Easy Money ชู “Asset-Backed Financing” เจาะผู้ประกอบการรายย่อย-ฟรีแลนซ์
Easy Money (อีซี่มันนี่) ประกาศวิสัยทัศน์ “Unlocking Thailand's Asset Potential” ปรับบทบาทจาก ‘ทางออกฉุกเฉิน’ สู่ ‘สถาบันการเงินทางเลือก’ ที่เน้นการใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน (Asset-Backed Financing) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
19 พฤศจิกายน 2568 –นายสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ตลอด 20 ปีของการดำเนินงาน Easy Money ได้ขยายเครือข่ายเป็น 98 สาขา ครอบคลุม 33 จังหวัด และมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างรวม 27,000 ล้านบาท โดยมีจำนวนลูกค้าประมาณ 600,000 – 700,000 ราย
ปัญหาสำคัญในระบบการเงินไทยคือ การที่คนจำนวนมาก โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มฟรีแลนซ์ มีทรัพย์สินอยู่ในมือแต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบหลักได้ เนื่องจากสถาบันการเงินทั่วไปใช้เกณฑ์การประเมินจาก “รายได้” เป็นหลัก บริษัทฯ จึงนำเสนอแนวคิด ‘Asset-Backed Financing’ หรือการใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไปที่เป็นการ ‘ก่อหนี้ใหม่’ โดยเน้นย้ำว่านี่คือการ ‘กู้ยืมจากสินทรัพย์ของตัวเอง’ ทำให้เป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยกว่า มีต้นทุนทางการเงินที่สมเหตุสมผลกว่า และไม่ส่งผลต่อข้อมูลเครดิตบูโร
โดยมีเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมสู่การเป็น ‘ประตูสู่โอกาส’ โดยทำหน้าที่เป็น ‘Bridging Loan’ (สินเชื่อระยะสั้น) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจ
นายสิทธิวิชญ์เปิดเผยถึงภาพรวมการเติบโตของธุรกิจในปีนี้ว่า เติบโต 30% ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาที่เติบโต 20% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการปรับขึ้นของ ราคาทองคำ และความต้องการเงินทุนของลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ใช้เงินทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือลงทุน ขณะที่ความสามารถในการบริหารจัดการเงินของลูกค้าสะท้อนผ่านอัตราทรัพย์หลุดจำนำที่ต่ำเพียง 4% และมีอัตราการไถ่ถอนทรัพย์สูงถึง 96% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน
ขณะที่ความท้าทายหลักของธุรกิจคือการบริหารจัดการทรัพย์สินที่หลุดจำนำ ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเงินต้นคืนกลับมาให้ได้ บริษัทจึงต้องมีกระบวนการประเมินราคาที่แม่นยำ รวมถึงการตรวจสอบประวัติทรัพย์สินว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโจรกรรม
อย่างไรก็ดีสำหรับแนวโน้มสิ้นปีคาดว่าน่าจะได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าหากราคายังอยู่ในระดับสูง พอร์ตสินเชื่อคงค้างอาจแตะ 28,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี ยอดจำนำมักจะลดลง เนื่องจากลูกค้ามีเงินสดจากโบนัส
นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดระบบภายในเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยระบุว่าความพร้อมของระบบบัญชีเป็นหลักเกณฑ์สำคัญอันดับแรก
“โดยปกติแล้วในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว ธุรกิจสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันจะเติบโตได้ดีมาก เนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการใช้ เงินทุนหมุนเวียน และ ขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้น Easy Money คาดว่าจะได้รับผลบวกอย่างชัดเจนเมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว”
[caption id="attachment_209717" align="aligncenter" width="1000"]
นายสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (ผู้บริหาร Easy Money)[/caption]
ด้านนายสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (ผู้บริหาร Easy Money) กล่าวเสริมว่า ความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจสะท้อนผ่านผลประกอบการ 10 เดือนแรกของปี 2568 โดยบริษัทมีรายได้รวม 11,997 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,188 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 2.68% และ 43.96% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อรวม 3,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารออมสิน และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ
นายสุธีระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ ประสบการณ์ใหม่, เทคโนโลยีเพื่อบริการ และ การพัฒนาคน ทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งลบภาพจำเดิมของโรงรับจำนำ โดยการยกระดับมาตรฐานบริการ เช่น การให้บริการในห้อง Private Consultation Room เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว
และให้ความสำคัญกับ “ความไว้วางใจ” ในการดำเนินธุรกิจ โดยพัฒนา Easy Smart Application เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประเมินราคา ชำระดอกเบี้ย หรือโอนเงิน โดยมี ระบบข้อมูลกลาง ที่อัปเดตตลอดเวลาสำหรับทรัพย์สินทุกประเภท (เช่น ทองคำ เพชร นาฬิกา และกระเป๋าแบรนด์เนม) รวมถึงมีระบบจัดการและจัดเก็บทรัพย์สินที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าธนาคาร
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ที่ช่วยให้บุคลากรสามารถส่งมอบบริการที่ดีที่สุดได้ โดยเน้นความสำคัญกับ ‘คน’ ที่มีหัวใจบริการเป็นหัวใจหลัก
พร้อมกับตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ด้วยความยืดหยุ่น เช่น การให้ลูกค้าสามารถเลือกรับเงินตามจำนวนที่ต้องการได้โดยไม่จำเป็นต้องรับเต็มวงเงินประเมิน และมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.25% ต่อเดือน
“ลูกค้าบางรายใช้บริการเพื่อนำเงินทุนไป “ช้อนซื้อหุ้น” ในช่วงวิกฤต หรือนำเงินไป สต๊อกสินค้า เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เราเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับ ฟรีแลนซ์ และ SME ที่แม้จะมีทรัพย์สินแต่ไม่มีฐานเงินเดือนประจำ ทำให้มักถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก”
พร้อมกันนี้นายสิทธิวิชญ์ได้ประเมินมูลค่าของสินทรัพย์มีค่าที่อยู่ในมือของคนไทย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันในระยะยาวว่า หากพิจารณาจากข้อมูลการนำเข้าทองคำของกรมศุลกากรในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้าทองคำสะสมปีละ 90-100 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกามูลค่าเป็น แสนล้านบาท อยู่ในมือคนไทย การใช้ Asset-Backed Financing จึงเป็นการช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงเงินทุนที่ซ่อนอยู่ในทรัพย์สินเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
โดยสินทรัพย์ยอดนิยม 5 อันดับแรก: ได้แก่ ทองคำ, เพชร, นาฬิกา, พระเครื่อง และ กระเป๋าแบรนด์เนม โดยสินทรัพย์เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะกระจุกตัวอยู่ในเมืองเศรษฐกิจและเมืองใหญ่