โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฟางเหม่ยหลิง เจ้าหัวใจจอมบัลลังก์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 ธ.ค. 2566 เวลา 06.14 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2566 เวลา 06.14 น. • เหม่ยฟาง
เธอลูกสาวเจ้าพ่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ควบตำแหน่งดาราสาวสุดฮอตอันดับ 1 ของวงการบันเทิง ทั้ง สวย รวย เก่ง จนคนอิจฉา ต้องมาจบชีวิตลง เพราะ ความเพอเฟ็คของตัวเอง

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านคะ เพิ่งแต่งเป็นเรื่องแรก ติ ชม ได้ เรื่องนี้จินตนาการ มโนเองล้วนๆ ไม่มีความจริงเลย ชื่อ สถานที่ พลังเวทย์ และอื่นๆที่ผสมๆกัน ล้วนมาจากจินตนาการเองทั้งหมด ขอแต่งแนวแบบว่าหลุดโลก ล้ำจินตนาการไปไกลๆ เลย เน้นความเว่อวัง สนุกสนาน ไม่ซีเรียส และที่สำคัญคือแต่งตามอารมณ์ค่ะ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะว่ามันคือนิยาย เป็นนิยายที่ไม่เมคเซ้นก็ช่างไม่เข้าพวก ไม่สอดคล้อง ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันคือจินตนาการ แบบไม่ใช่เรื่องจริง ยังไงก็ช่วยเป็น กำลังใจให้ด้วย อ่านให้สนุกก อย่าซีเรียสกันนะ
อิมเมจ ตัวละคร

- มิลลี่/ฟางเหม่ยหลิงเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน ควบตำแหน่งดาราสาวสุดฮอต อันดับ 1 ต้องมาอยู่ในร่างคุณหนู ผู้อ่อนแอ และขี้โรค อ้วนฉุ เหมือนหมูอีกต่างหาก แล้วแถมยังไร้ซึ่งวรยุทธิ์ ไม่มีพลังเวทย์ ไม่มีความรู้ใดๆเลย เป็นแค่คนขี้โรคเท่านั้น

-หลงเจี่ยนหยาง/ องค์ชาย 8 ผู้ซึ่งเย็นชา มีสีหน้าที่ไร้อารมย์ ตลอดเวลา เป็นนักรบที่ได้ขึ้นชื่อ ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม ไร้ความปราณีต่อศรัตตรู ไม่เคยมีหญิงใดทำให้จิตใจที่แข็ง เหมือนน้ำแข็ง ละลายลงได้

-องค์รัชทายาท แค้วนซ่ง หย่งฉีผู้มีความซื่อตรง มีความยุติธรรม และมีจิตใจที่อ่อนโยน หน้าต่อหล่อเหลา เป็นที่หมายปองของสาวๆทั่วทั้งแคว้น

-จอมมาร ทั่วป่าฮั่นจอมมารที่น่ากลัวที่สุดในยุคนั้น หน้าตาดุดัน แต่ก็หล่อเหลา ฆ่าคนได้ง่ายดาย เพียงแค่สบตา ไม่มีใครกล้า เอ่ยชื่อของเขาตรงๆ ทุกคนต่างพากันเรียกเขา ว่าท่านจอมมาร

- เลียงลี่ แฝดคนพี่เด็กสาวที่เติบโตมาพร้อมกันกับฟางเหม่ยหลิง รักและเทิดทูนฟางเหม่ยหลิงมาก เพราะฟางเหม่ยหลิงได้เคยช่วยเธอและน้องสาวไว้เมื่อตอนเด็กไม่ให้ถูกจับไปขาย ที่หอนางโลม

-เหมียนมี่ แฝดคนน้องเด็กสาวที่เติบโตมาพร้อมกันกับฟางเหม่ยหลิงเช่นกันกับพี่สาว นิสัยอ่อนโยนและใจดี

-จื่อฟง/พี่ชายของจื่อหวินองค์รักคนสนิทของหลงเจี่ยนหยาง ติดตามข้างกายไปทุกที่ เป็นคนเก่งคนหนึ่ง และยังเป็นหัวหน้าองครักษ์ไร้เงา

-จื่อหวิน/น้องชายจื่อฟงเป็นองค์รักคนสนิทอีกคนของหลงเจี่ยนหยาง

ดาราสาวสุดฮอต

ณ คฤหาสน์สุดหรูใจกลางกรุง ภายในคฤหาสน์ที่โต๊ะอาหาร กำลังมีบุรุษวัยกลางคนดูน่าเกรงขาม มีแววเป็นผู้นำสูง กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อย่างสบายอารมณ์ ป้าแจ่มซึ่งเป็นหัวหน้าแม่บ้าน เดินถืออาหารเช้า เข้ามาวางลงที่โต๊ะอาหาร พร้อมรินกาแฟให้ผู้เป็นนายอย่างระมัดระวัง ผู้เป็นนายและเป็นเจ้าของคฤหาสน์ วางหนังสือพิมพ์ลงช้าๆ ก่อนจะหันไปดูที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แต่ยังไม่เห็นลูกสาวคนสวยที่ปกติจะนั่งตรงนั้นที่ประจำของเธอ เหมือนเช่นเคย

" ป้าแจ่ม ยัยหนูละ''

เขาหันไปถามแม่บ้านประจำคฤหาสน์ที่กำลังวุ่นกับการจัดวางอาหารบนโต๊ะ

"คุณหนู ยังไม่ตื่นเลยคะท่าน ให้ดิฉันไปปลุกไหมคะ "

แม่บ้านประจำคฤหาสน์ เตรียมเดินไปตามคุณหนู ที่อยู่ห้องด้านบน

"ไม่ต้อง เดี่ยวฉันไปปลุกเอง"

เขาวางหนังสือพิมพ์ลง ก่อนจะเดินขึ้นไปห้องของลูกสาว ที่อยู่ริมทางซ้ายสุดของคฤหาสน์ ยืนเคาะประตูอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาเลยหมุนลูกบิดประตูเข้าไปในห้องนอน ซึ่งปกติลูกสาวของเขาจะไม่ล็อคประตูอยู่แล้ว เมื่อเดินไปในห้องที่ถูกตกแต่งอย่างน่ารักมีตุ๊กตาวางบนหัวเตียงเต็มไปหมด จึงเดินไปเขย่าคนที่นอนซุกตัวในผ้าห่ม ที่กำลังยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว คล้ายกำลังฝันดี

"มิลลี่ มิลลี่ ตื่นได้แล้วลูก"

'โอ้ยกำลังฝันหวานอยู่เลย ใครกัน กล้าปลุกเธอเนี่ย '

เธอพยายามลืมตาอย่างงัวเงียเจือด้วยอารมณ์โมโห จะลุกขึ้นมาด่า คนที่มันกล้ามาปลุกให้ตื่นจากฝันหวาน แต่ก็ต้องหยุดชะงักคำด่าไปทันที เมื่อเพ่งมองชัดๆ ขยี้ตาสองสามที คนที่ปลุกเธอ คือ คุณพ่อของเธอเอง ส่วนเธอก็คือ มิลลี่ เมลานี เศวสกุล ดาราสาวแสนสวยสุดฮอต นางเอกเบอร์หนึ่งของวงการบันเทิง ลูกสาวคนเดียวของเจ้าพ่อ แก็งมังกรหยก ผู้ซึ่งมีธุรกิจมากมายหลายอย่าง ทั้งขาวและเทา และมีอิทธิพลอยู่ในขณะนี้ ใครๆ ก็ต่างให้ความเคารพ ยำเกรง ในอิทธิพลของพ่อเธอกันทั้งนั้น เธอเองที่เป็นลูกสาวนั้นก็รักและให้ความเคารพพ่อของเธอเองเช่นกัน

"ป๊ะป๋าค่ะ ปลุกหนูทำไมแต่เช้าค่ะเนี่ย กำลังฝันหวานอยู่เลย"

"เช้าอะไร นี่มันสายมากแล้วนะ ไหนลูกบอกว่าวันนี้มีงาน

ดาราฮอตฮิตอวอร์ดล์ ที่ลูกต้องไปร่วมงานไง แล้วนี่ จะไม่ไปแล้วหรอ"

''กรี๊ดดดดดดดด ''

'ตายแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ นี่เธอลืมไปได้ไงเนี่ย ต้องมาอาบน้ำแร่แช่น้ำนม ต้องแต่งหน้าทำผมอีก ตายๆ จะสวยน้อยกว่า ยัยเชอรี่ไม่ได้ละ ปานนี้ยัยเชอรี่คงจัดหนักจัดเต็มประโคมสวยมาเต็มที่ละมั้ง '

พอเธอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีงานสำคัญก็กระโดดลุกจากที่นอนอย่างไว ทำเอาคนเป็นพ่อตกใจไปด้วย

"ไปสิคะ หนูลืมไปเลย หนูขอไปเตรียมตัวก่อนนะคะ ป๊ะป๋า ต้องรีบแล้วว"

'' เอาๆ ดูยัยลูกคนนี้ ขี้หลง ขี้ลืมจริงๆ ''

ผู้เป็นพ่อได้แต่ส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง ปล่อยให้ลูกสาวจอมขี้ลืม วิ่งวุ่นโทรตามคนนั้นคนนี้ให้มาหาเธอที่บ้านโดยด่วน

เธอลงไปแช่ทั้งน้ำแร่และน้ำนม และให้สาวใช้ช่วยกันขัดๆถูๆผิวของเธอให้สะอาด เพื่อให้ผิวนั้นผุดผ่องเป็นหยองใยท้าแสงจากแฟลชกล้องคืนนี้ และเธอก็โทรเรียกช่างแต่งหน้าทำผมส่วนตัวมาที่บ้าน ช่างแต่งหน้าทำผมที่เธอจ้างมา ล้วนเป็นมืออาชีพชั้นแนวหน้าของวงการ ถ้าเงินไม่หนาพอไม่สามารถจ้างพวกเขามาเป็นช่างส่วนตัวได้ และถ้าไม่ใช่ลูกสาวเจ้าพ่ออย่างเธอที่ทั้งสวยและรวยมากแล้วละก็อาจจะไม่มีปัญญาจ้าง เพราะช่างพวกนี้ล้วนแต่รับงานโดยดูจากระดับของลูกค้าเท่านั้น

'' เจ๊ดาด้า พี่ชิพฟี่ ค่ะ วันนี้ช่วยจัดแบบว่า ให้สวยที่สุดเลยนะ เอาแบบว่า ยัยเชอรี่เนี่ย ดูซอพ ดูบ้านๆไปเลยอะคะ ''

