เปิดประวัติศาสตร์ใหม่ ดุสิตธานี อาคารทอง 39 ชั้น พลิกประตูเจาะห้องพักวิวหรู 5 ดาว
เปิดประวัติศาสตร์ใหม่ ดุสิตธานี อาคารทอง 39 ชั้น พลิกประตูเจาะห้องพักวิวหรู 5 ดาว
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อนที่ดุสิตธานีพร้อมปิดประวัติศาสตร์บทแรก ทุบตึกปิดปรับปรุง เพื่อ “เปลี่ยนผ่าน” สู่การเดินทางบทใหม่
ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ดุสิตธานี ย้ำว่า “โรงแรมดุสิตธานียังจะไม่ไปไหน” ตึกที่มีอายุร่วม 50 ปีจะกลับมาใหม่โดยยังคงใช้ปรัชญาในการบริหารและออกแบบ ตลอดจนการดูแลเรื่องการบริการเหมือนเดิม
และวันนี้“ดุสิตธานี” พร้อมแล้ว หลังจากทุบตึกทั้งหลังและสร้างเป็น มิกซ์ยูสคอมมูนิตี้ ที่มีทั้ง โรงแรมดุสิตธานี และห้างสรรพสินค้าที่ด้านบนเป็นสำนักงาน
โดยในเฟสแรกนี้ เริ่มให้บริการในส่วนของ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา โดยสร้างใหม่ขึ้นทั้งหมดกับ อาคารสีทอง สูง 39 ชั้น กับจำนวนห้องดีลักซ์และห้องพรีเมียร์ ทั้งหมด 257 ห้อง (จากเดิม 510 ห้อง) มีพื้นที่ในห้องพักถึง 50 ตร.ม. ซึ่ง “ทุกห้องพัก” จะหันไปทางทิศเดียวกันทั้งหมด ทำให้การันตีว่าได้รับชมวิวกรุงเทพฯ จากมุมสูง ตลอดจนทัศนียภาพของสวนลุมพิธี ตัดกับเส้นขอบฟ้าสีทองผ่นกรอบหน้าต่างกระจกเต็มบานขนาดใหญ่ ที่สั่งทำพิเศษเพื่อไม่ให้มีรอยต่อของกระจก มากไปกว่านั้นยังมีไฮไลต์คือสามารถนั่งมองวิวจากในห้องอาบน้ำได้ด้วย
เปลี่ยนผ่าน ดุสิตธานี สู่ตำนานบทใหม่ มีอะไรคงไว้และเปลี่ยนไปบ้าง?
เพราะ ดุสิตธานี เป็นหมุดหมายใจกลางกรุงของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว ทำให้เปรียบเหมือนสมุดบันทึกที่จารึกเรื่องราวไว้มากมาย ซึ่งหมายรวมไปถึงเรื่องราวของ ดุสิตธานี เอง ที่หากย้อนไปกว่า 50 ปีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีทันสมัยในการให้บริการ เป็นตึกที่สูงที่สุดในไทย ณ ขณะนั้น ห้องนภาลัย และห้องเทียร่า สถานที่แต่งงานและจัดแฟชั่นโชว์ยอดนิยม แหล่งรวมร้านอาหารขึ้นชื่อ รวมไปถึงที่นัดพบของเหล่าเซเลบริตี้ เป็นต้น
เมื่อย่างก้าวเข้าไปใน โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โฉมใหม่ ความรู้สึกแรกปะปนไปด้วย “เหมือนจะคุ้นๆ ดูคุ้นเคย” กระทั่งกลายเป็นความสนุก น่าค้นหาว่ามีอัตลักษณ์ใดที่นำมาจากดุสิตธานีเดิมบ้าง ซึ่งต่อไปจะมีเฉลยด้วย
ทว่า 1 ในสิ่งที่รู้สึกว่าต่างจากดุสิธานีเดิมคือ “ความโล่ง โปร่ง” ที่มีแสงสว่างมากขึ้น
ครั้นเดินผ่านล็อบบี้ไปจะเจอกับภาพแปลนของดุสิตธานีเดิม พร้อมกับ เสาเบญจรงค์ (Benjarong Pillars) ผลงานจิตรกรรมของ ท่านกูฎ – ไพบูลย์ สุวรรณกูฎ ซึ่งเป็นเสาที่แบกรับน้ำหนักของดุสิตธานีเดิมไว้ตั้งแต่ชั้นใต้ดินจนถึงดาดฟ้า ผู้บริหารจึงมีความต้องการที่จะเก็บรักษาเอาไว้ จึงมีการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของกรมศิลปากรในการเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ตอนที่ทุบตึกดุสิตธานี จึงต้องทุบทั้งตึกจากด้านบน เพื่อให้เหลือเสาเบญจรงค์ แล้วตัดมาเป็น 2 เสานำมาตั้งบริเวณล็อบบี้ของโรงแรมดุสิตธานี ใหม่ ซึ่งแต่ละต้นมีน้ำหนักกว่า 5 ตัน ซึ่ง André Fu Studio ผู้ออกแบบมีแนวคิดว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผ่านเสาทั้ง 2 ต้นนี้ไปจะเจอกับดุสิตธานีโฉมใหม่ที่เพิ่มความทันสมัยไปเรื่อยๆ ตามลำดับชั้นที่สูงขึ้นไป
และยอดแหลมสีทอง เอกลักษณ์ของดุสิตธานีที่เห็นได้จากระยะไกล แรงบันดาลใจมาจาก ยอดของพระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ได้สร้างสรรค์ “ยอดเสาใหม่” ที่มีลักษณะโปร่ง ครอบยอดเสาสีทองเดิม (นำมาจากที่เดิม) และสามารถเห็นด้านในอย่างชัดเจน
เติบโตไปด้วยกัน น้ำตก 9 ชั้น กับต้นไม้ที่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งดุสิตธานี ปลูกเอง
