โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

ไขข้อข้องใจ คนญี่ปุ่นเริ่มกินวาซาบิตั้งแต่ตอนไหน?

conomi

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 00.00 น. • conomi.co

ทุกคนคงรู้จัก “วาซาบิ” กันเป็นอย่างดีในฐานะเครื่องปรุงรสของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นก้อนหรือเป็นผงสีเขียว รสชาติเผ็ดร้อน เมื่อได้รับประทานเข้าไปก็รู้สึกถึงความเผ็ดฉุนขึ้นจมูก เอาไว้รับประทานคู่กับอาหารญี่ปุ่นพวกซูชิหรือซาชิมิ ในบทความนี้เราจะขอมาพูดถึงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของวาซาบิว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร และคนญี่ปุ่นเริ่มกินวาซาบิกันตั้งแต่ตอนไหนกัน

วาซาบิเป็นส่วนผสมสำคัญในวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น มีบันทึกว่าคนญี่ปุ่นใช้วาซาบิกันมาตั้งแต่ในยุคอาสึกะ (ยุคสมัยในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นระหว่างปี ค.ศ. 538–710) แต่เป็นการใช้วาซาบิในฐานะยาสมุนไพร ไม่ได้ใช้เพื่อปรุงรสหรือเป็นส่วนผสมในอาหาร

วาซาบิ

ยุคอาสึกะ

เมื่อครั้งสถาบันโบราณคดีคาชิฮาระ (Archaeological Institute of Kashihara) จังหวัดนารา ได้ขุดพบแผ่นไม้จากซากสวนในหมู่บ้านอาสึกะ จังหวัดนารา และประกาศว่าแผ่นไม้ที่ขุดพบความยาว 8-30 ซม. มีชื่อของพืชชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่าเป็นวาซาบิและยาสมุนไพรอื่น รวมถึงชื่อของหน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลสวน การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าอาจมีการปลูกผักและสมุนไพรในบริเวณสวนแห่งนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสวนบริเวณนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ไว้พักผ่อนหย่อนใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสวนสมุนไพรอีกด้วย อีกทั้งทางด้านขวาของแผ่นไม้มีเขียนว่า “วาซาบิซันโช – 委佐俾三升(わさびさんしょう” ซึ่งหมายถึง “วาซาบิสามหน่วย” แผ่นไม้นี้จึงเป็นหลักฐานจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏคำว่า “วาซาบิ” และเชื่อกันว่าเป็นฉลากที่ใช้ติดกับภาชนะที่ใส่วาซาบิ

ยุคเฮอัน

ฮอนโซ วาเมียว – 本草和名(ほんぞうわみょう) สารานุกรมสมุนไพรที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นมีการกล่าวถึงการนำวาซาบิมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค นอกจากนี้ยังมีตำราเอ็นกิชิกิ บันทึกกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติของญี่ปุ่น ได้ระบุว่าวาซาบิเป็น “ขิงภูเขา” และมีหลักฐานระบุว่าในยุคนี้มีการจัดเก็บวาซาบิเป็นภาษีในเมืองวากาสะ เอจิเซ็น ทังโกะ ทาจิมะ และอินาบะ ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงเกียวโต เพราะถือว่าวาซาบิเป็นของมีค่า

ต้นยุคเอโดะ

View this post on Instagram

A post shared by Koichi.s (@koichi.u.s)

มีการกล่าวว่าคนญี่ปุ่นเริ่มเพาะปลูกวาซาบิขึ้นในช่วงต้นยุคเอโดะ โดยเมื่อมีการนำวาซาบิมามอบให้กับโทกุงาวะ อิเอยาสุ ผู้ก่อตั้งและโชกุนคนแรกของรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ เขาหลงใหลในรสชาติของวาซาบิมากจนแทบจะเก็บเป็นความลับ และมีข้อสังเกตว่าตราประจำตระกูลโทกุงาวะมีลักษณะคล้ายใบวาซาบิหรือใบดอกฮอลลี่ฮ็อค (ดอกฉัตรทอง) และในยุคเคโช (ค.ศ. 1596-1615) เมื่อมีการสร้างเมืองอุโตกิ (ปัจจุบันคือเมืองชิซุโอกะ) การเพาะปลูกวาซาบิก็ได้เริ่มนับแต่นั้นมา

ปลายยุคเอโดะ

เชื่อกันว่าวาซาบิถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสซูชิเป็นครั้งแรกในยุคบุนกะและบุนเซ (ค.ศ. 1804-1830) ของยุคเอโดะ มีการเริ่มทำนิกิริซูชิแบบจุ่มวาซาบิและเป็นที่นิยมอย่างมากตามเมืองเอโดะ หลังจากนั้นจึงได้แพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่น

ในเวลานั้นที่ยังไม่มีตู้เย็นหรือตู้แช่แข็งแบบทุกวันนี้ ผู้คนน่าจะมีการใช้วาซาบิเพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าวาซาบิสามารถดับกลิ่นคาวของอาหาร ป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ป้องกันเชื้อโรค และป้องกันอาหารเป็นพิษได้

ยุคไทโชและโชวะ

ช่วงต้นยุคไทโช มีการเริ่มทำวาซาบิแบบผงโดยได้แรงบันดาลใจมาจากการชงชา (ที่ใช้ชากระปุกแบบผง) เนื่องจากเวลานั้นพวกระบบทำความเย็นและการขนส่งยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ต่อมาในปี 1971 จึงมีการพัฒนาเป็นวาซาบิผงที่ทำจากฮอร์สแรดิช (รากพืชตระกูลเดียวกับวาซาบิ) ตามมาด้วยการทำวาซาบิแบบซองขนาดเล็ก และในปี 1973 จึงมีการเริ่มทำวาซาบิขูดสดจากต้นวาซาบิแท้ ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วาซาบิออกมาหลายประเภท เช่น วาซาบิบดละเอียดที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารญี่ปุ่น และอาหารฝรั่ง นอกจากนี้การวิจัยเกี่ยวกับวาซาบิยังมีขึ้นเรื่อย ๆ มีความก้าวหน้า มีการพัฒนาไปสู่การนำวาซาบิไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ในอนาคตอาจมีผลิตภัณฑ์จากวาซาบิออกมาให้ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ กันอีกเรื่อย ๆ ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ

สรุปเนื้อหาจาก kinjirushi

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...