เธอบอกความประสงค์ แก่เจ๊ดาด้าช่างแต่งหน้า และพี่ชิพฟี่ช่างทำผมประจำตัว

'' รับทราบค่ะ คุณน้อง เดี่ยวเจ๊กับนางชิพฟี่จะจัดแบบ ชุดใหญ่ไฟกระพริบให้เลยนะคะ รับรองคะว่าเจิดที่สุด''

หลังจากที่ใช้เวลานานมากในการอาบน้ำแร่แช่น้ำนมแล้ว เธอก็ยังใช้เวลานานมากในการแต่งหน้า ทำผม อย่างปราณีตที่สุด ด้วยฝีมือการบรรจงแต่งแต้ม ของมืออาชีพ ทำให้ตอนนี้เธอดูงดงาม ราวกับภาพวาดที่มีชีวิต มิลลี่มองดูตัวเองผ่านกระจกอย่างพึงพอใจ ก่อนจะส่งยิ้มให้กับ เจ๊ดาด๊า และพี่ทิพฟี่ ด้วยความขอบคุณ

ก่อนที่เธอจะบรรจงสวมใส่ชุดราตรียาวเกาะอกที่สั่งตัดเป็นพิเศษ สีเงินแวววาว พร้อมด้วยชุดเครื่องประดับที่ทำจากเพชรเข้าชุด ขนาดกระทัดรัดเหมาะกับตัว เสริมให้เธอดูงดงามราวกับนางหงษ์ เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จก็ออกจากห้อง ค่อยๆเดินนวยนาดลงจากบันไดทีละขั้น อย่างสง่างาม บรรดาสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดคฤหาสน์ ต่างหันไปมองเธอเป็นตาเดียว เธอส่งยิ้มให้กับทุกคนราวกับนางงาม ผู้รักเด็กก็ไม่ปาน ก่อนจะเดินมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย

''กรี๊ดดดดดด แอ็กก โอ้ยยยย''

เธอลื่นล้ม ก้นกระแทกพื้น นอนแอ้งแม้ง หมดสภาพนางงาม ผู้รักเด็กเมื่อสักครู่ไปจนหมดสิ้น

'' อ้าย ตายแล้วคุณหนู ''

'' คุณหนูคะ ''

สาวใช้ต่างพากันตกใจวิ่งเข้ามาช่วยกันประคองคุณหนูของตน

''โอ้ยยย ''

''ไหวไหมคะคุณหนู ''

'' ไม่เป็นไรคะ ป้าแจ่ม คนสวยมักซุ่มซ่ามคะ แฮะๆ ''

มิลลี่ยิ้มกลบเกลื่อนด้วยความเขินที่เธอนั้นซุ่มซ่ามเป็นประจำ

'' แน่ใจนะคะ ไปหาหมอดีกว่าไหมคะ ''

ป้าแจ่มนั้นก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีจึงได้จับเธอหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อตรวจดูว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่

'' ไม่เป็นไรจริงๆคะ แล้วคุณพ่อไปทำงานแล้วหรอคะ ''

'' ท่านออกไปได้สักพักแล้วค่ะ ''

"งั้นหนูไปก่อนนะคะ เดี่ยวเข้างานสายคะ ''

'' เดินทางดีๆนะคะ คุณหนู''

หัวหน้าแม่บ้านส่งยิ้มให้คุณหนูที่ตนรักเหมือนลูก เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็กนางจึงมีความผูกพันมาก

'' คะ ป้าแจ่ม ''

อาหมง คนขับรถประจำตัว เดินมาเปิดประตูให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะรีบไปประจำคนขับ เพื่อทำหน้าที่ของตน

กว่าจะเดินทางมาถึงที่จัดงาน ก็เป็นเวลาตะวันตกดิน สถานที่จัดงานในปีนี้ จัดขึ้นบนเรือสำราญสุดหรูลำใหญ่ ดารา นักแสดง คนบันเทิงและกองทัพนักข่าว ต่างมากันอย่างคับคั่ง ทุกคนกำลังเริ่มทยอยมากันเรื่อยๆ และยืนให้สัมภาษณ์และถ่ายรูปกันบริเวณพื้นที่ด้านข้าง ที่จัดไว้ให้ ก่อนขึ้นไปบนลำเรือ

ตอนนี้นักข่าวต่างกำลังสนใจและถ่ายรูปเชอรี่นางเอกที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์สอง ของวงการบันเทิง วันนี้เชอรี่ได้ใส่ชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเพื่อขับผิวขาวอมชมพูของเธอให้โดดเด่น เธอกำลังยิ้มให้กล้องอย่างน่ารักที่สุด เพื่อให้ทุกคนถ่ายรูป แต่แล้วก็เหมือนดั่งความสุขของเธอจะจบลง เมื่อหันไปมองเห็นใครบางคนที่เธอแสนจะเกลียดกำลังจะมาแย่งซีนของเธอเข้าแล้ว

มิลลี่ค่อยๆบรรจงเก้าเท้าลงมาจากรถคันหรู และค่อยๆเดินนวยนาดมาตรงจุดที่ทุกคนเตรียมพร้อมจะขึ้นเรือ นักข่าวทุกสำนัก ต่างกรูกันเข้ามาขอถ่ายภาพ และแย่งกันสัมภาษณ์ นางเอกเบอร์หนึ่งของวงการบันเทิงทิ้งให้เชอรี่ยืนกำมือแน่นจนเห็นเส้นเลือด อยู่ตรงนั้นด้วยความคับแค้นใจ เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากอดกลั้น

"ฮึ นางมิลลี่ วันนี้ฉันจะให้แกได้เฉิดฉาย เป็นครั้งสุดท้าย"

เชอรี่ยิ้มอย่างมาดร้าย ก่อนขึ้นไปบนเรือสำราญสุดหรู

ดารานักแสดงทุกคน เริ่มทยอยขึ้นไปบนเรือสำราญ นักข่าวก็ต่างพากันทยอยขึ้นเรือที่จอดเทียบท่ารออยู่ เมื่อทุกคนขึ้นมากันจนหมดแล้ว เรือก็ได้แล่นออกจากท่า ล่องไปตามแม่น้ำยามค่ำคืน ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย สายลมพัดโชยมา ปะทะเข้ากับร่างกายทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มิลลี่เลือกยืนอยู่หน้าสุดเพราะรู้ว่าอย่างไรเธอก็จะต้องได้ขึ้นรับรางวัลอยู่แล้ว เพราะละครที่เธอเล่นเรื่อง นางฟ้าจำแลง แปลงเป็นแม่มด นั้นได้รับเรตติ้งดีมากเป็นอันดับหนึ่งของช่องเลยก็ว่าได้

งานได้เริ่มดำเนินไปเรื่อยๆ การประกาศรางวัลต่างๆก็ได้ลุล่วงลง จนได้มาถึงจุดสำคัญของงานคือ รางวัล ดารานำชายยอดเยี่ยม และ ดารานำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี ทุกคนต่างตั้งตารอคอยมานาน

“เอาละครับมาถึงรางวัลสำคัญในค่ำคืนนี้ ซึ่งจัดกันเป็นประจำทุกปี ปีนี้พิเศษสุดๆ เราได้จัดกันที่เรือสำราญสุดหรู แห่งนี้ วันนี้ใครจะได้รับรางวัล มาลุ้นกันนะครับ”

พิธีกรกล่าวเปิดงาน

''เรามาเริ่มกันที่รางวัลดารานำชายยอดนิยมแห่งปี กันเลยครับ ดารานำชายยอดนิยมปีนี้ ได้แก่ ''

แต้น แต่ แด แด้น แต่นๆ แต้น แต่น แต้น ทุกคนต่างลุ้นว่าเป็นใคร ต่างเงียบฟังพิธิกรกล่าว อย่างใจจด ใจจ่อ

''ได้แก่ คุณมาร์ค อดิสร วรเวศครับ ''

เสียงปรบมือดังกึกก้อง มาร์คเดินขึ้นมาด้านหน้าเวทีก่อนจะรับรางวัลที่วางไว้ นักข่าวต่างถ่ายภาพ ดาราชายยอดนิยม ที่เดินเข้ามารับรางวัล

พอได้ยินชื่อว่าใครได้รับรางวัล เธอไม่แปลกใจเลย มาร์ค ลูกชายคนเดียว ของตระกูลที่ร่ำรวย พ่อเค้าเป็นหุ้นส่วนใหญ่กับ บริษัทผลิตละคร แถมมีดีกรี ที่ความหล่อและเจ้าเสน่ห์ ออกไปทางเจ้าชู้สะส่วนใหญ่ เป็นดาราที่มีความสามารถอย่างมากคนหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นดาราชาย พระเอกเบอร์หนึ่งก็ว่าได้ เล่นละครกับเธอมาก็หลายเรื่อง ยังไงก็ต้องได้รางวัลนี้แน่ๆ โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดที่เธอเล่นด้วยกันกับเขา นั้นดังมาก ก็คือเรื่อง นางฟ้าจำแลง แปลงเป็นแม่มด นี่ละ

"ผมต้องขอบคุณมากๆ นะครับ สำหรับรางวัลนี้ ผมสัญญาว่าจะตั้งใจทำผลงานดีๆ ให้แฟนละครได้ดูต่อไปครับ "

เขากล่าวจบก็ยิ้มแก้มแทบปริ โปรยเสน่ห์ไปทั่วบริเวณ และหันมองมาที่เธอยืนอยู่ พลางส่งยิ้มเจ้าเสน่ห์มาให้ ทำให้สาวน้อย สาวใหญ่ที่มองอยู่ถึงกับใจละลาย คิดว่าเขาส่งยิ้มมาให้พวกเธอ แต่ละคนจึงพยายามส่งสายตาหวานเยิ้มกลับไปให้เขา อย่างเต็มที่

ส่วนตัวเธอนั้นก็เสมองไปทางแม่น้ำ ไม่ได้สนใจสายตาและร้อยยิ้มที่เขาส่งมาให้ ทำให้เขาหน้าเสียไปนิดนึง

"ยังไงก็ยินดีกับคุณ มาร์ค ด้วยนะครับ เอาละครับ ต่อไปนะครับ เราจะมาประกาศ รางวัล นักแสดงนำหญิงยอดนิยม ปีนี้จะเป็นใครมาลุ้นพร้อมกันเลยนะครับ

''นักแสดงนำหญิงยอดนิยมปีนี้ ได้แก่ ''

แต้น แต่ แด แด้น แต่นๆ แต้น แต่น แต้น

"ได้แก่ คุณ มิลลี่ เมลานี เศวสกุล ครับ ''

เสียงปรบมือ ดังกึกก้อง สะท้อนอยู่ในหัวใจของเธอ ตอนนี้ หัวใจของเธอเบิกบาน เธอเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างสง่างาม คว้ารางวัลมาไว้ในกำมือ พร้อมกับชูมันขึ้น ด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมส่งรอยยิ้มให้กับนักข่าว และ แขกที่มาร่วมงาน ก่อนจะเดินมาที่ไมค์

"ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะ ขอบคุณแฟนละคร ขอบคุณผู้จัด ที่เห็นความสามารถของ มิลลี่ มิลลี่สัญญานะคะ ว่าจะทำผลงานดีๆออกมาให้แฟนๆ ได้ดูกันคะ"

เธอฉีกยิ้มกว้าง โปรยเสน่ห์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความ สวยสดใส และจริงใจของเธอ

"ยินดีกับ คุณมิลลี่ด้วยนะครับ งั้นเชิญ คุณ มาร์ค มาถ่ายรูปคู่กับคุณมิลลี่นะครับ"

พิธีกรกล่าวก่อนที่นักข่าวจะกรูกันมาขอถ่ายรูป เธอจึงจำใจต้องยืนยิ้ม คู่กับนายมาร์คที่ส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้

'เห็นแล้วขนลุกชะมัด ยึย '

มิลลี่ได้แต่บ่นงึมงำในใจ

แต่เอ๊ะทำไมบรรกาศ รู้สึกเหมือนมีรังสีอำมหิต แผ่มาที่เธอนะ ร้อนๆ หนาวๆชอบกล แต่พอหันไปมองก็ถึง กับ บางอ้อ ยัยเชอรี่ กำลังมองมาทางเธอด้วยสายตา อาฆาตนี่เอง ถ้าพ่นไฟได้ ยัยนี้คงทำไปแล้ว

'สงสัยจะอิจฉา ที่เธอได้รับรางวัลสินะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ ก็เธอ ทั้ง สวย รวย เก่ง นี่นา เพอเฟ็คทุกอย่าง ช่วยไม่ได้นะ ยัยเชอรี่ '

เธอส่งยิ้มหวานไปให้ยัยเชอรี่ คู่ปรับตลอดกาล ยัยนี่ชอบ ชิงดี ชิงเด่นกับเธอมาตลอด แต่ยังไง เธอก็เหนือ กว่า เสมอ ขณะที่เธอได้เป็นนางเอกเบอร์หนึ่ง ของวงการบันเทิง ยัยเชอรี่ก็ได้เป็น แค่นางเอกเบอร์สอง รองจากเธอเท่านั้น ในขณะที่หนุ่มๆ ก็ชอบเธอมากกว่า รวมถึง มาร์ค ที่ยัยเชอรี่แอบชอบด้วย

"วันนี้คุณสวยมากเลยนะครับ มิลลี่ "

มาร์คพูดชมก่อนจะส่งยิ้มหวานให้

"ขอบคุณมากค่ะ"

มิลลี่พูดขอบคุณตามมารยาท ก่อนจะเดินปลีกตัวไปหาเครื่องดื่ม เธอรู้สึกคอแห้งจะตายอยู่แล้ว ยืนฉีกยิ้มจนเหงือกแห้ง มิลลี่เดินมาถึงที่วางเครื่องดื่มมากมายหลากหลายให้เลือก มีบริกร คอยให้บริการอยู่ เธอกำลังคิดว่าจะดื่มน้ำอะไร ก็มีบริกร คนหนึ่ง เดินเข้ามา พร้อมยื่นน้ำส้มให้

"คุณมิลลี่ครับ รับน้ำส้มไหมครับ คั้นสดๆ เลยนะครับ เหมาะ กับนางเอกคนสวยอย่างคุณมิลลี่ ที่สุดเลยครับ"

"แหม จริงด้วยสินะ คนสวยๆก็ต้องเหมาะกับน้ำส้ม น้ำนางเอก ขอบใจมากนะจร๊ "

มิลลี่รับน้ำส้มมาดื่มสะจนหมดแก้ว ก่อนที่จะคืนแก้วให้บริกร คนเดิม ก่อนจะเดินนวยนาด เฉิดฉาย เพื่อกลับเข้าไปในงาน ก็หันไปเห็นยัยเชอรี่ กำลังส่งสายตาท้าทายมาทางเธอ ให้เดินตามนางไป

'ยัยนี่คิดจะพูดจาถากถาง หาเรื่องว่าฉันอีกละสิ เชอะ '

มิลลี่เดินมายังท้ายเรือตามหลังยัยเชอรี่มาติดๆ ซึ่งไม่มีผู้คนเลยทุกคนต่างอยู่หน้าเรือกันหมด เห็นยายเชอรี่กำลังยืนรออยู่

"มีอะไรจะพูดกับฉัน ก็พูดมาสิ ฉันไม่มีเวลามากหรอกนะ "

เธอเริ่มพูดก่อน เพราะอยากจะให้จบๆ จะได้ไปเฉิดฉาย ต่อในงาน

"ดีใจกับรางวัลนางเอกยอดนิยมด้วยนะ ทั้งๆที่มันไม่ควรจะเป็นของเธอ''

เชอรี่เริ่มพูดออกมาอย่างไม่พอใจ

''ทำไมถึงไม่ควรเป็นของฉัน''

มิลลี่สงสัย เพราะรางวัลนี้มันคู่ควรกับเธอมาก

''ก็เธอไม่สมควรจะได้มัน มันควรเป็นของฉัน แต่เธอก็หน้าด้าน แย่งมันไป''

เชอรี่กำมือแน่นด้วยความโกรธ

'' เดี่ยวนะ ฉันนะหรอ แย่งของๆเธอ ตลกอะเชอรี่ เธอพูดผิด พูดใหม่ได้นะ''

มิลลี่เริ่มรู้สึกว่าคำพูดของเชอรี่นั้นฟังดูตลก

'' ฉันพูดความจริง เธอแย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากฉัน "

ยัยเชอรี่พูดพลางจ้องมาที่เธอยังกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"เธอคิดว่ารางวัลนี้ เหมาะกับเธอยังงั้นหรอ ขอโทษนะ เธอคิดไปเองหรือปล่าว รางวัลนี้อยู่ที่ความสามารถ ฉันมีความสามารถ ก็ต้องได้รับมัน มีคนชื่นชอบฉันมากกว่าเธอ ก็ถูกแล้วนิ"

'ยัยนี่ ถ้าจะบ้า เธอเก่งกว่าก็หาว่าเธอแย่งรางวัลไปจากหล่อน ชิ '

มิลลี่ได้แต่คิดในใจ

"เธอมันหน้าด้านมิลลี่ ฉันอยู่ในวงการมาก่อน เธอมาทีหลัง เธอมีสิทธิอะไร ถึงมาแย่งทุกอย่างที่มันควรจะเป็นของฉัน เธอเกิดมาทำไม เธอแย่งตำแหน่งนางเอกเบอร์หนึ่งของฉัน เธอแย่งคนที่ฉันรัก ฉันเกลียดเธอ ถ้ามีเธอก็ต้องไม่มีฉัน มีฉันก็ต้องไม่มีเธอ"

ในระหว่างที่ยัยเชอรี่กำลังพูดว่าเธอต่างๆ นาๆ เธอก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว ตาลืมไม่ขึ้น แรงจะยืนแทบไม่มี ตัวอ่อนไปหมด นี่!มันอะไรกัน เธอเป็นอะไรไป

"ฮึ ยาคงจะออกฤทธิ์แล้วสินะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แกจะต้องหายออกไปจากโลกนี้ ถ้าไม่มีแกสักคน ฉันก็จะได้เป็น นางเอกเบอร์หนึ่งแห่งวงการบันเทิง มาร์คก็จะได้หันมาสนใจฉันคนเดียว "

ยัยเชอรี่หัวเราะ อย่างสาแก่ใจ ประกายตาแฝงแวว ฆ่าฟัน มาที่ฉัน

'ไม่นะ นี่ฉันโดนวางยาหรือนี่ แต่ฉันถูกวางยาได้อย่างไร ออ ใช่แล้ว นึกออกแล้ว ในน้ำส้มนั่น ต้องเป็นน้ำส้มนั่นแน่ๆ หนอย ยัยเชอรี่ เลวจริงๆ นางอสรพิษ '

ตอนนี้ร่างกายแทบไม่มีแรงยืน เธอต้องเกาะราวของเรือ เพื่อพยุงกาย เอาไว้ จะเรียกให้คนช่วยก็ไม่มีแรงพอ แม้จะเปล่งเสียง ก็ไม่อาจ ดังเท่ากับ เสียงดนตรีในงาน ทุกคนหน้าเรือ ต่างกำลัง เต้นรำสนุกสนานกัน เธอไม่คิดมาก่อนว่า ยัยเชอรี่จะกล้าทำเรื่องแบบนี้ มันเกินความคาดหมายไปมาก เพราะถึงแม้จะเกลียดกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะน่าฆ่าคนได้ ช่างเลือดเย็นจริงๆ จิตใจมนุษย์นั้น ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ

"ฉันผิดอะไร ฉันก็แค่ สวยกว่า รวยกว่า เพอร์เฟ็คกว่าเธอทุกอย่าง แค่นั้นอะ เธอถึงขนาดจะกำจัดฉันเลยหรอ มันบาปนะ เชอรี่ "

เธอพยายามตั้งสติพูดเพื่อเกลี้ยกล่อม เชอรี่ แต่กลับเป็นว่าไปทำให้นางโกรธมากกว่าเดิม

ตอนนี้เชอรี่โกรธจนหน้าแดง เหมือนเติมเชื้อไฟลงไปในกองเพลิง ยัยเชอรี่เดินย่างสามขุม มาที่เธอ และ กระชากผมเธออย่างแรง จนหนังหัวแถบหลุด

''โอ้ยยยย ฉันเจ็บนะ ''

'กรรม ไม่น่าพูดออกไปเลยเรา ปากพาซวยจริงๆ'

มิลลี่ได้แต่คิดในใจ

ยัยเชอรี่กระชากผมเธออย่างแรง จนเธอถลาตามไปตามแรงกระชาก แรงจะขัดขืนก็ไม่ค่อยมี

''โอ้ยยย อย่าาานะ เธอคิดจะทำบ้าอะไรเนี่ย ปล่อยฉันนะ ''

มิลลี่พยายามพูดอย่างยากลำบาก เพราะเรี่ยวแรงและ สติสัมปชัญญะเริ่มน้อยลง

'' ฉันก็จะส่งแกไป นรกนะสิ ''

'' ไม่นะ อย่าาา''

"ตายสะเถอะ แก อย่ามีชีวิตอยู่เลย แกกับฉันอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้ จะไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นคนทำ ทุกคนต้องคิดว่าแก พลัดตกน้ำไปเอง กว่าจะมีใครรู้ว่าแกหายไป แกก็ตายเป็นผีเฝ้าแม่น้ำไปละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

ตอนนี้เธอไม่มีแม้แต่แรงจะพูดตาเธอกำลังจะปิดลง สติกำลังจะดับ

'ไม่นะ ไม่นะ ฉันยังไม่อยากตาย '

''พลักกกก''

''ตู้มมมมม''

เธอถูกพลักลงไปในแม่น้ำ เมื่อร่างกายกระแทกผิวน้ำ ทำให้ทั้งเจ็บ ทั้งจุก ร่างเธอค่อยๆดิ่งจมลงไปในแม่น้ำ เธอพยายามที่จะตะเกียกตะกายขึ้นมาที่ผิวน้ำ ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่ไม่มีแม้แต่แรงจะว่ายน้ำ แรงจะดิ้นก็ยังแทบไม่มี แขนขารู้สึกหนักอึ้งไปหมด เธอรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวังอย่างที่สุด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เธอกลัว กลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว

'ไม่นะ คนสวยยังไม่อยากตาย สวรรค์ได้โปรดช่วยลูกด้วย'

และแล้วสติก็ดับวูปไป พร้อมกับร่างกายที่กำลังจมดิ่งลงเรื่อยๆ ลงสู้ก้นแม่น้ำ ที่ลึกและมืดสนิท

………………………………………..

