โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวนาผู้ยากจนซ้ำสามียังพิการ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 เม.ย. 2567 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 12.11 น. • กัญจารีย์
ว่าที่แพทย์หญิงที่ย้อนกลับไปสู่อดีตในร่างหญิงอวบอ้วนที่สามีและลูกชิงชัง และอยากให้เธอตายอยู่ทุกวัน เธอจะไม่ยอมใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอเป็นอันขาด

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายไทยโบราณนะคะ แต่ไม่ได้ย้อนยุคไปไกลมาก ชื่อเรื่องอาจจะเหมือนจีนโบราณแต่ความจริงแล้วคือไม่ใช่ค่ะ (อยากเขียนแต่ความสามารถยังไม่มากพอ)

ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวนาผู้ยากจนซ้ำสามียังพิการ เป็นเรื่องราวของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่หกที่ทะลุมิติไปอยู่ในร่างหญิงอวบอ้วนในปีพุทธศักราช 2495 เธอต้องเลี้ยงลูกสองคนและสามีพิการขาหักทั้งสองข้างอีก แถมพวกเขายังชิงชังหญิงอ้วนใจร้ายอย่างเธอด้วย ภาษาที่ใช้ในเรื่องนักเขียนจินตนาการขึ้นมาเองค่ะไม่ได้อิงประวัติศาสตร์แต่อย่างใด ส่วนประเพณีหรือวัฒนธรรมและความเป็นอยู่บางส่วนไรต์อ้างอิงมาจากเรื่องจริงแต่ส่วนใหญ่เกิดจากจินตนาการอาจมีบางตอนที่ไม่สมเหตุสมผล เนื้อหาค่อนไปทางอีสานนะคะ ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

ใครที่ชอบแนวนี้รอติดตามกันได้เลยนะคะว่าเธอจะไปใช้ชีวิตอยู่ในยุคนั้นให้รอดพ้นได้อย่างไร

ถ้าชอบถ้าใช่อย่าลืมกดหัวใจกดติดตามให้ไรต์ด้วยนะค้า

ตอนที่ 1 ทะลุมิติ

แสงตะวันของวันใหม่เพิ่งจะโผล่พ้นก้อนเมฆออกมาในตอนสายจัด หลังจากฟ้าครึ้มฝนพรำลงมาติดต่อกันจนฟ้าปิดมาหลายวันเหตุเพราะเป็นช่วงพายุฝนฤดูร้อนกำลังเข้ามาเยือน

หญิงร่างอ้วนท้วนจนเกินคำว่าสมบูรณ์ที่นอนนิ่งมานานเกือบสัปดาห์ อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเรือนย้าวหรือจะเรียกว่ากระต๊อบก็ไม่ผิด ปลายนิ้วอ้วนป้อมเริ่มขยับ เปลือกตาค่อย ๆ กะพริบถี่แล้วเปิดกว้างขึ้น ดวงตากลมกลอกมองไปรอบทิศ กลิ่นอายฝนหอมกรุ่นโชยเข้าจมูก แต่กระนั้นเธอก็ยังหายใจลำบากเพราะคนอ้วนนอนราบกับพื้น ดวงตาดำขลับเบิกกว้างมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นสภาพห้องที่ตัวเองกำลังนอนอยู่

หลังคามุงด้วยหญ้าคาที่สานเป็นตับผนังบ้านกรุด้วยใบตองพลวงสานขัดกับไม้ไผ่ ขณะที่ใจกำลังเต้นโครมครามมือก็ลูบคลำพื้นห้องที่เจ้าตัวนอนไปพลาง ๆ ใต้ร่างของเธอน่าจะเป็นเสื่อ เมื่อมือสัมผัสกับพื้นไม้ไผ่ที่ใช้เป็นพื้นบ้าน สายตาจึงหลุบมองต่ำตามมือ ตรงที่เธอนอนเป็นเสื่อที่ทอด้วยกกผืนเก่าคร่ำคร่า ห้องที่เธอนอนอยู่คงเป็นห้องที่ใช้ทำครัวด้วย มันมีเหมือนชานยื่นออกไปเล็กน้อยมีหวดที่ใช้สำหรับนึ่งข้าวกับหม้อที่ใช้ทำแกงอีกหลายใบ หม้อที่ว่าทั้งสามใบเป็นหม้อดินทั้งหมด

