัตรูกับสกุลจ้าวของเรา คอยขัดแข่งขัดขาเข้าทางหยางสือไทเฮาจ้องจะเล่นงานสกุลจ้าวของเราเมื่อสบโอกาส
เจ้าต้องกำจัดอย่าให้หลินอี้ฟานขึ้นมาเป็นชายารองขององค์ชายสามได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นขาเก้าอี้ของข้าและท่านพ่อเห็นที่คงได้สั่นคลอน”
“เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่ เซียนเอ๋อร์”
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่”
“ดีมากน้องรักของข้า ที่เหลือก็เพียงรอคอยเวลาจนกว่าสมรสพระราชทานมาถึงเท่านั้น ฮ่าฮ่า !”
“เข้าด้านในเรือนกันเถิดข้างนอกลมแรงนัก”
จ้าวถิงถิงหรือจ้าวลี่เซียนถูกพี่ชายของนางจ้าวเจิ้งประคองโอบหลังเดินเข้าภายในเรือน จ้าวลี่เซียนหาได้มีความรู้สึกอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีแต่ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก คงต้องใช้เวลาปรับตัวไม่น้อยจึงจะคุ้นชินกับครอบครัวใหม่ของนาง
และเมื่อวันสมรสพระราชทานมาถึง
จ้าวลี่เซียนนางแกล้งป่วยไข้ ทั้งอดอาหารทั้งไม่ยอมหลับยอมนอน เพื่อให้ร่างกายนางจะได้ดูย่ำแย่ ซึ่งเป็นการถ่วงเวลาที่จะไม่ต้องแต่งเป็นพระชายาให้องค์ชายสามหวังเหรินหาว
“ลูกพ่อ ลุกมาดื่มยาแล้วกินโจ๊กเสียหน่อยเถิดเจ็บป่วยเช่นนี้พอทุกข์ใจยิ่งนัก”
“ข้าไม่หิวเจ้าคะ ข้าอยากนอนพัก”
“เช่นนั้นเจ้านอนพักผ่อนเถิด พ่อจะเร่งหาหมอดีจากนอกด่านมารักษาเจ้า” จ้าวเถียนฟงมองจ้าวลี่เซียนบุตรสาวที่นอนซมไร้ชีวิตชีวาด้วยสีหน้าหนักใจก่อนเดินออกจากห้องไป
‘การแต่งให้องค์ชายสามคือการรนหาที่ตายโดยแท้ ข้าไม่อยากแต่งให้องค์ชายสาม การแต่งเข้าเป็นพระชายาเอก คือหายนะครั้งใหญ่ของสกุลจ้าวเชียวนะท่านเสนาบดี’
เฮอะ จะให้แต่งเพื่อรอวันตายงั้นหรือ