ปรับปรุงแล้วค่ะ

คอมเม้นรัวๆได้เลย ว่าผิดตรงไหนอีก ดีขึ้นไหม หรือ ควรแก้ตรงไหนดี

ขอบคุณที่ติดตามนะค่ะ

ร่างใหม่หัวใจเดิม

หายใจไม่ออก ทำไมอึดอัดอย่างนี้ อึดอัดเหลือเกิน ทำไมหนาว หนาวจัง หนาวเหลือเกิน เอ๊ะ ! ความทรงจำ ที่เธอจำได้คือเธอ ถูกยัยเชอรี่ พลักลงมาในแม่น้ำ ตอนนี้ก็แปลว่ายังอยู่ในน้ำนี่นา มิลลี่พยายามลืมตาขึ้น ถึงแม้จะรู้สึกแสบตามากก็ตาม พอปรับสภาพสายตาได้ ถึงแม้ใต้น้ำจะมืดแต่ก็พอเห็นลางๆ มิลลี่พยายามตะเกียกตะกายว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำ เพื่อเอาชีวิตรอด เธอจะไม่ยอมตายเด็ดขาด

'นั้นแสงสว่างจากพระอาทิตย์ '

มิลลี่พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มี ตะเกียกตะกายขึ้นมาบนผิวน้ำ ในที่สุดก็ว่ายขึ้นมา โผล่พ้นน้ำ เธอทรงตัวและลอยคออยู่ในแม่น้ำ

''รอดตายแล้วเรา''

มิลลี่ลอยคออยู่ในน้ำ พร้อมหายใจเอาอากาศที่ต้องการเข้าไปเต็มปอด เธอมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ ก่อนจะว่ายน้ำขึ้นไปบนฝั่งที่อยู่ไม่ไกลมากนัก พอขึ้นฝั่งมาได้ก็นั่งหอบหายใจอยู่ตรงนั้นด้วยความเหนื่อย

"แฮก แฮก เหนื่อยชะมัด ทำไมเหนื่อยขนาดนี้เนี่ย "

พอนั่งพักจนหายเหนื่อย เธอจึงเริ่มมองหาคนไปรอบๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ มิลลี่คิดว่าคงถูกน้ำพลัดมาไกลมาก อย่างไรเสียเธอก็จะต้องเอาเรื่อง ยัยเชอรี่ให้ถึงที่สุด ต้องแจ้งความ ข้อหาพยายามฆ่า คิดแล้วมันแค้นจริงๆ รับรองว่างานนี้ ยัยเชอรี่ต้องอำลาจากวงการไปชั่วชีวิต

มิลลี่พยายาม มองไปรอบๆ แต่ก็ยังไม่เจอใครสักคน ที่จะสามารถขอความช่วยเหลือได้ สถานที่นี้ไม่คุ้นตาเลย มีดอกไม้หลากหลายชนิดปลูกเต็มไปหมด ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ เมื่อพิจารณาดูดีๆแล้วมันเหมือนกับว่าเป็นสวนดอกไม้อะไรสักอย่าง และตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ริมสระ ซึ่งมีบัวขึ้นอยู่ในสระมากมาย แต่ เอ๊ะ ! ทำไมมันแปลกๆ นี่มันสระบัว เป็นสระที่มีขนาดกว้างและใหญ่มาก มีดอกบัวขึ้นอยู่มากมายทั้ง สีขาว สีชมพู

'อ้าวแล้วนี่เธอ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง '

จำได้ว่าโดนพลักลงแม่น้ำ แต่นี่มันสระในสวน ยิ่งคิด ยิ่งปวดหัว

ในขณะที่ตัวเองกำลังสับสนอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเรียก พร้อมฝีเท้าที่วิ่งมาอย่างเร็ว เหมือนกับคนที่กำลังใจร้อนรน พุ่งมาที่เธอนั่งอยู่

"คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ฮือ ฮือ คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ "

เด็กสาวที่วิ่งมาแต่งตัวแปลกๆ ใส่เสื้อผ้าอย่างกับหนังจีนยุคโบราณ หน้าตา บ่งบอกว่า อายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี มีผู้ชายตามมาด้วย สองสามคน ทุกคนต่างแต่งตัวเหมือนชุดในหนังจีนที่มิลลี่เคยดู

'เอ๊ะ !หรือว่าอยู่ในกองถ่ายละครนะ'

เธอสงสัยจึงหันไปถามเด็กผู้หญิงคนนั้นดูเพื่อความแน่ใจ

"นี่ๆ กำลังถ่ายละครกันอยู่หรอ แล้วที่นี่ ที่ไหนหรอคะ เดี่ยวนี้นิยมถ่ายหนังจีนอะไรแบบนี้แล้วหรอ หรือ มีกองถ่ายจากจีนมาถ่ายทำละครที่นี่คะ "

มิลลี่ถามกลับไปด้วยหวังว่าจะได้คำตอบ ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และที่นี่คือที่ไหน เด็กสาวคนนั้นไม่ตอบ แถมยังทำหน้าตาตกใจจนตาโต พร้อมกับจ้องมาที่เธอ

"คุณหนู คุณหนูพูดอะไรนะเจ้าคะ "

ทำไมคุณหนูของนางจึงพูดจาแปลกไป หรือเพราะตกลงไปในน้ำแล้วหัวไปกระแทกอะไรเข้า ทำให้สติเลอะเลือน จึงทำให้คุณหนู ของนางพูดจาแปลกประหลาดเช่นนี้ออกมา บ่าวผู้ชายที่ตามมา ก็พากันงง กับคำพูดที่แปลกไปของ คุณหนู

'' ฮือ ฮือ คุณหนูของบ่าว นี่บ่าวเองนะเจ้าคะ เลียงลี่ ไงเจ้าคะ "

นางกับคุณหนูออกมาเดินเล่นในสวน พอเดินมาถึงสระบัว ก็มีชายชุดดำโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ พลักคุณหนูของนางลงไปในสระบัว คุณหนูของนางว่ายน้ำไม่เป็น จึงจมหายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนชายชุดดำก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นางตกใจมากจึงรีบวิ่งไปหาคนมาช่วย พอวิ่งกลับมาก็เห็นคุณหนูนั่งอยู่ข้างสระบัว ไม่รู้ว่าคุณหนู ของนาง ว่ายน้ำเป็นตอนไหน แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะถาม ขอแค่คุณหนูปลอดภัยก็พอแล้ว

'' ร้องไห้ทำไมนะ ฉันแค่ถามแค่นี้เองนะ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน ''

ตอนนี้มิลลี่ยิ่งงง เข้าไปใหญ่

'' คุณหนู จำไมไม่ได้หรือเจ้าคะ ที่นี่ก็สระบัวหลังจวน ไงเจ้าค่ะ ''

'' หือ ไม่เข้าใจ จวนอะไร งง''

มิลลี่ก็ยัง งง อยู่

'' ที่นี่จวนเสนาบดี ตระกูลฟาง ไงเจ้าค่ะ ''

'' เข้าใจล้อเล่นนะเนี่ย นี่ตั้งกล้องแอบถ่ายอยู่ตรงไหนละ กำลังถ่ายรายการ แกล้งดารา อยู่ใช่ไหมคะ ''

รายการนี้ จะเป็นรายการที่สร้างสถานการณ์แปลกๆมาเพื่อแกล้งดาราโดยเฉพาะ เธอเคยดูนะ แหม หลอกกันไม่ได้หรอก

'' คุณหนู พูดอะไรนะเจ้าคะ บ่าวไม่เข้าใจเลย บ่าวไม่ได้แกล้งนะเจ้าคะ''

'' แน๊ะๆ ทำสะเนียนเลย เกือบเชื่อแล้วนะเนี่ย นี่ๆขอยืมโทรศัพย์หน่อยสิ ''

เธอลุกขึ้นยืนพลางปัดเศษดินที่ติดเสื้อผ้าและที่มือที่ขาออก ก็พลันตกใจกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ มองดูเป็นสีชมพูหวานแหววยาวกรอบเท้า

'นี่มันอะไรกัน ฉันจำได้ว่าไม่ได้ใส่ชุดนี้นิ '

มิลลี่ มองสำรวจตัวเองด้วยความร้อนรน และตกใจ ชุดที่เธอสวมใส่เหมือนกับในหนังจีนโบราณ เมื่อมองมือของตัวเอง กลับพบว่ามันไม่ใช่มือของเธอ มือนี้อวบอูมและตัวนี้ก็ไม่ใช่ตัวเธอ ยิ่งทำให้เธอตกใจมากยิ่งขึ้น เธอเอามือจับที่หน้าของตัวเอง ก่อนจะรีบก้มหน้าเพื่อมองดูเงาในน้ำ สิ่งที่สะท้อนให้เห็น คือ ใบหน้าของเด็กสาว ตัวอ้วนกลม อายุน่าจะ สัก 17 - 18 ปี ซึ่งไม่ใช่เธอ ถึงจะเหมือนเธอ แต่เธอไม่ได้อ้วนแบบนี้ มิลลี่ไม่มั่นใจในสายตาตัวเอง ที่อาจเลอะเลือน จึงก้มลงไปมองอีกรอบ แต่ก็ยังเป็นภาพเดิม เธอคิดว่าตัวเอง คงฝันไปแน่ๆ เลย ลองหยิกตัวเองดู

"โอ้ย เจ็บจริง แปลว่าไม่ใช่ฝัน ไม่นะ อะไรกันนี่ "

