โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ลุยหุ้นจีน “H-Share” ผ่าน “Index Fund”…ทางเลือกที่ง่ายกว่า !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 20.36 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 16.08 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

“ตลาดหุ้นจีน” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่ได้มีการเพิ่มหรือจำแนกตลาดหุ้นออกมาเป็นหลากหลายประเภท ตามวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุนที่มีความสนใจต่ออุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงหรือตามขนาดของบริษัท
ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นจีนนอกจากตลาด A-Share” ที่เป็นหุ้นจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ยังมีตลาด H-Share" ซึ่งเป็นดัชนีของบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่ที่จดทะเบียนใน ‘ฮ่องกง’นั่นเอง
ซึ่งมีอยู่หลากหลายอุตสาหกรรมรวมถึงหุ้นใน “กลุ่มเทคโนโลยี” ของยักษ์ใหญ่กว่า 30 บริษัทในตลาดหุ้นฮ่องกงซึ่งทำให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะเข้าลงทุนในบริษัทอย่าง Tencent, Alibaba, JD.com ได้ไม่ยากแต่ในกลุ่มดัชนีก็อาจมีหุ้นที่อาจสร้างผลตอบแทนได้ดีให้แก่พอร์ตการลงทุนไม่แพ้หุ้นบริษัทขนาดใหญ่
เพื่อโอกาสนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอโอกาสในการนำเสนอข้อมูลกองทุนรวมอย่าง“กองทุนดัชนี” ที่สามารถทำให้เราลงทุนแบบเหมาเข่งได้มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้

ลุยหุ้นจีน “H-Share” และ “HSI”…ผ่าน “กองทุนดัชนี” ทางเลือกที่ง่ายกว่า-สะดวกกว่า

ในฮ่องกงก็จะมีทั้ง Hang Seng Index(HSI)”ของฮ่องกงเอง และ Hang Seng China Enterprises Index(HSCEI)” ซึ่งเป็นหุ้นจีนในฮ่องกงหรือ H-Share” นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 1 พ.ย. 21) ปรับตัวลดลง -8.58% และ -17.01% ตามลำดับ
“เนื่องจากตลาด H-Share’ ต้องใช้มาตรฐานการบัญชีของฮ่องกงที่มีความเป็นสากล จึงทำให้บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดนี้มีความน่าเชื่อถือและได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ”
ซึ่งการเข้าไปลงทุนในดัชนีทั้ง 2 ผ่านกลุ่ม “กองทุนดัชนี” ที่มีกลยุทธ์การบริหารแบบ Passive Fund ถือเป็นวิธีการเข้าไปลงทุนที่ง่ายและสะดวก มีค่าใช้จ่ายที่ถูกว่ากองที่เป็น Active Fund ด้วย
“โดยจุดเด่นของ กองทุนรวมดัชนี ที่นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถให้จำนวนหุ้นที่มีความหลากหลายทั้งด้านอุตสาหกรรมและจำนวนหุ้นในดัชนีจำนวนหนึ่งแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนต่างๆ ลงไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายรวม เป็นต้น ซึ่งเมื่อเรามีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงก็จะช่วยให้ ‘ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return)’ มาถึงมือผู้ลงทุนมากขึ้นซึ่งดีต่อการลงทุนในระยะยาว
“จึงทางเลือกการลงทุนที่ดี สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะปิดความเสี่ยงด้วยการกระจายลงทุนในหุ้นหลากหลายจำนวนพร้อมทั้งโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น”
สำหรับตลาด H-Share” ที่นักลงทุนสามารถเข้าไปจับจองการลงทุนได้นั้นสามารถทำได้ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในไทยที่ได้เปิด “กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)”ให้ลงทุนกัน ซึ่งมี 5 บลจ.ไทย ประกอบไปด้วย บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.กรุงศรี, บลจ.แอสเซทพลัส, บลจ.วรรณ และบลจ.ทิสโก้ ที่มีลงทุนในกองทุนหลักเป็นกอง ETF ในต่างประเทศ
“ซึ่งกองทุนที่ถูกเลือกเป็นกองทุนหลักจาก 5 บลจ.นั้น จะมีตั้งแต่ ‘HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETF’, ‘Hang Seng Index ETF’และ ‘Hang Seng H-Share Index ETF’ โดยแต่ละกองทุนของบลจ.บางกองก็อาจจะมีนโยบายการลงทุนในกองทุนหลักเดียวกัน”

รู้จักกับ “กองหุ้นจีน” ที่ลุยตลาด “H-Share” และ “HSI”

ยกตัวอย่าง ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ที่ใช้ชื่อกองทุนว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน (SCBCE)”และ ‘บลจ.กรุงศรี’ที่ใช้ชื่อกองว่า“กองทุนเปิด กรุงศรีไชน่าอิควิตี้ (KF-CHINA)” โดยมีกองทุนหลักเป็นHANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETF” ที่ได้จัดตั้งและจัดการโดย ‘Hang Seng Investment Management Limited’
หรือจะเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลักเหมือนกันก็คือ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า H-Shares อิควิตี้ (TISCOCH)” จาก ‘บลจ.ทิสโก้’และ“กองทุนเปิด วรรณ ไชน่า ออโต้ รีเด็มชั่น ฟันด์ (ONE-CHINA)” จาก ‘บลจ.วรรณ’ที่ได้ใช้กองทุนหลักเป็น Hang Seng H-Share Index ETF”ที่บริหารและจัดการโดย ‘Hang Seng Investment Management Limited’เช่นเดียวกัน
กองทุนสุดท้าย Hang Seng Index ETF” ที่ถูกบริหารและจัดการโดย ‘Hang Seng Investment Management Limited’ อีกหนึ่งกอง โดย “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI)”จาก ‘บลจ.แอสเซทพลัส’เป็นเพียงกองทุนเดียวที่ใช้กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนหลัก
อย่างไรก็ดีแม้ว่ากองทุนต่างๆ จะมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันออกไปตามกองทุนหลัก แต่กองทุนหลักทั้ง 3 กองจะดำเนินภายใต้กลยุทธ์เดียวกันหรือ สร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index)” ให้มากที่สุด ส่วนกองทุนที่ลงทุนในดัชนี Hang Seng Index” ก็จะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุดเช่นเดียวกัน
“ผลการดำเนินงานของกองทุนดัชนีอาจจะดูไม่หวือหวามากนัก โดยได้รับผลกระทบในเชิงลบจากนโยบายคุมเข้มของรัฐบาลจีนที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนใน ‘หุ้นจีน’ ในภาพรวมอาจไม่สดใสเท่าไรนัก แต่ด้วยกลยุทธ์แบบ Passive ที่ต้องรักษาผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงกับดัชนี จึงทำให้การปรับกลยุทธ์ในการเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไปในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป และในช่วงที่ ‘ตลาดขาขึ้น’ ก็จะปรับขึ้นได้ตามตลาดเช่นเดียวกัน คงต้องยอมรับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักสำหรับการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณเอง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...