โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : สู่ขวัญ “แม่โพสพ” วันกำฟ้า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 ก.พ. 2567 เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2567 เวลา 05.50 น.

วันกำฟ้า–สู่ขวัญแม่โพสพ เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว ต่อมาถูกแปลงเข้าศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาพุทธ กลายเป็นศาสนาไทย “ผี–พราหมณ์–พุทธ”

สู่ขวัญแม่โพสพ วันกำฟ้า กำหนดขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 (ทางจันทรคติ) ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 12กุมภาพันธ์ 2567 (ทางสุริยคติ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาฟ้าแปรปรวน หัวเลี้ยวหัวต่อจากหน้าหนาวเข้าหน้าร้อน

วันกำฟ้าหมายถึงวันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทำไร่ทำนาทำมาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกำฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึงขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนใกล้ฝนตก)

ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือ ช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้นคนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคำทำนายความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป (คำทำนายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสานเล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 2460-2461)

พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ

ช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทำของอำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกำหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์

ภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึงน้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กำลังออกช่อ ทำให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)]

[จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยเล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2545 หน้า 140]

สู่ขวัญ (พร้อมสู่ขวัญควาย และสู่ขวัญเกวียน) วันกำฟ้า ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

[ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]

รวงข้าวที่เกี่ยวด้วยเคียวแบบดั้งเดิมแล้วรวมเป็นมัดเรียก “ฟ่อน” หาบไปรวมไว้ลานรอนวดข้าว

(ภาพหาบฟ่อนข้าวทุ่งนาหนองบอน ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี 31 มกราคม 2567)

สู่ขวัญข้าว

ขนข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าว เชิญ “แม่ขวัญข้าว”ขึ้นยุ้งฉาง ทำพิธีสู่ขวัญข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร

[ก่อนสู่ขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทำขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]

ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้

(1.) แม่ข้าวคือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นวักตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว แล้วถูกเชิญเป็นประธานในลานนวดข้าว

(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จำนวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป

(3.) ข้าวกินคือ ข้าวเปลือกทั้งหมดได้จากนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี

ข้าวเปลือกชุดแรก ใส่ครกตำเอาเปลือกออกเป็นข้าวสารเหนียว

ข้าวสารเหนียว หุงในกระบอกเรียก “ข้าวหลาม”

เซ่นผีฟ้าด้วยข้าวหลามเรียก “ข้าวขวัญ” หรือ “บายสี

บาย แปลว่า ข้าวสุก (เป็นภาษาเขมร)

สี มาจาก สรฺี (เสร๎ย) ภาษาเขมรแปลว่า สตรี หมายถึงข้าวของแม่ข้าว ต่อมาเรียกบายศรี

เมื่อเสร็จจากสู่ขวัญข้าวต้องแบ่งข้าวชุดแรกที่ผ่านพิธีทำขวัญไปตำซ้อมเป็นข้าวกล้องแล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่เผาไฟให้สุก (ปัจจุบันเรียกข้าวหลาม) บางทีเอาข้าวหลามไป “จี่” เผาไฟไหม้เกรียม มีกลิ่นหอมเรียกข้าวจี่

[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทำขวัญวันกำฟ้าแล้วเผาข้าวหลามทำข้าวจี่ ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทำบุญของชาวพุทธ]

ข้าวหลามเมื่อเผาไฟสุกแล้ว

กรอกข้าวเหนียวใส่กระบอกไม้ไผ่ก่อนนำไปเผาไฟเป็นข้าวหลาม

ยกย่องแม่ข้าวเป็น “แม่โพสพ

สู่ขวัญข้าว “วันกำฟ้า” ประเพณีของชุมชนดั้งเดิม ถูกยกเป็นนาฏกรรมแห่งรัฐเพื่อสถาปนาแม่ข้าวเป็น “แม่โพสพ”

พิธีสู่ขวัญข้าวตามประเพณีของชุมชน มีมานานมากตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว โดยมิได้กำหนดวันตายตัว (เหมือนที่กำหนดในปัจจุบัน) แต่ทำเมื่อชุมชนแต่ละแห่งตกลงร่วมกันกำหนดวันใดวันหนึ่งของเดือน 3 ทางจันทรคติ (มกราคม–กุมภาพันธ์)

เมื่อชุมชนมีการค้าทางไกลและการค้าโลก จนมั่งคั่งเติบโตเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ระดับ “รัฐ” สู่ขวัญข้าวของชุมชนดั้งเดิมก็ยังสืบเนื่องพิธีกรรมไม่ขาดสาย กระทั่งถูกยกเป็นนาฏกรรมแห่งรัฐตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา สืบเนื่องถึงสมัยอยุธยา

สู่ขวัญตามประเพณีพิธีกรรมของชุมชน ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ว่า “พิธีธานย์เทาะห์” แปลว่าพิธีเผาข้าว [ธานย์เทาะห์ แปลว่า เผาข้าว มีรากจากภาษา สันสฤต ธานฺย แปลว่า ข้าว, เทาะห์ แปลว่า เผา (กลายคำจาก ทห แปลว่า เผา,ไหม้)] เพื่อสถาปนาแม่ข้าวของชาวบ้านเป็น “แม่โพสพ”

การสถาปนาแม่ข้าวเป็นแม่โพสพดำเนินตามความเชื่อของอุษาคเนย์ในลัทธิเทวราช อันมาจากการประสมประสานความเชื่อดั้งเดิมเรื่อง “ขวัญ” ในศาสนาผี กับความเชื่อเรื่อง “วิญญาณ” และ “เทวะ” ที่รับเข้าใหม่ๆ จากอินเดียทางศาสนาพุทธกับศาสนาพรามหณ์–ฮินดู ราวหลัง พ.ศ. 1000

