โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

คู่มือรับมือกับผู้ฟังตัวร้าย เมื่อนำเสนองานอย่างไร ก็ไม่มีใครสนใจฟัง

Mission To The Moon

อัพเดต 05 เม.ย. 2567 เวลา 07.03 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 11.00 น. • Mission To The Moon Media

นำเสนองานทีไร แต่ทำไมไม่มีใครสนใจการนำเสนอของเรา? บางครั้งก็มองเห็นคนนั่งเล่นโทรศัพท์ บางครั้งก็ไม่สนใจจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ทำให้การนำเสนองานทุกครั้งกลายเป็นการสิ้นเปลืองเวลาในการทำงานไป
.
.
ในฐานะของผู้นำเสนองาน แน่นอนว่าทุกคนต้องรู้สึกท้อแท้เมื่อการที่เราพยายามใส่ใจเตรียมเนื้อหา พยายามถ่ายทอดข้อมูลที่สำคัญให้กับผู้ฟัง แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ฟังหมดความสนใจกับเราอย่างเห็นได้ชัด แต่โอกาสเดียวที่เราสามารถทำได้ก็คือการหาทางดึงดูดให้ “ผู้ฟังตัวร้าย” กลับเข้ามาสนใจและมีส่วนร่วมให้ได้อีกครั้ง
.
แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เทคนิคในการรับมือกับเหล่าผู้ฟังตัวร้ายนั้น เราควรเข้าใจเหตุผลและธรรมชาติของการเป็นผู้ฟังก่อนว่า เพราะอะไรพวกเขาจึงไม่สามารถให้ความสนใจและมีสมาธิพอที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างมีส่วนร่วมกับเราได้ โดยอาจจะกลับมาสำรวจที่การนำเสนอของเราว่ามีข้อผิดพลาดอะไรที่ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้หรือไม่
.
.
4 เหตุผลที่ทำให้ผู้ฟังไม่สนใจการนำเสนอของเรา
.
ข้อแรกก็คือ “เราแค่พูดออกมา แต่ไม่ได้อธิบายไอเดียให้ชัดเจน” สำหรับการนำเสนอแต่ละครั้ง ผู้พูดควรมั่นใจว่าความสนใจทั้งหมดนั้นอยู่ที่ตัวเราและไอเดียของเรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายความว่าเราควรเข้าใจว่าผู้ฟังมีวิธีการเรียนรู้อย่างไรตั้งแต่ก่อนตัดสินใจว่าจะนำเสนอข้อมูลอะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการใช้ภายในการนำเสนอ เพราะมีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า 80% - 90% ของข้อมูลที่สมองของเราประมวลผลนั้นมาจากการมองเห็น ดังนั้นผู้ฟังส่วนใหญ่อาจจะจำสิ่งที่เราพูดไม่ได้ แต่กลับจำรูปภาพที่เรานำเสนอได้
.
ซึ่งการดึงดูดผู้ฟังด้วยภาพนั้น ไม่ใช่แค่เลือกภาพที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังต้องมีวิธีการเล่าเรื่องเพื่อสนับสนุนการจดจำภาพเหล่านั้นด้วย ด้วยวิธีนี้เราจะสามารถทำให้ผู้ฟังสนใจ ในขณะเดียวกันก็ทำให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะจดจำสิ่งนั้นจริงๆ แม้จะเดินออกจากห้องประชุมไปแล้ว
.
เหตุผลข้อที่ 2 คือ “ข้อมูลบนสไลด์เยอะ จนผู้ฟังต้องใช้ความพยายามในการอ่านและฟังในเวลาเดียวกัน” ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงต่อมาก็คือ งานนำเสนอส่วนใหญ่มักจะเต็มไปด้วยข้อความหรือข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งอย่าลืมว่าผู้ฟังต้องใช้ความสามารถในการอ่านสไลด์ ไปพร้อมๆ กับการตีความในสิ่งที่เรากำลังพูดจนในที่สุด เมื่อพวกเขาเกิดความเหนื่อยล้าก็จะค่อยๆ หมดความสนใจไปในที่สุด
.
การนำเสนอที่ดีไม่ได้แบ่งแยกความสนใจของผู้ฟังออก แต่ต้องสามารถรวมความสนใจไปที่จุดสำคัญจุดเดียวตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ข้อความหรือข้อมูลที่เยอะจนเกินไปในการนำเสนอ ให้ใช้แค่ข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้ฟังมีสมาธิ ซึมซับ และจดจำได้
.
เหตุผลข้อที่ 3 คือ “การนำเสนอของเราค่อนข้างแห้ง ทื่อ และไม่มีการเล่าเรื่อง” สมองของคนเรามีความสามารถในการเชื่อมต่อแนวคิดหนึ่งกับแนวคิดถัดไปโดยธรรมชาติ ผ่านคำอุปมาอุปไมย คำพรรณนา และรูปภาพ ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้คนจินตนาการเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
.
แต่กลับกัน ถ้าเรานำเสนอโดยการที่แค่พูดเรื่องในสไลด์ออกมาแบบทื่อๆ ไม่มีการใช้น้ำเสียงหรือการเล่าเรื่องให้ผู้ฟังเกิดการจินตนาการ ผู้ฟังก็จะไม่สามารถเชื่อมต่อแต่ละจุดของการนำเสนอได้และเบี่ยงเบนความสนใจออกไปในที่สุด ซึ่งวิธีแก้ก็คือการใช้ “รูปภาพ” เพื่อเปรียบเทียบเรื่องราวที่เรากำลังเล่าเพื่อให้ผู้ฟังได้สนใจ จดจำ และนำสิ่งที่เรานำเสนอออกไปใช้ได้อีกด้วย