เธอทั้งตกใจ และ สับสนมาก เธออยู่ในร่างกายนี้ได้อย่างไร แล้วตัวเธอละ หายไปไหน หรือว่าจะเป็นเหมือน ละครที่เคยแสดง สลับร่างหรอ หรือ เจ้าของร่างนี้ไปอยู่ ในร่างเธอ แล้วเธอก็มาอยู่ในร่างเขา เอ๊ะ ! หรือ จะเป็นแบบว่า เธอย้อนเวลา มาอยู่ในร่างนี้ แล้วเจ้าของร่างนี้ละไปไหน แล้วเธอก็มาอยู่ในยุคนี้

''โอ้ยยยย ไม่ไหวแล้ว นี่มันอะไรกานนนนนนนน ''

มิลลี่คิดจนสับสน วุ่นวายในสมองไปหมด ก่อนจะช็อกหมดสติล้มพับ ไปต่อหน้า ต่อตา เลียงลี่ และบ่าวคนอื่นๆ

"คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ เร็วเข้ามาช่วยกันพาคุณหนูกลับห้อง "

เลียงลี่และบ่าวทุกคนต่างพากันตกใจ รีบเค้ามาช่วยประคอง คุณหนูเพื่อพาไปยังห้อง เลียงลี่ ได้ให้คนไปตามหมอ มาเพื่อดูอาการ หมอใช้เวลาดูอาการไม่นาน พร้อมกับจ่ายยาให้

'' เป็นอย่างไรเจ้าคะ คุณหนูปลอดภัยดีไหมเจ้าคะ ท่านหมอ ''

'' ไม่ต้องห่วง ปลอดภัยดี ให้กินยาตามที่ข้าจัดให้ สองสามวันก็หาย''

''ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ ข้าไปส่งท่านนะเจ้าคะ ''

ว่าแล้วเลียงลี่ก็เดินไปส่งท่านหมอที่หน้าจวน

ระหว่างนั้นมิลลี่ก็รู้สึกตัว ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี ในที่สุดเธอก็ตื่นสักที เธอยิ้มน้อยๆ ก่อนจะนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้เธอตกใจแทบสิ้นสติ เธอจำได้ว่าฝันแปลกๆ ฝันว่าตัวเองนั้นโดนพลักลงแม่น้ำแล้วก็มาอยู่ในร่างกายของใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ตัวเธอ แต่หน้าตาเหมือนเธอ

'' ฮ่า ฮ่า ฝันประหลาดชะมัดเลยเรา ''

ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นนั่ง เพราะคิดว่านี่คือที่นอนที่บ้าน พอมองไปรอบๆก็ทำให้ตกใจ อีกครั้ง

'นี่มันอะไรกัน อย่าบอกนะ ว่าไม่ใช่ความฝัน '

ห้องที่เธออยู่ตอนนี้ แตกต่างจากบ้านของเธอ โดยสิ้นเชิง ทุกอย่างต่างเป็นไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม เครื่องลายคราม โต๊ะเครื่องแป้ง ผ้าห่ม ผ้าม่าน ล้วนแต่ดูสวยงาม แปลกตา ที่บ้านเธอไม่มีแบบนี้แน่ๆ

'' เอ๊ะ หรือว่าฉันยังไม่ตื่น อาจเป็นฝัน ซ้อนฝัน ก็ได้นะ ''

มิลลี่ ลองเอามือหยิกที่แขนตัวเอง แรงๆ จนเนื้อแดง

''โอ้ยย เจ็บขนาดนี้ไม่ใช่ฝันแล้วว กรรมจริงๆ ทำยังไงดี ฉันจะบ้าตาย โถ่ชีวิตของฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ''

''คุณหนู ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ''

เหมียนมี่ รีบเดินเข้ามาพยุงนายของตน ทันที

''เธอเลียงลี่ใช่ไหม ''

''บ่าวหรือเจ้าคะ เหมียนมี่ เจ้าค่ะ ''

''หือ ก็ก่อนนั้นเธอยังบอกว่าชื่อ เลียงลี่อยู่เลยนิ''

มิลลี่เอียงคอสงสัย

'' คุณหนูเจ้าคะ ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ทำบ่าวตกใจแทบแย่นะเจ้าค่ะ ''

ระหว่างนั้นเลียงลี่ที่ไปส่งหมอเสร็จ ก็เดินกลับเข้ามาพอดี

'' เฮ้ย ทำไมเธอสองคนถึงหน้าตาเหมือนกันแบบนี้เนี่ย ''

'' คุณหนู จำไม่ได้หรือเจ้าคะ ก็บ่าวสองคนเป็น ฝาแฝดกันไงเจ้าค่ะ ''

เลียงลี่ได้แต่สงสัยเพราะปกติคุณหนูนั้นรู้จักพวกนางเป็นอย่างดี

'' ออๆ คือแบบว่า ฉันคงสมองกระทบกระเทือนนะ ตอนตกน้ำหัวคงไปกระแทกอะไรเข้า จำอะไรไม่ค่อยได้ ''

มิลลี่ได้แต่โกหกเพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัยมากนัก เพราะเธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรกับสองคนนี้ดี

''เอางี้นะ เลียงลี่ เหมียนมี่ ช่วยพาฉันไปที่สระบัวหน่อยได้ไหม ''

เธอคิดอะไรดีๆออกแล้ว เธอโพล่มาจากสระน้ำนั่น เพราะฉะนั้นถ้าเธอจะกลับไปยังโลกที่เธอจากมาละก็ เธอต้องกระโดดลงไปในสระนั้นสินะ ความคิดบรรเจิดจริงๆ

''ไปตอนนี้หรือเจ้าคะ คุณหนูยังไม่สบายอยู่ ''

เลียงลี่รีบถามด้วยความเป็นห่วง

''ใช่นะสิ เร็วเข้า''

'' เจ้าค่ะ /เจ้าค่ะ ''

เหมียนมี่ กับเลียงลี่ ต่างรับคำพร้อมกัน อย่างเลี่ยงไม่ได้

พอเดินมาถึงสระบัวโดยที่เลียงลี่ และ เหมียนมี่ เป็นคนนำทาง เธอก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น กระโดด ลงไปในสระทันที

'' ตู้มมมม''

''อ้ายยย คุณหนู ทำอะไรนะเจ้าคะ /อ้ายยยยคุณหนู "

เลียงลี่ และ เหมียนมี่ ตกใจแทบสิ้นสติ เมื่ออยู่ๆคุณหนูของพวกนางก็กระโดดลงไปในแม่น้ำแบบที่พวกนางไม่ทันตั้งตัว หรือว่าคุณหนูของพวกนางคิดจะฆ่าตัวตายกันถึงได้ทำเช่นนี้

'' ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยคุณหนูด้วย ใครอยู่แถวนี้บ้าง''

เลียงลี่ และ เหมียนมี่ พยายามตะโกนสุดเสียงเพื่อหาคนมาช่วย

ทางด้านมิลลี่พอมาอยู่ใต้น้ำ เธอก็พยายามกลั้นหายใจและหลับตาเอาไว้ เพื่อที่พอลืมตามาอีกครั้งจะได้พบว่าตัวเองกลับมายังโลกปัจจุบันแล้ว เธอพยายามอดทน จนกลั้นไม่ไหวแล้ว จึงตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำพอถึงผิวน้ำ สิ่งที่เห็นกลับเป็นสถานที่เดิม

''ทำไมกัน ฉันยังอยู่ที่เดิมนิ''

มิลลี่ไม่ยอมแพ้ เธอดำลงไปใต้น้ำอีกแล้วก็ทำแบบเดิม พอขึ้นมาก็ยังเป็นสถานที่เดิม เธอก็ดำลงไปอีก ทำแบบนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

ส่วนสาวใช้ทั้งสอง ตามบ่าวผู้ชายมาได้ ก็ให้กระโดดลงไปช่วยคุณหนูของตนทันที ทุกคนต่างพากันว่ายน้ำ ไปหาคุณหนู เพื่อพาเข้าฝั่ง

'' อะไรกันเนี่ย ปล่อยฉันนะ ฉันยังไม่ขึ้น ''

''คุณหนูขึ้นมาเถอะเจ้าคะ อย่าทำแบบนี้เลยนะเจ้าคะ ฮือ ฮือ ถึงใครจะว่าคุณหนูอย่างไร แต่บ่าวสองคนก็รักคุณหนูนะเจ้าคะ อย่าคิดสั้นเลยนะเจ้าคะ''

เลียงลี่บอกแก่คุณหนูของตน ก่อนสาวใช้ทั้งสองจะพากันร้องไห้ ไม่ยอมหยุด

''ห๊าาาา ฉันนี่นะ คิดสั้น นี่คิดว่าฉันจะฆ่าตัวตายหรอ ฉันปล่าวคิดแบบนั้นสักหน่อย ปล่อยฉันได้แล้ว''

'' ไม่ได้ ขอรับคุณหนู ขึ้นฝั่งเถอะขอรับ ''

'' พวกบ่าวขอร้องละ ขอรับ ขึ้นฝั่งเถอะ ขอรับ ''

พวกบ่าวต่างคิดกันไปไกลว่าคุณหนูของตนกำลังพยายามฆ่าตัวตาย จึงพยายามจับเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

'' อะๆๆ รู้แล้วๆ ปล่อย ฉันจะว่ายไปเอง ''

พวกบ่าวต่างปล่อยมือเมื่อเห็นว่าเธอจะไม่ฆ่าตัวตาย มิลลี่จึงว่ายเข้าฝั่งมาที่เลียงลี่และเหมียนมี่ที่กำลังร้องไห้อยู่

''หยุดร้องได้แล้ว ฉันยังไม่ตายสักหน่อย''

'' บ่าวไม่ร้องแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าทำแบบนี้อีกนะเจ้าคะ อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้อีก ''

เหมียนมี่กล่าวพร้อมน้ำตา

'' ใช่เจ้าค่ะ อย่าทำอีกนะเจ้าคะ ''

เลียงลี่รีบพยุงคุณหนูของตนทันที

''ก็บอกแล้วว่าฉันนะ ไม่ได้จะฆ่าตัวตายสักหน่อย ตกอก ตกใจ กันไปได้ ''

ตอนนี้เธอกลับมานอนพักที่ห้องแล้ว เลียงลี่และเหมียนมี่ คะยั้นคะยอให้เธออาบน้ำ แล้วก็กินข้าวกินยา นอนพักผ่อน ไม่งั้นก็ไม่ยอมออกไปไหน เธอจึงจำเป็นต้องตามใจพวกนางไปก่อน ตอนนี้เธออยู่คนเดียว จึงใช้เวลานี้ลองนึกทบทวนดูถึงร่างนี้ ว่าร่างนี้คือใคร แต่ก็นึกไม่ออกตอนนี้ เธอคิดถึงพ่อ เธออยากกลับบ้าน