หัวใจเต้นแรงตุบ ๆ ทั้งตื่นเต้นระคนหวาดกลัว เมื่อเธอรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่โตที่กรุงเทพฯ หรือไม่ก็โรงพยายาลที่เธอเรียนอยู่ปีสุดท้ายที่ควรจะเป็น แล้วเธออยู่ที่ไหนเธอจำได้ว่ากำลังเดินเข้าไปดูเขาแข่งวอลเลย์บอลซึ่งเป็นกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย พอเดินเข้าไปถึงขอบสนามแล้วจู่ ๆ ลูกวอลเลย์บอลจากทีมฝั่งตรงข้ามก็ลอยลิ่วเข้ามากระแทกกับศีรษะของเธอด้วยความเร็วและแรงจนเธอสลบ

ใช่ เธอสลบไป แล้ว?…

ไม่สิ ถ้าแค่สลบเธอจะมานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บัวชมพูยกแขนทั้งสองข้างของตนขึ้นแล้วก็ต้องตะลึงกับความดำและใหญ่ของมันข้อพับตรงท้องแขนมีริ้วของขี้ไคลอยู่ด้วย ไหนจะนิ้วมืออวบอ้วนและเล็บที่ดำมีแต่ดินนั่นอีก มือสองข้างลูบคลำร่างตัวเอง แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง

โอ้ว! พุงใหญ่ที่มีเกินหน้าเกินตาแถมยังหน้าอกที่ใหญ่โตราวกับแตงโมจินตรา ต้นขาที่ใหญ่เกินแม่หมูตอนและสะโพกที่ใหญ่เกินกว่าคำว่าผาย น่าจะใช้คำว่าก้นบานมากกว่าถึงจะถูก น้ำหนักของแม่หญิงผู้นี้น่าจะไม่ต่ำกว่าเก้าสิบกิโลกรัม

ให้ตายเถอะ! แล้วจะลดอย่างไรไหว

เดี๋ยวก่อนเธอต้องตั้งสติก่อน บัวชมพูหายใจเข้าลึกกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เธอต้องการกระจก ไม่อยากเชื่อเลยจากว่าที่แพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกรูปร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้นจะกลายมาเป็นยายช้างน้ำไปได้

บัวชมพูนั่งนิ่งสักพักแววตาเหม่อลอยหวนนึกถึงความทรงจำในร่างเดิม แล้วทุกอย่างก็เด่นชัดขึ้น

อา! เธอมาอยู่ในร่างของหญิงอ้วนที่มีลูกอีกสองคนซ้ำสามีและลูก ๆ ยังรังเกียจ ร้ายกว่านั้นก่อนเธอจะหมดสติไปไม่กี่วัน สามีของเธอยังขาหักทั้งสองข้างเดินไม่ได้และเธอก็เป็นต้นเหตุให้เขาต้องขาหัก มันยิ่งตอกย้ำให้เขาเกลียดเจ้าของร่างนี้มากขึ้น

โอย! ช่างโชคร้ายอะไรขนาดนี้ ถ้าเทวดาจะเล่นตลกทำไมไม่ให้ไปอยู่ในร่างของหญิงงามบ้างหรือไม่ก็ให้ไปอยู่เมืองจีนหรือเกาหลีอะไรทำนองนั้นไม่งั้นก็ประเทศทางฝั่งตะวันตกก็ได้ทำไมต้องเป็น เอ่อ…เป็นที่ไหนล่ะ ที่นี่คือที่ไหน บัวชมพูหันมองซ้ายขวา ก้มหน้ามองตรงฝาผนังที่เปิดรับลมทำให้เธอมองเห็นทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยหญ้าและต้นไม้น้อยใหญ่ มันเหมือนจะเป็นเขตนอกเมืองเอามาก ๆ บัวชมพูได้แต่ตัดพ้อในใจ ไม่นานก็นึกขึ้นได้