หนึ่งในซิกเนเจอร์ของ โรงแรมดุสิตธานี ตั้งแต่เดิมคือสวนกลางกรุงที่มีน้ำตก 9 ชั้น หรือที่เรียกว่าน้ำตกสวรรค์ชั้นดุสิต ในโรงแรมใหม่ก็นำแนวคิดมาด้วยแต่ออกแบบส่วนน้ำตกขึ้นใหม่ ทว่าต้นไม้ที่ล้อมรอบน้ำตกนำมาจากโรงแรมเดิม โดยระหว่างที่ปรับปรุงได้นำไปต้นไม้ทั้งหมดไปฝากไว้ที่ดุสิตธานี หัวหินก่อน ด้วยทุกต้นท่านผู้หญิงชนัตถ์ และครอบครัวเป็นผู้ลงมือปลูกด้วยตัวเองเพื่อเซฟค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงแรมเมื่อ 50 ปีก่อน
ไปต่อกันที่ไฮไลต์อย่าง “ห้องพัก” มีรายงานว่าหลังจากเปิดให้บริการวันแรก เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม มีผู้ใช้บริการเต็มทุกวัน โดยมีหลายรายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของโรงแรมดุสิตธานี ใช้บริการในวันสุดท้ายที่เปิดให้บริการ และจองเข้าพักในวันแรกที่เปิดให้บริการแห่งใหม่นี้ด้วย
สำหรับ ห้องพัก เริ่มต้นที่ราคา 12,000 บาท++ การตกแต่งลงรายละเอียดโดยเน้นใช้โทนสีแบบไทย หรือ Thai Tone เพื่อส่งมอบความอบอุ่นสบายให้กับแขกและเน้นการใช้สีเขียว ซึ่งจะแฝงอยู่ในสีของโซฟา ผนัง บานประตู ไปจนถึงลายหินอ่อน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงจุดตั้งของโรงแรมที่อยู่ตรงข้ามสวนลุมพินีที่เป็นพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ
ผนังในห้องพัก เป็นผ้าสีแชมเปญที่สั่งทำพิเศษ ส่วนลวดลาย ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เส้นสินเทา” จากภาพจิตรกรรมอู่ข่าวอู่น้ำ ซึ่งประดับอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานีเดิม นำมาสู่การออกแบบให้มีรูปทรงเหมือนก้อนเมฆ เพื่อสะท้อนถึงสวรรค์ชั้นดุสิตตามชื่อของโรงแรม
สระว่ายน้ำวิวทอง ฟิตเนสครบครัน
นอกจากห้องพักจะวิวสะกดใจแล้ว สระะว่ายน้ำก็ไม่แพ้กัน โดยมองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ในมุมกว้าง ทั้งยังมีฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ตลอดจนกิจกรรมผ่อนคลายมากมาย
การกลับมาของ ดุสิต กูร์เมต์
อย่างที่บอกว่าหนึ่งในจุดหมายปลายทางของผู้ใช้บริการ ดุสิตธานี ส่วนหนึ่งคือห้องอาคาร ซึ่งในครั้งนี้ ดุสิต กูร์เมต์ กลับมาเปิดด้วยพร้อมกับเปลี่ยนเป็นให้บริการ All Day สามารถรับประทานอาหารว่างคาวหวาน เบเกอรี่อบร้อนสดใหม่ และเมนูเดลี่สุดคลาสสิก
บาร์ลับกลางกรุง
ด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางกรุง ใกล้กับรถไฟฟ้า จึงเป็นที่มาว่าทำไมจะต้องมีบาร์ให้บริการด้วย ทว่านอกจาก “แกรนด์ ล็อบบี้ บาร์” ที่เสิร์ฟชายามบ่ายซิกเนเจอร์ เซ็ตอาหารว่างตำรับไทยโดยทีมเชฟแล้ว ยังมี “บาร์ลับ” ที่รับรองลูกค้าได้เพียง 10 คนเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่อยากมานั่งชิล ไม่อยากเจอคนมากๆ เพื่อผ่อนคลาย
นอกจากนี้ยังมี ส่วนของ ‘ห้องประชุม’ ที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่าง ‘ห้องนภาลัย’ ซึ่งจะกลับมาในรูปแบบใหม่ที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ยังมีกลิ่นอายของห้องนภาลัยอันเดิมที่ซ่อนอยู่ ในพื้นที่ทั้งหมดกว่า 5,000 ตร.ม. ที่มีกระจกบานใหญ่ที่มีความสูงถึง 8 เมตร รับรองแขกได้สูงสุด 1,400 คน ที่มีแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้เห็นสวนลุมพินีอย่างชัดเจน
ต้องลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้ใช้บริการ “ห้องนภาลัย” โฉมใหม่ เป็นงานแรก ตลอดจนติดตามเส้นทางประวัติศาสตร์ใหม่ ของดุสิตธานี ในเฟสอื่นๆ ต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดประวัติศาสตร์ใหม่ ดุสิตธานี อาคารทอง 39 ชั้น พลิกประตูเจาะห้องพักวิวหรู 5 ดาว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th