โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โควิด-19: อาการสายพันธุ์โอมิครอน วิธีการตรวจหาเชื้อ และสถานการณ์การระบาดที่ควรรู้

Khaosod

อัพเดต 05 ม.ค. 2565 เวลา 12.53 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 12.53 น.

แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะเปิดเผยว่าอาการจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะไม่รุนแรง แต่อัตราการระบาดกลับเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนถึงขณะนี้พบว่ามีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้แล้วกว่า 55 จังหวัด (ข้อมูล ศบค. ณ 5 ม.ค. 2565) ซึ่งถือว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของไทยไปแล้ว

ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียวยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนก็เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2,338 รายแล้ว ณ วันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมาในขณะที่วันที่ 28 ธ.ค. ปีที่แล้วอยู่ในหลักร้อยที่ 150 ราย เท่านั้น จึงเป็นข้อกังวลว่า หากยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นแล้วอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขหรือไม่

ATK test

จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ขณะนี้ ไทยอยู่ในลำดับที่ 25 ของโลก ในแง่ยอดผู้ป่วยสะสมนับตั้งแต่มีการระบาด ขณะที่ 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ตามลำดับ

บีบีซีไทยรวบรวม 5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าสนใจ อาการหลังจากติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ตลอดจนการตรวจหาเชื้อเบื้องต้น

อาการโอมิครอน ต่างจากเดลตาอย่างไร

นับตั้งแต่การเปิดประเทศตั้งวันที่ 2 พ.ย. 2564 เป็นต้นมา เริ่มพบผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผู้เดินทางจากต่างประเทศ และเริ่มแพร่ระบาดในประเทศผ่านกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ แนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วเราจะทราบได้อย่างไรกว่าอาการใดบ่งชี้ถึงการติดเชื้อจากสายพันธ์ดังกล่าว

แนวโน้มผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในรอบ 8 วัน . . .

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุเมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่า ผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนส่วนใหญ่หายดีแล้วหลังจากผ่านระยะเวลารักษา 14 วัน ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดอยู่ในระบบรักษาพยาบาล โดยอยู่ในกรุงเทพมหานครมากที่สุด 585 ราย ตามมาด้วย กาฬสินธุ์ 233 ราย (เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ 231 ราย) ร้อยเอ็ด ติดเชื้อภายในประเทศ 180 ราย ตามด้วย ภูเก็ต ชลบุรี และสมุทรปราการ

เมื่อสอบถามถึงอาการของผู้ป่วยโอมิครอนในไทยเป็นอย่างไร เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยระหว่างการแถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า ผู้ป่วยโอมิครอนในไทยราว 90% ปรากฏอาการน้อยหรือไม่มีอาการ มีอาการเล็กน้อยราว 10% และอาการมาก 3-4%

ผู้หญิงจาม

"จากการศึกษาอาการของคนไข้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน 41 รายที่ดูแลในโรงพยาบาล พบอาการไอมากที่สุด 54% รองลงมาคือ เจ็บคอ และไข้ อาการได้กลิ่นลดลงพบเพียง 1 ราย หรือ 2% ทุกรายได้รับการรักษาแต่เบื้องต้น และให้ยาฟาวิพิราเวียร์รักษา หากให้ยาตั้งแต่ต้นอาการจะดีขึ้นใน 24-72 ชั่วโมงหลังรับยา และให้จนครบ 5 วัน" นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

นอกจากนี้ในรายงานของเว็บไซต์บีบีซี เมื่อวันที่ 4 ม.ค. อธิบายถึงอาการจากสายพันธุ์โอมิครอนว่า มีความคล้ายคลึงกับการเป็นหวัดในบางราย เช่น อาการเจ็บคอ น้ำมูกไหลและปวดหัว

อย่างไรก็ตาม 3 อาการหลัก ๆ ที่เคยปรากฏจากการสัมผัสเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ก็ยังสามารถพบเจอได้ เช่นกัน เช่น จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่สามารถรับรสชาติได้ อาการไอและไข้สูง แต่อาการไม่มากเท่ากับการติดเชื้อจากสายพันธุ์ก่อนหน้านี้

โอมิครอน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้กล่าวในรายงานชิ้นดังกล่าวว่า แม้สายพันธุ์โอมิครอนจะมีอัตราการแพร่ระบาดรวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่อาการที่เกิดขึ้นรุนแรงน้อยกว่า และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่าด้วย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมถึงภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหลังการติดเชื้อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า โอมิครอนอาจจะสร้างปัญหามากขึ้นในสหราชอาณาจักรได้ เมื่อมีกลุ่มคนชราและกลุ่มเปราะบางติดเชื้อเป็นจำนวนมาก

ชุดตรวจ ATK ตรวจหาเชื้อโอมิครอนได้หรือไม่

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเคยออกมายืนยันหลายครั้งนับตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ว่า การตรวจโควิดด้วยวิธี RT-PCR และชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) สามารถตรวจหาเชื้อโอมิครอนได้ แต่ต้องมีการเก็บตัวอย่างและตรวจให้ถูกวิธี รวมถึงมีการตรวจซ้ำเพื่อความถูกต้องแม่นยำ

สำหรับการใช้วิธี RT-PCR จะมีความแม่นยำมากกว่าวิธีการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ ATK แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการตรวจมากกว่า และมีเทคนิคหลากหลายกว่าเพื่อให้สามารถระบุได้ถึงระดับสายพันธุ์

การตรวจหาสายพันธุ์ สามารถแบ่งเป็น 3 ระบบ ประกอบด้วย

1. การตรวจด้วยวิธี RT-PCR ด้วยน้ำยาของแต่ละสายพันธุ์ เช่น การนำน้ำยาของเดลตาไปตรวจหาเชื้อเดลตา ถือเป็นวิธีที่ได้ผลรวดเร็วที่สุด

2. การตรวจแบบ Target sequencing วิธีนี้จะใช้ระยะเวลา 3 วัน โดยจะทำการตรวจตำแหน่งพันธุกรรมว่าเข้าข่ายสายพันธุ์ใด

3. การตรวจแบบ Whole genome sequencing เป็นวิธีการถอดรหัสพันธุกรรรม ซึ่งจะใช้ระยะเวลามากที่สุด คือ 7 วัน

GETTY IMAGES

ส่วนการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK พบว่า จะเป็นการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19เบื้องต้นได้ แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ถึงระดับสายพันธ์ของเชื้อโควิด-19 จากข้อมูลที่แอนติบอดีในชุดตรวจ ATK สามารถจับกับโปรตีน N ของเชื้อโรคโควิด-19 ได้ แม้ว่ามีการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเหตุดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการตรวจด้วย ATK

สถานการณ์สัดส่วนเชื้อกลายพันธุ์ในไทยเป็นอย่างไร

ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ณ วันที่ 4 ม.ค.  ระบุถึงสถานการณ์สายพันธุ์โควิด 19 โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน แม้จะส่งผลให้การติดเชื้อของประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลต่อจำนวนการเสียชีวิต

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า การติดเชื้อในประเทศไทยขณะนี้ 70-80% ยังเป็นสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้ป่วยหนักและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ส่วนสายพันธุ์โอมิครอน สัดส่วนอยู่ที่ราว 20%

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่เป็นต้นมา ยอดการติดเชื้อโควิด-19 ในหลายพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมาก โดย 5 อันดับแรกของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันที่ 5 ม.ค. ประกอบด้วย อันดับที่ ชลบุรี จำนวน 529 ราย ตามมาด้วย กรุงเทพมหานคร 408 ราย อุบลราชธานี 315 ราย สมุทรปราการ 259 ราย และขอนแก่น 164 ราย

………….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...