มันคือหมู่บ้านโนนหนองจานในปีพุทธศักราช 2495

เธอกำลังจะหยัดกายใหญ่ของตัวเองลุกขึ้นก็รู้สึกปวดไปทั่วร่างและลามไปยังศีรษะ ความจำเดิมบอกว่าเธอลื่นเปลือกกล้วยล้มหัวกระแทกพื้นเพราะลูกทั้งสองแอบกินกล้วยสุกที่มีอยู่เพียงสามลูกจนหมดเกลี้ยง เจ้าของร่างเดิมวิ่งเอาแส้ไล่ตีจนเจ้าตัวล้มหัวแตกสลบไปแล้วบัวชมพูก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน

“โอ้ย ปวดหัว” หญิงอ้วนเอ่ยขึ้นเสียงแหบแห้งรู้สึกลำคอแห้งผาก แต่ก็ทำให้ลูกอีกสองคนและสามีของนางที่อยู่เรือนทางฝั่งตะวันออกได้ยิน

“ท่านพ่อเสียงเหมือนยายอ้วนฟื้นขึ้นมาแล้วขอครับ” ลูกชายคนโตที่อยู่ในวัยเก้าขวบพูดขึ้นและทำหน้าตาตื่น เขยิบกายอันสั่นเทาเข้ามานั่งใกล้พ่อ น้องสาววัยเจ็ดขวบก็ทำเช่นกัน

“ฟื้นได้อย่างไรกัน” ผู้เป็นพ่อที่นั่งเอนกายเหยียดขาทั้งสองข้างที่เข้าเฝือกด้วยไม้ไผ่พิงอยู่กับเสาเรือนพูดขึ้นด้วยแววตาฉงน นางสลบไปเป็นอาทิตย์อยู่ดี ๆ จะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร เขาเตรียมจะให้ลูก ๆ ไปบอกญาติพี่น้องเพื่อเตรียมนำศพนางไปฝังแล้วเอาดินกลบหน้าเสียแล้ว

ตอนที่ 2 ยายอ้วนฟื้นแล้ว

“พวกเจ้าไปดูให้พ่อที” สมิงบอกลูกเมื่อเห็นทั้งสองยังนั่งเกี่ยงกันอิดออด

“พี่เมฆไปดูคนเดียวได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ากลัวยายอ้วนนั่น” น้องสาวบอกพี่ชายแล้วทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้ เมื่อนึกถึงแม่ใจมารที่ถือไม้วิ่งไล่ตีลูก

“ข้าก็กลัวเช่นกัน เจ้าไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยเถอะ” เมฆส่งสายตาอ้อนวอนให้น้องสาว

“เอาล่ะ ๆ เจ้าสองคนไปดูพร้อมกันจะได้รู้ว่านางฟื้นจริงหรือไม่ หากนางฟื้นขึ้นมาจริงก็คงยังไม่มีเรี่ยวแรงตีพวกเจ้าดอก” สมิงบอกลูกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางลื่นล้มเพราะวิ่งไล่ตีลูกเจ็บขนาดนี้คงยังไม่มีแรงลุกขึ้นมาตีพวกเขาได้

ทั้งสองยังทำท่าทางหวาดหวั่น กำลังจะยันกายลุกขึ้น หญิงตัวอ้วนก็โผล่เข้ามาพอดี ภายในห้องนี้พื้นดีกว่าฝั่งห้องครัวเพราะยังปูด้วยแผ่นไม้ ถึงจะไม่เรียบมากแต่ก็แข็งแรงกว่า