นาฏกรรมแห่งรัฐ

ธานย์เทาะห์ เผาข้าว เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ สู่ขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย

1. สู่ขวัญข้าว หมายถึงหมอขวัญ (คือ “อาจารย์”) เริ่มพิธีสู่ขวัญข้าวด้วยการขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ใส่“พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าว หมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว)

2. เผาข้าว แห่พนมรวงข้าว (หลังเสร็จสู่ขวัญข้าว) ไปลานเผาข้าว เพื่อทำพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึง ส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการเผาศพ

เผาข้าว คือ เผาศพแม่ข้าวหมายถึง แม่ข้าวที่ถูกทำให้ตายจากการเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) แล้วเก็บซากศพไว้ บัดนี้ได้เวลาเชิญศพแม่ข้าวขึ้นเผาตามพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่จากอินเดีย โดยจุดไฟเผารวงข้าวที่มีเมล็ดข้าวเปลือกเต็มรวง

ความเชื่อดั้งเดิมทางศาสนาผีที่มีสืบมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีแล้ว คือ แม่ข้าวตาย ส่วนขวัญแม่ข้าวไม่ตาย แต่ยังมีวิถีต่างมิติที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น สำหรับร่างคือรวงข้าวไม่ได้เผาที่ถูกเก็บไว้ในยุ้งหรือเล้า เพราะไม่มีประเพณีเผาศพ

สถาปนาแม่โพสพหมายถึง แม่ข้าวถูกสถาปนาตามความเชื่อลัทธิเทวราชขึ้นเป็นแม่โพสพเมื่อทำพิธีเผาศพแม่ข้าว เสมือนขวัญของแม่ข้าวถูกเชิญขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับเทวะบนสวรรค์นามว่าพระไพศพราช แล้วถูกเรียกตามความเชื่อท้องถิ่นว่าแม่โพสพ

3. เสี่ยงทายตำราพระราชพิธีเก่ากับตำราทวาทศพิธีบอกว่าเมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้ว คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคำทำนายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร? [กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]

เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคำทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อวันกำฟ้าของชาวนาดั้งเดิมคอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคำทำนายนอกจากเสี่ยงทายแล้ว ยังมีมหรสพหลายอย่างฉลองด้วย

[รายละเอียดมากกว่านี้ ดูในบทความเรื่อง แม่โพสพ “เทวีข้าว” รัฐนาฏกรรม มาจากแม่ข้าวในศาสนาผีของ สุจิตต์ วงษ์เทศ มติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2563]

แม่โพสพ” ชื่อใหม่ของแม่ข้าวในลัทธิเทวราช

คำว่า “แม่โพสพ” พบเก่าสุดก่อนสมัยอยุธยา ในพระไอยการเบ็ดเสร็จ พ.ศ. 1884

ชื่อดั้งเดิมของแม่โพสพ คือ แม่ข้าว เป็นชื่อเฮี้ยนในศาสนาผี หมายถึง ผีขวัญบรรพชนต้นโคตรของข้าว ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียแม่ข้าวถูกเรียกว่าแม่โพสพ ซึ่งเท่ากับเจ้าแม่ข้าวได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าวและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เพราะข้าวในสมัยดั้งเดิมเป็นสิ่งแสดงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่ได้จากดินและน้ำ

“แม่โพสพ” เป็นคำกลายจาก “พระไพศพ” มาจากคำภาษาสันสกฤตว่าไพศฺรพณะ (ไวศฺรวณะ) ตรงกับคำภาษาบาลีว่าเวสฺสวณฺ แต่ในไทยเรียก 2 ชื่อ คือ ท้าวเวสสุวรรณ กับ ท้าวกุเวร

“พระไพศพ” ต่อมาถูกเรียกว่า “แม่โพสพ”

แม่โพสพคือแม่ข้าวที่ได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าว มีความหมายโดยรวมว่าหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง ต่อมาถูกเรียกแม่ศรีตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูแล้วอยู่ในความเชื่อและความทรงจำสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ส่วนแม่ข้าวถูกลืมจนไม่มีใครรู้จักอีกแล้ว[แม่โพสพ ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากรนิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]

แม่ศรี เป็นเทวีข้าวมีอํานาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง มักพบในรัฐใกล้ทะเลที่มีการค้าเดินสมุทรกับดินแดนโพ้นทะเล ได้แก่ ชวา (อินโดนีเซีย), กัมพูชา, ไทย ฯลฯ แต่ไม่พบบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนบน เช่น อีสาน, ลาว เป็นต้น

นาม “แม่ศรี” น่าจะรับจาก “พระศรี” อีกพระนามหนึ่งของพระลักษมี ผู้ทรงเป็นชายาพระวิษณุ (พระนารายณ์) และเป็นที่รู้จักกันในอานุภาพของพระศรีว่าทรงเป็นผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภทั้งปวง ซึ่งมีความหมายที่รับรู้กันทุกรัฐว่า “เทวีข้าว”

ในวัฒนธรรมชวา (อินโดนีเซีย) แม่ศรีถูกเรียกว่า “เทวีศรี” (Dewi Sri) เป็นเทวีข้าวและความอุดมสมบูรณ์กับโชคลาภทั้งปวง พบหลักฐานเก่าสุดเป็นประติมากรรมรูปเทพนารีทรงถือรวงข้าว ฝีมือช่างแบบชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.ศ. 1600-1800

(ภาพบน) เทวีศรีถือรวงข้าว ประติมากรรมฝีมือช่างชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.ศ. 1600-1800 [ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่Tropen Museum ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ภาพจาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Dewi_Sri#/media/File:COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Beeld_van_Dewi_Sri_de_rijstgo-din_TMnr_60016918.jpg)]

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : สู่ขวัญ “แม่โพสพ” วันกำฟ้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...