''โอ้ยยย นี่ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ มันต้องไม่ใช่ความจริง ต้องไม่ใช่ความจริง''

เธอรู้สึกสับสนวุ่นวายใจไปหมด ไม่รู้จะทำเช่นไรดี มาอยู่ในสถานที่แปลกๆ ผู้คนก็แปลกๆ อยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ ที่หน้าตาเหมือนเธอ

''โป๊กกกก โอ้ย''

มิลลี่ตัดสินใจเอาหัวโขกกับเสาไม้เผื่อว่าจะตื่นจากฝันประหลาดนี้เสียที แต่กลับเป็นว่าเธอได้รับความเจ็บปวดมาแทน มิลลี่ยกมือสองข้างขึ้นกุมขมับไว้ อย่างทรมาน ตอนนี้เธอปวดหัวจนแทบจะระเบิด

ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนความเจ็บปวดของเธอจะค่อยๆทุเลาลง มิลลี่นั่งลงหอบหายใจด้วยความตกใจ เธอจำทุกอย่างได้แล้ว ซึ่งเป็นความทรงจำของร่างนี้

ยังดีที่ความทรงจำไม่ได้หายไปด้วย ร่างนี้ มีชื่อว่า ฟางเหม่ยหลิง อายุ 18 ปี ที่เธออยู่ตอนนี้เรียกว่าแคว้นเหลียง และ แคว้นใหญ่ๆที่เจ้าของร่างนี้พอจะรู้จัก ได้แก่ แคว้นเว่ย แคว้นซ่ง รวมแคว้นเหลียง ก็เป็นสามแคว้น ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ ใกล้เคียงกัน

ทุกคนในที่นี้ ก็จะมีคนเป็นวรยุทธ์ไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็น ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งต้องฝึกฝนกันตั้งแต่เด็ก ส่วนผู้หญิงนั้นต้องอยู่ในห้องหอ ถูกฝึกเป็นกุลสตรี ให้มีความเพรียบพร้อม เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวในอนาคต จะมีไม่กี่คนที่เรียนการปรุงยาและเรียนวรยุทธ์ ซึ่งก็แล้วแต่พรสวรรค์และความสามารถของแต่ละคน และที่สำคัญ ใครที่เก่งมากๆจะมีพรสวรรค์ด้านการใช้เวทย์ น้อยคนนักที่จะมีพลังเวทย์ บางคนสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ ต่อๆกันมา ซึ่งหาได้ยากยิ่ง ส่วนมากจะเป็นเชื้อพระวงค์ ผู้ที่มีศักดิ์สูง และพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่

ฟางเหม่ยหลิง เป็นบุตรตรีคนเดียวของ ฟางหมงหวิน กับ ฮูหยิน เป่ยฉิงเหย่ ซึ่งทั้งสองได้เสียไปแล้วตั้งแต่นางอายุเพียง 10 ขวบ เท่านั้น ตอนนี้เหลือแต่ท่านปู่ คือเสนาบดีฝ่ายซ้าย ฟางเฉินฟง ตระกูลของนางเคยรุ่งเรืองมาก แต่เดี่ยวนี้ เหมือนว่าครอบครัวของนาง จะได้รับความโปรดปราณจากองค์จักพรรดิ น้อยลง เมื่อก่อนตอนที่บิดาของนางยังอยู่ และท่านปู่ยังแข็งแรงมากกว่านี้ ได้ทำผลงาน ความดีความชอบ ไว้มากมาย เป็นที่โปรดปราณแก่องค์จักพรรดิเป็นอันมาก แต่พอบิดาของนางได้สิ้นลงในสนามรบ ท่านปู่ของนางอายุมากขึ้น ทำให้อำนาจเสื่อมถอยลง ตามกาลเวลา ท่านปู่ของนางอายุมากแล้ว ทำให้มีงานสำคัญอะไร องค์จักพรรดิ มักจะมอบหมายให้เสนาบดีฝ่ายขวาที่อายุน้อยกว่าทำเสมอ เสนาบดีฝ่ายขวานั้นก็คือเพื่อนของพ่อนางนั้นเอง เสนาบดีฝ่ายขวาจึงเป็นที่โปรดปราณ ได้รับความดีความชอบ อยู่ในเวลานี้

ตระกูลของนาง มีนางเป็นทายาทเพียงคนเดียว แต่นางก็เปรียบเสมือนคนไร้ค่า ไม่ได้ฝึกวรยุทธ์เพราะร่างกายไม่แข็งแรง แถมมีร่างกายที่อ้วนกลมจนคุณหนูตระกูลอื่นๆ พากันหัวเราะ เหยียดหยาม ต่างๆนาๆ ปรุงยาก็ไม่เป็น พลังเวทย์ยิ่งแล้วใหญ่ แต่ท่านปู่ก็ไม่เคยรังเกียจ ยังรักและคอยดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี เพราะนางเป็นบุตรตรีเพียงคนเดียวของบุตรชายที่เขารักมาก

พอนึกมาถึงตอนนี้ ทำให้เธอรู้ว่าชีวิตของเจ้าของร่างนี้ น่าสงสารนัก ถึงจะเกิดมาในตระกูลที่สูงส่ง แต่ก็ต้องแบกรับสังคมที่มองคนเพียงรูปร่างหน้าตา ความสามารถเป็นหลัก แต่ไม่เคยมองถึงความดีงามภายในจิตใจของคน ถึงยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ เธอไม่คิดที่จะใส่ใจ ตอนนี้เธอต้องการที่จะกลับบ้าน เท่านั้น

''ขอนอนเอาแรงก่อนแล้วกัน แล้วค่อยคิดหาวิธีกลับ เหนื่อยจะตายแล้ว ''

รู้สึกว่าร่างกายเจ้าของร่างนี้จะอ่อนแอมาก ต้องการ การพักผ่อนเป็นพิเศษ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะต้องหาทางกลับไปยังโลกปัจจุบันให้ได้ เธอจะต้องกลับไปหาพ่อ กลับไปชำระความแค้นกับยัยเชอรี่ให้ได้ เธอคิดไป คิดมา เพื่อหาวิธี จนเผลอหลับไป และเข้าสู่ห้วงนิทรา

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

รีดเดอร์ที่น่ารัก ใครอยากอ่านต่อ คอมเม้นมารัวๆเลยจร้า

แก้ไขให้แล้วตอนนี้หวังว่าคงดีขึ้นนะ

ช่วยเหลือ

วันต่อมา…….

"ฮ้าาาาาา หลับสบายจัง "

หลังจากที่นอนไปหลายชั่วยาม มิลลี่ก็ตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่สดชื่น บิดขี้เกียจไปสองสามที สาวใช้ทั้งสองก็เตรียมเสื้อผ้า และน้ำไว้ให้อาบ มิลลี่ไม่อยากรับความจริงเลย ว่าเธอยังอยู่ที่นี่ อยากตื่นมาแล้วนี่คือบ้าน แต่มันก็เป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น เธอจะต้องทน ต้องปรับตัว เพราะไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้ตอนไหน ตอนนี้ ต้องทำตัวปกติ เหมือนว่าตัวเองเป็นคุณหนูผู้นี้ไปก่อน เพื่อความอยู่รอดของเธอเอง

"โครกคราก "

เสียงท้องร้องดังสนั่น หลังจากที่มิลลี่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ร่างกายต้องการ อาหาร อย่างแรง

่หิวจังต้องหาอะไร เข้าไปในท้องก่อนละ่

อาจเป็นเพราะร่างกายนี้ มีความต้องการอาหารมากกว่าคนปกติ จึงทำให้รู้สึกหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัว ขนาดนี้

"หิวแล้วหรือเจ้าคะ บ่าวสองคน บอกให้ในครัวเตรียมสำรับไว้แล้วเจ้าค่ะ "

"ขอบคุณมากคะ อะ เอ้ย ไม่ใช่ ขอบใจเจ้าทั้งสองมากนะ ที่ช่วยดูแลข้าทุกอย่าง เจ้าทั้งสองเป็นคนดีจริงๆ "

มิลลี่รีบปรับคำพูดใหม่ให้เหมือนคนที่นี่ เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ ว่านางไม่ใช่คุณหนูตัวจริง

"คุณหนูจะขอบใจบ่าวทำไมเจ้าคะ เป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้วเจ้าค่ะ "

เลียงลี่กล่าวด้วยความแปลกใจ เพราะปกติคุณหนูไม่เคยพูดจาแบบนี้

'' เจ้าสองคนดีกับข้ามาก ก็ต้องขอบใจสิ ไม่เห็นเป็นไร ข้าพูดออกมาจากใจจริง ''

เลียงลี่ กับ เหมียนมี่ ต่างพากันน้ำตาซึม ที่คุณหนูพูดขอบใจตัวเองที่มีฐานะ แค่บ่าวเท่านั้น

ไม่นานก็มีบ่าวคนอื่นๆยกสำรับอาหารมากมายหลายอย่างเข้ามา มิลลี่ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จับตะเกียบหนีบทุกอย่างเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ เรียกได้ว่า สวาปาม ก็ว่าได้ หมดภาพกุลสตรีกันเลยทีเดียว อาหารทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะ อันตธานหายไปจนหมด ลงมาอยู่ในกระเพาะเป็นที่เรียบร้อย อิ่มหมี พลีมันจริงๆ

หลังจากกินเสร็จ มิลลี่ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่เห็นท่านปู่มาเยี่ยมดูอาการหลานคนนี้เลย หลังจากเกิดเรื่องในจวน เลียงลี่เล่าให้เธอฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่สระน้ำ ว่าเหตุใดเจ้าของร่างนี้จึงไปอยู่ในสระได้ อย่างไรเสียท่านก็เป็น ปู่ของเจ้าของร่างนี้ เธอก็ควรให้ความเคารพ และถามไถ่เสียหน่อย เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตุ เธอไม่รู้ว่าจะกลับอย่างไร คงต้องอยู่ที่นี่อีกนาน ก็ควรทำดีตอบแทนเจ้าของร่างนี้บ้าง ตอบแทนที่พักอาศัย และ อาหารที่ได้กินไป

"เลียงลี่ ท่านปู่ของข้าละ ไปไหน"

"นายท่านยังไม่กลับมาเจ้าค่ะคุณหนู เข้าวังไปตั้งแต่รุ่งเช้าแล้วเจ้าค่ะ "

"แล้วมีผู้ใดไปแจ้ง แก่ท่านปู่หรือยัง ว่ามีคนลอบเข้ามาทำร้ายข้า"

"ยังไม่มีเจ้าค่ะ บ่าวยังไม่ได้บอกให้ผู้ใดไปแจ้งเลยเจ้าค่ะ "

"งั้นเจ้าไปแจ้งแก่ทุกคน ห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก ให้ปิดปากเงียบเอาไว้ ข้าไม่อยากให้ท่านปู่เป็นกังวล "