สายตาเธอไล่มองใบหน้าของบุคคลทั้งสามตรงหน้า ดวงตาทุกคู่มองมาที่เธอทั้งหมด

“ยายอ้วน!” ลูกทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจแล้วไถลตัวเข้าไปนั่งเกาะแขนพ่อคนละข้างไว้ดังเดิม

บัวชมพูไม่ได้สนใจสรรพนามที่เด็กทั้งสองเรียกและนัยน์ตาเบิกโพลงมากกว่าปกติของคนที่เป็นสามี หลังจากที่ความทรงจำเก่าของร่างเดิมกลับคืนมา แววตาเขาดูไม่เป็นมิตรนัก เธอแค่อยากได้กระจกเพื่อยืนยันว่าเธอย้อนมาในอดีตเหมือนนิยายจีนโบราณที่เคยอ่านมาจริง ๆ แค่นั้น เธอจะได้ทำใจและหาวิธีรับมือกับสถานณ์นี้ต่อไป

“ฉันอยากได้กระจก” บัวชมพูเปล่งเสียงนุ่มนวลออกมาอย่างลืมตัว

พ่อลูกทั้งสามยังมองเธอนิ่งเหมือนชั่งใจ ไม่อยากจะเชื่อหญิงผู้นี้ไม่โวยวายแถมยังดูสงบลงกว่าเดิมหลายเท่า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินสิ่งที่ภรรยาต้องการแถมน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปนั่นอีก

“ฉัน?…กระจก?” สมิงเอียงคอถามภรรยาอีกครั้งแววตาดูหงุดหงิดเมื่อเห็นภรรยาที่เขาเกลียดชังฟื้นขึ้นมา นางพูดภาษาอะไรของนาง สิ้นสติไปแค่ไม่กี่วันทำเป็นลืมภาษาเดิมไปได้

บัวชมพูนิ่งไปสักพักก่อนจะนึกขึ้นได้

“อ้อ ข้าหมายถึง…แว่น ข้าอยากส่องแว่นว่าหน้าของข้ามันเสียโฉมตรงไหนบ้างหรือเปล่า” เกือบไปแล้วที่นี่เขาไม่ได้แทนตัวเองว่าฉันสักหน่อยอีกอย่างกระจกเขาก็ไม่เรียกกัน

ลูกสองคนหันมองหน้าพ่อเหมือนกำลังจะบอกว่าเขาคือบัวคนเดิมนั่นแหละถ้าพูดยอตัวเองแบบนี้ไม่มีผิดตัวผิดฝาแน่

“วางอยู่บนหีบนั่นไง เก็บเองแท้ ๆ ยังจะมาถามผู้อื่น” ว่าพลางดึงสายตาไปที่หีบใบเก่าที่วางอยู่ข้างผนังใกล้กลับห้องพระ บัวชมพูจึงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันออกมา สามพ่อลูกที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ตกใจกันไปใหญ่ที่เห็นเธอยิ้มสวยเป็นครั้งแรก

บัวชมพูเดินไปที่หีบแล้วหยิบกระจกบานเล็กลายโบราณขึ้นมาส่องถึงจะเห็นเพียงแค่ใบหน้าแต่เธอก็จับกระจกหมุนไปจนรอบกาย จึงรู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ ยิงฟันใส่กระจกทั้งดำทั้งแดงจากการกินหมากแล้วก็ต้องหุบยิ้มทันที ยิ่งเห็นอาภรณ์ที่สวมใส่ก็ถึงกับเข่าอ่อน เสื้อคอกระเช้าสมัยคุณทวดกับผ้าซิ่นทอมือผืนเก่าที่ส่งกลิ่นอับขึ้นมาโชยเข้าจมูก ไหนจะผมที่กระเซอะกระเซิงที่มองดูลูกตายังเหนียว นี่หรือคือการดูแลตนของผู้หญิงวัยยี่สิบเจ็ดปี เจ้าของร่างเดิมแก่กว่าเธอเพียงแค่สามปี แต่ตอนนี้เหมือนเธอจะเห็นผู้หญิงอายุสามสิบปลายก็ไม่ปาน แม้สามีอายุสามสิบแล้วยังดูดีกว่าร่างนี้หลายเท่า