.
และเหตุผลข้อสุดท้ายก็คือ “เราสื่อสารแบบทางเดียว” ถ้าหากลองมองดูวิทยากรมืออาชีพหลายคน เราจะเห็นได้ว่าไม่มีใครที่สื่อสารทางเดียวเลย ทุกคนมักจะพูดคุยกับผู้ฟังมากกว่าแค่นำมุมมองของตนมาพูดอยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่การพูดคุยของเราต้องให้ทั้งข้อมูลที่ครบถ้วนและความรู้สึกที่ดีต่อผู้ฟังไปด้วยกัน เพราะเมื่อผู้ฟังได้รับโอกาสในการพูดคุย ออกความเห็นของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว เขาก็จะให้ความสนใจกับการนำเสนอของเรามากๆ
.
ดังนั้นให้ลองถามคำถาม หรือลองพูดหัวข้อที่ทำให้เกิดการถกเถียงเพื่อเป็นการล่อเป้าให้ผู้ฟังได้ลองแสดงความคิดเห็น และอย่ากลัวที่จะหันมาพูดในหัวข้อที่ดึงความสนใจของพวกเขา แม้ว่าเราจะต้องออกนอกสคริปต์ก็ตาม
.
นอกจากสไลด์แล้ว ภาษากายที่ใช้ก็ส่งผลต่อความสนใจ
.
เพราะสิ่งที่ผู้ฟังมองมา นอกจากสไลด์แล้วก็ยังมีตัวเราที่เป็นเหมือนกับ Presentation เคลื่อนที่ที่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนมากที่สุด วิทยากรบางคนจึงสามารถดึงดูดผู้ฟังให้สนใจได้ผ่านภาษากายของตัวเอง แม้จะไม่ได้มีสไลด์ก็ตาม
.
หนึ่งในเทคนิคที่สามารถเรียกความสนใจของผู้ฟังได้ก็คือ “การเดินไปยังส่วนอื่นของเวที ซ้ายที ขวาที” ที่จะช่วยให้ผู้ฟังให้ความสนใจได้มากกว่าผู้ฟังที่พูดจากด้านหลังของโพเดียม การเคลื่อนย้ายไปยังส่วนอื่นของเวทีจะสร้างความรู้สึกประหลาดใจ แปลกใหม่ให้กับผู้ฟัง อีกทั้งความใกล้ชิดกับผู้ฟังอย่างกะทันหันจะบังคับให้ผู้ฟังสนใจเรา
.
อีกเทคนิคหนึ่งคือการพูดให้เร็วขึ้นหรือช้าลง ทุกคนรู้ดีว่าการพูดด้วยโทนเสียงเดียว จะทำให้เรารู้สึกง่วง ดังนั้นให้ลองเล่าแตกต่าง เร็วขึ้นบ้างเมื่อต้องการ “โจมตี” ผู้ฟังด้วยความตื่นเต้น และช้าลงเมื่อต้องการ “ดึงดูด” ให้ผู้ฟังสนใจมากเป็นพิเศษ
.
การเบาเสียงลงหรือการหยุดพูดสักครู่ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน เมื่อเราต้องการให้ผู้ฟังมุ่งความสนใจไปที่จุดสำคัญจุดหนึ่ง ก็อาจจะลองลดเสียงลงจนดูเหมือนเสียงกระซิบ เพื่อให้ผู้ฟังหยุดคุยและจดจ่อกับเรามากที่สุด
.
.
กลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้นำเสนองานควรลองทำเมื่อรู้สึกว่าคนฟังยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานเท่าที่ควร เพราะในที่สุดแล้ว การนำเสนอก็เป็นการรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่เราอยากพูด กับสิ่งที่ผู้ฟังต้องการจะฟัง การนำเสนอที่อิงจากข้อมูลที่เราอยากนำเสนอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้คำนึงถึงผู้ฟัง จะทำให้ผู้ฟังหันเหความสนใจออกจากเรา และจบลงที่การเล่นโทรศัพท์ในที่สุด
.
การสร้างสไลด์ก็เหมือนกับการตกแต่งจานอาหาร ถ้าทำออกมาน่าทาน คนก็อยากจะเข้ามาชิม แล้วทำไมเราจะไม่ลองปรุงแต่งสไลด์ให้ออกมาจับใจคนฟังด้วยเครื่องปรุงที่ชื่อว่า “Data Storytelling” ล่ะ? เตรียมพบกับการมัดรวมเทคนิคในการทำ Presentation Slide ของพลังของ Data Storytelling ที่เปรียบเสมือนเครื่องปรุงที่ทำให้การนำเสนองานของทุกคน ให้กลมกล่อมกว่าใครกับ Session 7 : บอกลาสไลด์สุดแป้ก มัดใจคนฟังด้วยพลัง Data Storytelling | 15.15-15.45 น. ในงาน Mission To The Moon Forum 2024 Work-Life Survival Guide คู่มือเอาชีวิตรอดสำหรับคนสู้งาน ผ่านประสบการณ์และความรู้จาก ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ Skooldio
.
📌สามารถซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Mission-To-The-Moon-Forum-2024
.
.
อ้างอิง
- Four Reasons Why Nobody’s Paying Attention To Your Presentation : PETER ARVAI, Fast Company - https://bit.ly/3PG6x2m
- What to Do When You’re Losing Your Audience During a Presentation : Dorie Clark, Harvard Business Review - https://bit.ly/3ITTRkX
.
.
#worklife
#presentation
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...