''เจ้าค่ะ คุณหนู''

ตอนนี้คงต้องปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เรื่องวุ่นวาย และเธอยังต้องหาทางกลับบ้านอีก แล้วค่อยตามสืบทีหลัง ว่าใครเป็นคนที่อยากจะฆ่าเจ้าของร่างนี้ ถ้าท่านปู่รู้จะเป็นกังวล เพราะดูแล้ว ท่านรักหลานสาวคนนี้มาก คงไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรได้โดยเด็ดขาด ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนที่นี่ ไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ แต่เธอก็สัญญาว่าจะดูแลร่างนี้ให้ดี และช่วยหาคนที่แอบมาลอบทำร้ายเจ้าของร่างนี้ให้

'ไม่ต้องห่วงนะ ฟางเหม่ยหลิง ฉันจะดูแลร่างกายเธอให้ดี '

ตอนนี้สิ่งแรกที่มิลลี่ทำก็คือ เดินไปส่องกระจกเพื่อสำรวจตัวเอง เธอเป็นถึงนางเอกเบอร์หนึ่งของวงการบันเทิงเชียวนะ จะต้องสวยใสอยู่เสมอ แต่เธอกลับต้องมาอยู่ในร่างนี้ ทำให้เสียความมั่นใจไปมากทีเดียว เธอไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ที่ไหนเธอจะต้องสวยอยู่เสมอ เธอจึงตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าในระหว่างที่ยังหาทางกลับโลกปัจจุบันไม่ได้นี้ เธอจะทำให้ร่างนี้สวยที่สุดให้ได้ เพื่อตอบแทนเจ้าของร่างนี้ เพื่อลบคำดูถูกที่คนอื่นมอบให้ อย่างแรกก็คือ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดน้ำหนัก ต้องทำให้ร่างกายนี้ กลับมาแข็งแรง สวยพริ้งให้ได้เลย

"เลียงลี่ ต่อไปนี้ เจ้าบอกแก่ห้องครัว จัดสำรับให้ข้า ผักและผลไม้เยอะๆ ของมันๆเลี่ยนๆงดทำ เน้นอาหารเป็นเนื้อปลา"

"เจ้าค่ะคุณหนู ว่าแต่ทำไมหรือเจ้าคะ "

"ข้าอยากผอมนะสิ"

"ห๊าาาา คุณหนูเจ้าคะ เอาจริงหรือเจ้าคะ จะไหวหรือเจ้าคะ"

เลียงลี่และเหมียนมี่ คิดว่าฟังผิดไป คราที่แล้วคุณหนู ก็พยายามที่จะทำให้หุ่นผอมเพรียวเหมือนคนหนูตระกูลอื่นๆ แต่ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำ กลับมากินมากกว่าเดิมเสียอีก

"ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีของข้า "

ของกล้วยๆแบบนี้ ยัยมิลลี่คนนี้ทำได้อยู่แล้ว คอยดูนะ 3 เดือนหลังจากนี้ จะได้เจอกับ ฟางเหม่ยหลิง คนใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

เวลาผ่านไปจนหลายชั่วยาม มิลลี่ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อคิดถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เธอนั่งเหม่อมองที่สระน้ำ พยายามหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ที่จะกลับบ้านได้ ถึงยังไงเธอก็อยากไปหาพ่อ ไม่อยากติดแหง็กอยู่ที่นี่ น้ำตาไหลลงมาเปื้อนแก้มของเธอ เธอจึงใช้มือปาดมันทิ้งไป

"คุณหนูเจ้าคะ นายท่านกลับมาแล้วนะเจ้าคะ รอพบคุณหนูอยู่ที่ห้องตำราเจ้าค่ะ "

"อืม ข้าจะไปพบท่านเดี่ยวนี้ละ"

พูดจบเธอก็เดินลัดเลาะไปตามทางเดินจนถึงห้องตำรา จึงยืนเคาะประตู สองสามที ก็มีเสียงตอบกลับมา

"หลิงเอ๋อใช่หรือไม่ เข้ามาเถอะ"

พอได้ยินเสียงตอบรับ เธอก็ค่อยๆเดิน เข้าไปด้วยกิริยาสำรวมให้สมกับเป็นกุลสตรี ก่อนจะทำความเคารพ อย่างอ่อนช้อย

"หลิงเอ๋อ คาราวะท่านปู่เจ้ค่ะ "

"หลิงเอ๋อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้ปู่ยุ่งมาก ไม่มีเวลาคอยดูแลเจ้าเลย"

"ท่านปู่ อย่าได้ห่วงหลานเลยเจ้าค่ะ หลานสบายดี "

ท่านปู่ของนาง หน้าตาดูน่าเกรงขาม แต่ก็ดูอิดโรยดูเหนื่อยล้า เป็นคนที่มีอายุค่อนข้างมากแล้ว ผมขึ้นสีดอกเหลา ใบหน้าและผิวหนังหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ดวงตาที่จับจ้องมาที่นาง มองมาด้วยความรัก ความเอ็นดู

"เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว"

ฟางเฉินฟง คลายความกังวลลงไปหลายส่วน กลัวว่าหลานสาวจะเหงาที่เขาไม่ค่อยมีเวลาให้

"ท่านปู่เจ้าคะ ที่นี่ตำรามากเสียจริง หลานขอนำกลับไปอ่านที่ห้องบ้างได้ไหมเจ้าคะ''

เมื่อเธอมาถึงก็ได้สังเกตุเห็นว่าที่ห้องนี้ มีตำราอยู่มากมาย จึงสนใจอยากจะลองอ่านดู เผื่อจะรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่มากยิ่งขึ้น จะได้เข้าใจและทำตัวให้เหมือนกับคนที่นี่ จะได้ไม่ผิดปกติ ดั่งที่เขาว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เพราะเธอรู้สึกว่าที่ๆเธออยู่นี้มันไม่มีอยู่ในแผนที่โลกแน่นอน

"เจ้าว่าอย่างไรนะ หลิงเอ๋อ เจ้าอยากศึกษาอยากอ่านตำรา อย่างนั้นรึ"

ฟางเฉินฟง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง หลานสาวที่ไม่สนใจจะศึกษาอะไร กลับมาขอเอาตำราเพื่อไปอ่าน

มิลลี่เห็นท่าทางตกใจของฟางเฉินฟง เช่นนั้น ก็คิดได้ว่า คุณหนูเจ้าของร่างนี้คงไม่ได้สนใจอ่านตำราอะไรเลยแน่ๆ พอคิดได้ดั่งนั้นเธอจึงรีบตอบกลับไปเพื่อให้ท่านเห็นถึงความตั้งใจ

"ใช่เจ้าค่ะ ท่านปู่เจ้าคะ ต่อไปนี้หลานจะตั้งใจศึกษา ไม่ทำให้ท่านปู่ต้องอับอาย ที่มีหลิงเอ๋อ เป็นหลานสาวนะเจ้าคะ หลานสัญญา ว่าหลานจะไม่ทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านปู่ ต้องผิดหวัง "

ฟางเฉินฟง อึ้งไปกับคำพูดที่หนักแน่น และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ของหลานสาวตน หลิงเอ๋อ โตแล้วสินะ นางช่างเหมือนกับมารดาของนาง ทั้งแววตา และคำพูดที่หนักแน่นนี้ ทำให้ ฟางเฉินฟง นึกถึงเป่ยฉิงเหย่ คนที่บุตรชายเค้ารักหมดหัวใจ ฟางเฉินฟง เดินไปที่ตู้ไม้ด้านในสุด ของห้องตำรา พร้อมล้วงกุญแจออกมาจาก แขนเสื้อ ก่อนจะไขประตู หยิบตำราที่เล่มค่อนข้างเก่าและหนามาก ออกมา 2 เล่ม

"นี่เป็นตำราเกี่ยวกับ พลังเวทย์ และ เคล็ดวิชา รวมถึงการปรุงยา ของเป่ยฉิงเหย่ มารดาของเจ้า นางให้ปู่เก็บรักษาไว้ให้เจ้า เมื่อเจ้าพร้อม ตอนนี้ปู่คิดว่าเจ้าพร้อม ที่จะได้รับมันแล้ว"

มิลลี่ รับตำรานั้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะค่อยๆมองสำรวจ ด้วยความสงสัย เป่ยฉิงเหย่มารดา ของเจ้าของร่างนี้ มีตำราที่ดูเหมือนจะตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เหมือนมรดกตกทอดได้ไงนะ ในความทรงจำของร่างนี้ ไม่เคยรู้ว่ามารดามีตำราแบบนี้อยู่ เธอทำหน้าสงสัย ฟางเฉินฟง จึงแก้ข้อสงสัยนี้

"แม่ของเจ้า บอกปู่แค่ว่าเมื่อถึงเวลา ที่เจ้าโตขึ้น ก็ให้มอบตำรานี้ให้ และถ้าเจ้าพร้อม ก็ให้ไปสอบเข้าเป็นศิษย์สำนักวังบาดาล"

"แล้วสำนักวังบาดาล คืออะไรหรือเจ้าคะ"

"สำนักวังบาดาล คือ สถานที่ ที่เจ้าจะไปฝึกวิชาอย่างไรเล่า ที่นั้นเป็นสถานที่ ที่ทุกคนหมายมาด อยากจะได้เข้าไปเป็นศิษย์ ปรมาจารย์ทุกคนที่นั่น ต่างเก่งและแข็งแกร่งมาก ใครได้เป็นศิษย์ ถือว่าเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลและของแคว้นเลยนะ ทั่วทุกแคว้น ทุกที่ ทุกคนที่เก่งๆต่างพากันเข้ามาทดสอบ เพื่อเข้าสำนักนี้ ที่นี่รับศิษย์แค่ปีละครั้งเท่านั้น และที่สำคัญก็คือ เจ้าสำนักวังบาดาล เป็นคนที่เก่งที่สุด ใครๆก็อยากไปเป็นศิษย์ท่าน แต่ท่านรับศิษย์ยากมาก ตอนนี้ท่านมีศิษย์เพียงคนเดียว "

"ถ้าที่นี่รับศิษย์ยากขนาดนี้ หลานจะเข้ารับการทดสอบเจ้าค่ะ ท่านปู่หลานจะเข้าไปศึกษา ในสำนักวังบาดาลให้ได้"

เธอพูดออกมาด้วยสีหน้ามุ่งมั่น เพราะเธอคือ มิลลี่ ผู้ที่ซึ่งไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ลูกสาวเจ้าพ่อมาเฟีย อย่างเธอ จะต้องลองของสักครั้งไม่ให้เสียชื่อ บิดาที่อุตส่าห์สั่งสอนมา และเพื่อเจ้าของร่างนี้ด้วย