“เฮ้อ!” ร่างอวบใหญ่ทรุดกายนั่งลงข้าง ๆ หีบเก่าหันหน้าเข้าข้างฝาผนังบ้าน

ไม่ได้ เธอจะร้องไห้ไม่ได้ ผู้ชายคนนี้และลูก ๆ ทั้งสองในความทรงจำพวกเขาเกลียดเธอ เธอจะอ่อนแอให้เขาเห็นไม่ได้

ทันใดนั้นเสียงเล็กแหลมก็แผดเสียงตะโกนมาจากหน้าบ้าน

“พี่หมิง!” เขาละสายตาจากภรรยาที่นั่งนิ่งอยู่ข้างหีบเสื้อผ้าและหันไปมองทางประตูห้อง เขารู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใครและสมิงก็ไม่ใคร่อยากจะได้ยินมันนัก เสียงน้องสาวคนเล็กซึ่งเป็นลูกคนที่สี่ ไม่สิความจริงหล่อนต้องเป็นคนที่เก้า เพียงแต่ลูกหลายคนของแม่ตายไปตั้งแต่ยังเด็กจนเหลือเพียงแค่สี่คนเท่านั้น

บัวชมพูที่ได้ยินเสียงก็หลับตาขับไล่หยดน้ำตาที่กำลังจะไหลรินกลับคืนไปแล้วหันหน้ามายังประตูเตรียมรับแขกที่กำลังจะมาเยือน

ตอนที่ 3 แม่ย่าผู้น่าชิงชัง

“พี่หมิงดีขึ้นแล้วหรือเจ้าคะ” สายหยุดถามไปอย่างนั้นแต่ไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงพี่ชายเลยสักนิด เธอเดินเข้ามาก่อนตามด้วยคำก้อนผู้เป็นแม่ สายตาของแม่สามีจับจ้องไปที่ร่างอ้วนของลูกสะใภ้ด้วยความรังเกียจ และแปลกใจอยู่ในที ที่มาวันนี้ก็เผื่อจะได้ยินข่าวดีที่บอกว่านางสิ้นใจแล้วแต่ความจริงหาเป็นอย่างนั้นไม่

“แม่บัวฟื้นแล้วรึ” แม่สามีถามขึ้นน้ำเสียงไม่ใคร่ยินดีนัก

“เจ้าค่ะ” เธอยังคงนั่งนิ่งและจ้องตากลับอย่างไม่เกรงกลัวซ้ำหน้าตานางยังดูไม่อิดโรยด้วยซ้ำ

“ไม่รู้จะฟื้นขึ้นมาทำไม ทำไมไม่ตาย ๆ ไปให้รู้แล้วรู้รอด” น้ำเสียงกระแนะกระแหนของแม่สามีพูดขึ้นอย่างไม่รักษาน้ำใจ แต่บัวชมพูก็ยังนิ่งไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด เธอรู้ดีว่าแม่บัวคนก่อนทำให้ผู้คนรังเกียจไว้มากชื่อเสียงหล่อนที่ทำไว้มีแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น

ร่างนี้ชื่อเดียวกับเธอเด๊ะเลย ดี จะได้ไม่สับสน นี่สินะแม่สามีและน้องสามีที่ไม่ค่อยชอบหน้าเธอนัก และแม่สามีตัวดียังเทียวหาเมียคนใหม่มาให้ลูกชายของตนอยู่เรื่อย ๆ ที่ขับไล่ไสส่งครอบครัวลูกชายคนโตออกมาอยู่ปลายนาเช่นนี้ก็เพราะรังเกียจลูกสะใภ้อย่างเธอ

