ฟังมุมแรงงาน ขึ้นค่าจ้าง-สู้ค่าครองชีพ
ฟังมุมแรงงาน ขึ้นค่าจ้าง-สู้ค่าครองชีพ
ไข่ไก่ ขึ้นไปถึงฟองละ 4 บาท แต่ค่าแรงคนหาเช้ากินค่ำ ยังไม่ชัวร์ว่าจะอัพตาม
เป็นข่าวดีชวนลุ้น ที่ไม่ชัวร์ว่าจะเกิดจริงได้ทันปีใหม่นี้ สำหรับปมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หลังจากคณะกรรมการค่าจ้าง หรือ ไตรภาคี มีมติปรับขึ้นระดับ 2-16 บาท แต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะน้อยไป ควรจะอยู่ที่วันละ 400 บาท
ก่อนที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอถอนเรื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อขอนำกลับไปพิจารณาสูตรการคำนวณอัตราใหม่ แต่จะชัดเจนกลับเข้า ครม.ได้ทัน 25 ธันวาคม ตามที่คาดไว้หรือไม่ สุดท้ายควรเคาะที่เท่าไหร่ถึงจะแฟร์กับทุกฝ่าย
หันไปซาวด์เสียงผู้ที่เข้าใจหัวอกแรงงาน ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมให้กับคนชายขอบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (มสร.) และผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ระบุว่า ได้ร่วมกับทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และมูลนิธิที่เราเป็นสมาชิก ได้ออกแบบสำรวจค่าใช้จ่ายของแรงงานกับค่าจ้างที่เขามีอยู่ กล่าวคือค่าจ้างที่สอดคล้องกับแรงงาน จะอยู่ที่ 492 บาท/วัน จึงจะพอใช้จ่ายสำหรับคน 1 คน แต่ถ้าตามหลักอนุสัญญา ILO บอกว่าค่าจ้างที่เป็นธรรม จะต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวรวมกับตัวเองได้ถึง 3 คน เลี้ยงพ่อแม่หรือลูกได้ มันจะต้องอยู่ที่ 712 บาท/วัน ถึงจะเป็นธรรม
ทุกวันนี้เรารู้อยู่ว่าการซื้อของ จับจ่ายใช้สอยทั่วไปก็แพงขึ้น ค่าไฟ ค่าน้ำก็แพง อย่างคนงานไม่มีบ้าน ต้องเช่าบ้านอยู่ ค่าน้ำค่าไฟของเขาจะถูกบวกไม่ใช่อัตราปกติตามการประปา หรือการไฟฟ้า เพราะเจ้าของบ้านจะคิดเป็นกำไรจากผู้เช่า ดังนั้น คนงานจึงเป็นคนที่ต้องแบกภาระมากกว่าคนปกติด้วยซ้ำไปถึงทำให้ค่าจ้างไม่พอใช้จ่าย
ตัวเลขของไตรภาคี ที่ขึ้นวันละ 2-16 บาท/วันนั้น ความจริงไม่เพียงพอหรอก แล้วเอาสูตรอะไรมาคิด บางจังหวัด 2 บาท แม้กระทั่งนายกฯยังพูดเองเลย ชัดเจน นายกฯพูดถูกแล้วว่า 2 บาทนี่คิดมาได้อย่างไร คิดจากเรตอะไรซื้อไข่ได้แค่ครึ่งฟองเอง มนุษย์เราเกิดมาไม่ได้กินแต่ไข่ด้วยไง ต้องกินผักกินอะไรอย่างอื่นด้วย เราต้องซื้อข้าวสารอีก ดังนั้น มติดังกล่าวมันไม่บาลานซ์ ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงในปัจจุบันของแรงงาน
ความจริงอยากให้มีการทบทวนใหม่ อยากจะให้นายกฯไม่ต้องเปลี่ยนคำพูด ย้ำคำพูดต่อไป ไม่ใช่พอไตรภาคีมาอธิบายว่า มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ผมเห็นสมควรแล้วก็มาอีหรอบเดียวกับไตรภาคี ไม่ได้ เพราะท่านถือเป็นผู้นำของประเทศ พูดตั้งแต่ต้นแล้วต้องเดินไปข้างหน้า
ส่วนข้อกังวลของภาคอุตสาหกรรมว่า ถ้าปรับขึ้นไปถึง 400 บาท/วัน จะยิ่งกดดันให้ผู้ประกอบการอยู่ลำบาก หรืออาจจะถึงขั้นแบกต้นทุนไม่ไหว ต้องบีบคนงานออก หรือถึงขั้นปิดกิจการนั้น สุธาสินีมองว่า เป็นไปไม่ได้ในกระบวนการผลิต พูดในฐานะที่เคยเป็นคนงานในโรงงานมาก่อน เคยคำนวณอัตราให้กับคนงานที่เขาแปรรูปในโรงงานปลากระป๋อง นายจ้างจ่ายให้เขาแค่ชั่วโมงละกระป๋องเดียวเอง เขาทำงาน 8 ชั่วโมง นายจ้างขายแค่ 8 กระป๋องก็พอแล้ว ในระหว่างที่เขาผลิตเป็นตันๆ ไม่ได้นับเป็นกระป๋อง ในขณะที่รถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่งซึ่งแรงงานพูดมาตลอด 10 กว่าปีแล้วว่า ผลิต 1 คันไม่ถึง 1 นาที แล้วงานทุกอย่างมาจากออเดอร์ ไม่ได้มาจากการผลิตล่วงหน้า ไม่มีโรงงานหรือบริษัทไหนที่จะผลิตทุกอย่างล่วงหน้าโดยไม่มีออเดอร์ก่อนแน่นอน อย่างไรก็ต้องมีคนรับรองออเดอร์ในการนำสินค้าออก ถ้านายจ้างไม่ผลิตคือออเดอร์ไม่เข้ามาแล้ว ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยรองรับทุนทุกอย่างแล้ว
“รัฐบาลควรเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องการขึ้นค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล เป็นของขวัญปีใหม่ในปีใหม่ที่กำลังจะถึงไม่กี่วันมานี้ได้เลย หลังจากนั้นก็มาขึ้น 600 บาท ตามที่พรรคประกาศเป็นนโยบายไว้ และขอให้ควบคุมราคาสินค้า น้ำมัน ไฟฟ้า น้ำประปาลงให้ได้ เพราะถ้าลดสิ่งเหล่านี้ ฝั่งทุนก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย” สุธาสินีกล่าว
ในขณะที่ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการด้านแรงงาน และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ก็เห็นพ้องกับนายกฯ ว่าต้องคิดสูตรใหมขึ้นระดับ 2-16 บาทต่ำเกินไป ไม่ทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นการคิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในรอบ 5 ปีซึ่งเป็นช่วงโควิด ทั้งที่ต้องปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
คนชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ แต่ถ้าเราทำให้เขามีรายได้ที่ดีกว่า จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น เราเห็นอยู่แล้วว่าค่าครองชีพสูงขึ้นไปหมด แต่จะให้รายได้มันอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มเพียงนิดเดียว ไม่ใช่เหตุผลที่ดี ควรกำหนดเกณฑ์ให้ชัด เพราะที่ผ่านมาการพิจารณามักยึดข้ออ้างของฝ่ายนายจ้างเป็นหลัก เสียงของนายจ้างมักจะดังเสมอ ทั้งที่ตามจริง ต้องยึดความจำเป็นของคนงาน ศักดินากล่าว
ปัจจุบันค่าจ้างเราไม่เพียงพอ สำหรับค่าใช้จ่ายของคนงาน แม้กระทั่งตัวคนเดียวยังยากลำบาก จึงคิดว่าเราต้องทบทวนกันใหม่ เรื่องเกณฑ์การกำหนดค่าจ้างที่ชัดเจน และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตามหลักวิชาการ รวมถึงต้องยึดตามหลักการค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปตามจริง ซึ่งเป็นประเด็นทางสังคม ไม่ใช่เพียงเรื่องความสามารถในการจ่ายเงินของนายจ้าง เพราะถ้านายจ้างไม่สามารถจ่ายได้ ก็ไม่สมควรที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ที่ผ่านมาเราขยับค่าแรงขึ้นน้อยมาก หลังจากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาเป็น 300 บาท รัฐบาลควรจะต้องเอาตัวเลขออกมาคำนวณว่า อัตราค่าเงินเฟ้อสูงขึ้นเท่าไหร่ ค่าครองชีพสูงขึ้นเท่าไหร่ มันสมเหตุสมผลกันหรือเปล่า ควรเอาข้อมูลเหล่านี้ไปเถียงกับนายจ้าง ซึ่งต้องเถียงด้วยหลักการว่า ค่าจ้างขั้นต่ำ มันเป็นการแทรกแซงตลาด เพื่อการสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบ เพราะถ้าเราปล่อยให้นายจ้างเป็นคนกำหนด หรือปล่อยกลไกตลาดทำงานอย่างเดียว มันจะทำให้ฝ่ายทุนได้เปรียบและกดค่าแรงไปเรื่อยๆ
ดังนั้น ค่าจ้างขั้นต่ำ คือการแทรกแซงตลาด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในระบบทุนนิยม รัฐบาลต้องบอกกับนายจ้าง และทำให้สังคมเข้าใจถึงหลักการค่าจ้างขั้นต่ำ ที่มุ่งสร้างความยุติธรรมเกิดกับสังคมนิยม ท่ามกลางธรรมชาติของระบบทุนนิยมมักจะกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบแรงงาน เราถึงพบว่านายทุนบ้านเรามีแต่รวยขึ้นจนขึ้นชื่อว่า รวยกระจุก จนกระจาย
หากแก้เรื่องนี้ให้ตรงประเด็นที่สุด มันต้องแก้เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำให้ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก เราอยากให้คนมีรายได้สูงขึ้น ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ รัฐต้องทำให้เห็นว่าค่าจ้างขึ้นต่ำทำมาเพื่ออะไร มันมีความสำคัญอย่างไร เกณฑ์ควรเป็นอย่างไร แล้วทำให้นายจ้างยอมรับว่าสิ่งนี้จะทำให้ระบบทุนนิยมดำเนินไปได้ระยะยาว
“ถ้าคุณจะเอาเปรียบไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็พัง พอคนเป็นหนี้เป็นสิน เขาก็จะลุกขึ้นมาประท้วงต่อระบบ แต่การขึ้นค่าแรงจะทำให้ระบบทุนนิยม ไม่กดขี่ขูดรีดคนจนเกินไป” ศักดินาทิ้งท้าย