"ดีมากหลานปู่ ดีมาก "

หลังจากพูดคุยกับท่านปู่ อีกเล็กน้อย มิลลี่ก็ได้ขอตัวกลับมาพักผ่อน เดินผ่านลัดเลาะ ออกมาจากห้องตำรา เพื่อเดินกลับเรือนของตัวเอง เรือนกล้วยไม้ ของนางอยู่ไกลลึกเข้ามาท้ายๆจวน ติดกับกำแพง ด้านหลัง ล้อมรอบไปด้วย สวนดอกไม้ ที่เธอชอบพอดี ระหว่างเดินมาถึงท้ายๆเรือน เธอก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

"ตุ๊บบ "

เหมือนเสียงของหนัก ตกลงมา เสียงดังมาจากข้างกำแพง ด้านท้ายของจวน เธอจึงหยุดชะงั๊กฟังเสียง ว่าคืออะไร

''เสียงอะไรนะเจ้าคะ ''

เลียงลี่ที่เดินตามเธอมาตลอดถามออกมาด้วยความสงสัย

''เดินไปดูกัน ''

มิลลี่เองก็สงสัย เธอและเลียงลี่จึงพยายามเดินอย่างเบาที่สุดเพื่อเข้าไปดูที่มาของเสียง เธอเดินตามทาง ผ่านสวนดอกไม้ที่มีมากมาย กวาดตามองหาที่มาของเสียง เห็นเงาดำๆนอนแอ้งแม้งอยู่ตรงข้างกำแพง เธอจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ คนที่เป็นเจ้าของเสียง คือ บุรุษชุดดำ ใบหน้าคาดผ้าดำปิดไว้ รูปร่างสูงใหญ่ ที่แขนซ้าย มีโลหิตไหลออกมาไม่หยุด มองเห็นแต่ใบหน้าด้านบนของเขา ที่ไม่ได้ปิดผ้าเอาไว้ เขามีเหงือผุดออกมาจากหน้าผาก ที่เริ่มขาวซีด ดวงตาปิดสนิท คล้ายว่าคง สลบไปแล้ว

"ใครเนี่ย โจรหรือปล่าวก็ไม่รู้ เอาไงดีเจ้าคะ ตามบ่าวชายดีไหมเจ้าคะคุณหนู"

เลียงลี่เอ่ยถามคุณหนูของตนเพราะไม่รู้ว่าควรทำไงดี

มิลลี่คิดหนักว่าจะเอาไงกับชายชุดดำคนนี้ดี จะบอกท่านปู่ดีไหม หรือจะเรียกคนมาจับไปขังดี หรือควรจะรีบลากเขาเอาไปทิ้งไว้นอกจวนดี พอคิดไปคิดมา ก็เกิดรู้สึกสงสารขึ้นมา เมื่อเห็นเลือดของเขาไหลไม่ยอมหยุด แถมหน้าผากของเขาก็เริ่มซีดเผือด และเมื่อความสงสารมีมากกว่าความคิดอื่น ก็เลยตัดสินใจว่าจะช่วยเขาเอาบุญสักครั้ง เพราะดูเหมือนเขาจะทรมานมาก ขนาดสลบไปแล้วแต่หัวคิ้วยังขมวดขนาดนั้น

'เอาไงเอากัน ถือว่าช่วย ลูกนกลูกกา แล้วกัน'

เธอเองก็ยังเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเลย แล้วนี่คนกำลังนอนเจ็บ เลือดอาบขนาดนี้ ยังไงก็ต้องช่วยสักครั้ง

"บ่าวไปตามคนมาจับไปนะเจ้าคะ"

"อย่านะเลียงลี่ เราจะช่วยเขาเอาบุญสักครั้ง "

''จะดีหรือเจ้าคะ ถ้าเขาเป็นคนร้ายละเจ้าคะ ถ้าเขาจะทำร้ายเราละเจ้าคะ ''

''ตอนนี้เขาสลบไปแล้วทำอะไรเราไม่ได้หรอก ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาและคิดจะทำร้ายเราละก็ ข้าจะตีเขาให้สลบอีกครั้งเอง มาเถอะมาช่วยกันแบกเขาไปที่เรือน รักษาเขาเสร็จแล้วเราค่อยให้เขาไปก็ได้ ''

''ก็ได้เจ้าค่ะ ''

เลียงลี่ได้ยินผู้เป็นนายตอบเช่นนั้น ก็จนใจ ต้องมาช่วยกัน พยุงบุรุษชุดดำ เข้าไปในห้องอย่าง ทุลักทุเล

'คนบ้าอะไร หนักชะมัด '

เธอได้แต่บ่นอุบอิบในใจ

ก่อนที่จะวางเขาลงบนเตียง ส่วนทางเหมียนมี่ที่กำลังเตรียมน้ำอาบให้คุณหนูอยู่นั้น ตกใจจนทำถังน้ำตกเมื่อเห็นคุณหนู กับเลียงลี่พี่สาวของตนพยุงใครบางคนเข้ามาอย่างทุลักทุเล

''เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ นั้นใครเจ้าคะ ''

''เหมียนมี่อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย เธอกับเลียงลี่ ไปเอายา อุปกรณ์ทำแผลมาด่วน''

สองสาวใช้รีบทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ออกไปเอายากับอุปกรณ์ ที่ห้องเก็บยา

ส่วนเธอระหว่างรอสองสาวที่ไปเอายา ก็จัดการ ฉีกแขนเสื้อที่เปื้อนเลือดตรงแผลออก ก่อนจะเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด

''หมับบ''

อยู่ๆ ก็มีมือหนาแข็งดังคีมเหล็ก บีบเข้าที่ลำคอของเธอ

"โอ้ยยย ปล่อยข้านะ "

เธอพยายามแกะมือ ออกจากลำคอ แต่ก็ไม่เป็นผล

"เจ้าคิดจะทำอะไร บอกมาเดี่ยวนี้"

ชายชุดดำถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยแววสังหารมาเต็มเปี่ยม แรงกดดันที่นางไม่เคยเจอมาก่อน วันนี้ต้องได้มาเจอ ความอึดอัดจนแน่นหน้าอก แรงที่มีกลับลดน้อยถอยลงไปหมด เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ตอบคำถาม เขาเพิ่มแรงบีบเข้ามาอีกจนตอนนี้ เธอแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว

'' อ่อย อ้า อิ อ้า อาย ไอ ไอ้ ออก ''

(ปล่อยข้าสิข้าหายใจไม่ออก)

''บอกมาสิ ว่าเจ้าคิดจะทำอะไรข้า ''

มิลลี่พยายามแกะมือที่บีบคอตัวเองออก เพราะตอนนี้เธอจะขาดอากาศหายใจตายอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรก็แกะมือนี้ออกไม่ได้สักที

'' อ่อย อ้า อ่อน อิ อ้า อะ ออก ''

(ปล่อยข้าก่อนสิข้าจะบอก)

เขายอมปล่อยมือออกจากคอ เพราะเห็นว่านาง จะขาดอากาศหายใจอยู่แล้ว และจะได้ฟังความจากนาง ได้ชัดๆ

''ว่ามา เจ้าจะทำอะไรข้า''

''แค๊กๆๆ โอ้ยคอฉัน ระบม ไปหมด ท่านจะบ้าหรืออย่างไร ข้ากำลังช่วยท่านนะ แค่จะทำแผลให้ เหตุใดต้องมาบีบคอข้าด้วยเล่า ''

''จริงรึ ''

''ข้าเหมือนคนโกหกรึ ''

เขามองมาที่แผลของตนและก็มองไปข้างๆเห็นมีผ้าเปื้อนเลือดและอ่างน้ำอยู่ นางคงมิได้โกหก

''ข้าต้องขออภัยแม่นางจริงๆ ในความผิดครั้งนี้ ข้าไม่ทันดูให้ดีเสียก่อน ''

เขาตกใจเพราะฟื้นขึ้นมาก็เจอคนแปลกหน้ากำลังจะทำอะไรกับร่างกายของเขา เขาจึงคิดไปในทางชั่วร้าย คิดว่าตนกำลังจะถูกฆ่า เพราะมันเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเขามาก่อน

“คุณหนูยามาแล้วเจ้าค่ะ”

ระหว่างนั้น สาวใช้ทั้งสองก็เข้ามาพร้อมยาเดินตรงมาหาเจ้านายของตนทันที

'' ข้าไม่รบกวนแม่นางแล้ว ขอบใจมากที่ช่วยเหลือข้า ''

เขาเอ่ยขอบคุณหญิงสาวใจดี ก่อนจะลุกเพื่อออกไปจากที่นี่

'' งั้นให้ข้าทำแผลให้ก่อนแล้วท่านค่อยไป ''

เขาก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง ยอมนั่งลงให้เธอทำแผลแต่โดยดี เธอตั้งใจทำแผลและใส่ยาให้อย่างใจเย็น และนุ่มนวล

ส่วนเขาก็แอบมองหญิงสาวใจดี พิจารณา อยู่เงียบๆ ถึงแม้หญิงสาวตรงหน้าจะมีรูปร่างที่เจ้าเนื้อ หน้ากลมดั่งซาลาเปา ไม่เป็นดั่งสตรีในห้องหอที่เอวบาง ร่างน้อย แต่เขากลับไม่ได้สนใจตรงนั้น แต่สิ่งที่เขาสนใจคือ นางนั้นยอมช่วยเหลือเขา ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ทั้งที่เขาอาจจะไม่ใช่คนดี ช่างเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดี มีเมตตา การเอื้ออาธรต่อผู้อื่นเช่นนี้ นับว่าหายาก อย่างไรเสียก็นับได้ว่านางเป็นผู้มีพระคุณ

'' เอาละ เสร็จแล้ว อย่าให้แผลโดนน้ำนะ ''

''ขอบใจมากแม่นางและขอโทษด้วยที่เข้าใจแม่นางผิด จึงได้ทำการรุนแรงไป ''

เขารู้สึกเสียใจจริงๆ ไม่น่าทำร้ายนางเลย เขามันโง่เอง เขาจะต้องตอบแทนนางและชดใช้ในสิ่งที่เขาทำลงไป

'' ไม่เป็นไรหรอก ท่านกลับไปได้แล้วละ ''

มิลลี่ไม่ติดใจเอาความ เพราะรู้ว่าผู้คนที่นี่ล้วนไม่เหมือนโลกที่เธอเคยอยู่

'' ลาก่อน ข้าจะไม่ลืมที่แม่นางช่วยข้าในครั้งนี้ ''

ว่าแล้วเขาก็ทะยานออกไปทางหน้าต่าง หายไปในความมืด อย่างรวดเร็ว

@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ใครอยากอ่านต่อ คอมเม้นรัวๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...