โครก คราก เสียงท้องของบัวร้องประท้วงอย่างห้ามไม่ได้ มือลูบคลำท้องตัวเองเบา ๆ

“ข้าขอไปทำอาหารก่อนนะเจ้าคะ” บัวถือโอกาสปลีกตัวจากคนพวกนี้ พูดแล้วก็เดินออกไปยังห้องฝั่งตะวันตกทันที ไม่ทันเห็นสีหน้าของสามีและลูกที่ดูเปลี่ยนไป

“หึ นี่เมียเจ้ารู้จักทำกับข้าวกับปลาตั้งแต่เมื่อไรกัน” คำก้อนถามลูกชายแปลกใจที่ลูกสะใภ้รู้จักทำอาหาร ก่อนหน้ามีแต่สามีเท่านั้นที่เป็นคนทำ ไม่เว้นแม้แต่การเลี้ยงลูกทั้งสองของเขาด้วย

“ก็คงตั้งแต่ผัวพิการกระมัง” สายหยุดพูดแล้วสบตาพี่ชายเพียงเสียววินาทีก็ต้องหลบโดยเร็วเพราะพี่ชายกำลังมองกลับตาเขียว ก่อนหน้าสายหยุดถือเป็น้องรักของสมิง แต่หลังจากที่เขาอยู่กินกับบัวสายหยุดก็เป็นฝ่ายยุให้พ่อกับแม่รังเกียจเขากับภรรยาจนเขาต้องระเห็ดออกมาจากบ้านหลังเดิมตั้งแต่ลูกคนแรกยังแบเบาะแล้วมาสร้างกระท่อมหลังเล็ก ๆ อยู่ทุ่งนาแห่งนี้ ก่อนจะต่อเติมให้เรือนหลังใหญ่ขึ้นมาอีกนิดเพื่อให้ลูกทั้งสองคนอยู่สบายขึ้น

“ท่านแม่มีอะไรหรือขอรับ ถึงได้มาหาข้าถึงเรือน” สมิงไม่ได้ตอบแม่เพราะเขาก็เพิ่งเห็นนางขอไปทำอาหารเองก็วันนี้ ทุกครั้งที่แม่กับน้องสาวมาหาคือมาขอแบ่งข้าวปลาอาหาร แต่ครั้งนี้เขาคงไม่มีให้

“แม่แค่มาดูเจ้าเฉย ๆ” ความจริงนางมาดูว่าเมียของลูกชายสิ้นใจหรือยัง นางจะได้เตรียมลูกสะใภ้คนใหม่ไว้รอท่า ก่อนหน้าคำก้อนและสายหยุดก็เป็นคนพูดยุแยงตะแคงรั่วทองมีผู้เป็นสามีให้ไล่ลูกชายและลูกสะใภ้ออกมาอยู่กระท่อมแห่งนี้ และยังคอยตามมารังควานไม่หยุด

“ท่านแม่กลับไปเถอะ นางยังไม่ตาย” สมิงพูดดักทางผู้เป็นแม่เหมือนอ่านความคิดนางออก ถึงเขาจะไม่ได้รักเมียคนนี้แต่เขาก็ไม่อยากให้แม่หาใครมาให้ทั้งที่ยังไม่ได้เลิกกับนาง

“ท่านพี่ไม่คิดจะหาเมียใหม่หรือเจ้าคะ ถ้าท่านพี่ยังขืนอยู่กับยายอ้วนนี่มีหวังลูกสองคนต้องอดตายแน่” สายหยุดแนะพี่ชาย เธอไม่ได้หวังดีแต่ไม่อยากเห็นพี่สะใภ้ที่เธอไม่ชอบหน้าได้ดีกว่าเธอแค่นั้น เพราะแต่ก่อนพี่ชายของเธอเป็นฝ่ายทำมาหากินเพียงลำพัง เข้าป่าล่าสัตว์หรือแม้แต่ทำนาเขาก็ทำเองทั้งหมด ส่วนภรรยาแค่ขยับกายก็ยังขี้เกียจ แต่หลังจากที่เขาขาหักภาระทุกอย่างจึงตกเป็นของเมฆลูกชายคนโตที่ต้องหุงหาอาหารแทน ส่วนเมียนั้นก็นั่งชี้ไม้ชี้มือใช้อย่างเดียว

“ตอนนี้ใครจะเอาข้าล่ะ เจ้าก็พูดแปลก” สมิงพูดกับน้องน้ำเสียงขุ่นเคืองแล้วหันไปพูดกับแม่ต่อ “ท่านแม่กลับไปก่อนเถอะ ข้าอยากพักผ่อน” เขาไล่แม่กับน้องสาวเป็นครั้งที่สอง ขาหักเดินไม่ได้เช่นนี้ใครเขาจะเอาไปเป็นผัว ใครจะอยากมีภาระ กินข้าวเองยังจะไม่ไหว

“อือ งั้นแม่กลับก่อนนะ ไว้แม่จะมาใหม่” คำก้อนและลูกสาวมีสีหน้าที่ไม่เต็มใจกลับนักเพราะวันนี้ดูท่าเขาสองคนจะไม่ได้ของกินติดไม้ติดมือติดกลับไปด้วย เพราะสมิงเดินไม่ได้เช่นนี้ย่อมไม่มีใครตำข้าวไว้ให้พวกหล่อน อีกทั้งหมูป่าและเนื้อเก้งที่พวกนางอยากกินก็จะไม่ได้กินอีกนานโข

ว่าแล้วสมิงก็เลื่อนกายลงนอนกับเสื่อที่ทำจากนุ่นโดยไม่มองหน้าแม่กับน้องสาวอีก รู้สึกอดสูในโชคชะตาตัวเองที่ต้องมานอนพิการอยู่แบบนี้

ลับร่างของย่ากับอาสาวเมฆจึงพูดขึ้นหลังจากนั่งนิ่งฟังผู้ใหญ่คุยกันมานาน

“ท่านพ่อ ยายอ้วนจะทำอะไรให้เรากินหรือขอรับ” เมื่อเช้าเมฆเพิ่งทำข้าวต้มเปล่า ๆ ใส่เกลือให้น้องสาวกับพ่อกิน ข้าวซ้อมมือที่พ่อตำไว้ก็เกือบหมด เกือบสัปดาห์แล้วที่พ่อของเขาทำอาหารอะไรไม่ได้ทุกคนจึงต้องทนกินกับข้าวที่เด็กวัยเก้าขวบทำให้กินก่อน และเมฆก็ทำได้แค่ข้าวต้มกับมันต้มแค่นั้น

เช้าวันนั้นก่อนเกิดเรื่องสมิงเข้าป่าไปล่าสัตว์และหาของป่า มีชาวบ้านวิ่งไปบอกเขาว่าภรรยาไล่ตีลูกทั้งสองอย่างเอาเป็นเอาตายเขาตกใจจึงรีบวิ่งลงมาจากภูเขา แต่เขากลับพลัดตกเขากลิ้งลงมากระแทกกับต้นไม้จนสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองขาหักทั้งสองข้างและแขนข้างขวาก็อ่อนแรง

“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน เจ้าอยากรู้ก็ลองเดินไปดูสิ” ผู้เป็นพ่อบอกลูกชาย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะทำอะไรได้ เพราะข้าวสารที่มีอยู่ก็มีเพียงนิดเดียว อีกอย่างนางไม่เคยทำอาหาร ทำมาจะกินได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“ไม่เอา ข้ากลัวยายอ้วนตี” ว่าจบก็นอนลงข้างพ่อไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปทางครัวแม้แต่ก้าวเดียว เด็กทั้งสองขยาดกับแม่คนนี้นัก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...