โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคไมเกรนเรื้อรัง รักษาได้ ไม่ต้องทนทรมาน | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 06.32 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2567 เวลา 03.00 น.
  • สาเหตุของโรคไมเกรน
  • รักษาโรคไมเกรนเรื้อรังได้ด้วยวิธีใดบ้าง

โรคไมเกรนเรื้อรัง รักษาได้ ไม่ต้องทนทรมาน

อาการปวดหัวจากโรคไมเกรนเรื้อรัง นอกจากสร้างความปวดทรมานแล้ว ยังทำลายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ชีวิตครอบครัว สังคมหรือหน้าที่การงาน จนนำไปสู่โรควิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยบางราย

โรคไมเกรนเรื้อรังคืออะไร

โรคไมเกรนเรื้อรัง หมายถึง ผู้ที่มีอาการปวดหัว 15 วันต่อเดือนขึ้นไป โดยมีอาการปวดหัวในลักษณะของไมเกรนอย่างน้อย 8 วันต่อเดือนเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน

สาเหตุของโรคไมเกรน

ในปัจจุบันเราทราบจากภาพเอกซเรย์สมองว่า สมองส่วนไฮโปทาลามัสและก้านสมองของผู้ป่วยโรคไมเกรนมีความผิดปกติในการควบคุมสัญญาณการปวด ทำให้ผู้ป่วยไวต่อสิ่งกระตุ้นทั้งภายนอกและภายในร่างกายหลายอย่าง เช่น แสงแดด อากาศเปลี่ยนแปลง กลิ่น อารมณ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน อาการหิว อาหารหรือยาบางชนิด

อาการปวดหัวไมเกรนเป็นอย่างไร

  • อาการปวดหัวระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • มักจะปวดหัวตุ้บๆ โดยปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
  • บางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • มีความไวต่อแสง เสียง กลิ่น
  • ปวดหัวเมื่อมีการขยับร่างกายหรือเปลี่ยนกิจกรรม เช่น ลุกจากเก้าอี้ เดินขึ้นลงบันได
  • บางคนอาจรู้สึกเสียวที่หนังศีรษะหากเป็นมานาน
  • ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการนำหรืออาการเตือนล่วงหน้า เช่น เห็นแสงเป็นเส้นหยักๆ รู้สึกชายิบๆที่มือ ที่ปาก หรือพูดติดขัด

วินิจฉัยโรคไมเกรนเรื้อรังได้อย่างไร

การวินิจฉัยโรคไมเกรน ต้องอาศัยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการวินิจฉัย เพราะอาการปวดหัวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่แฝงอยู่ การวินิจฉัยเน้นการซักประวัติ โดยใช้เกณฑ์ของ The International Headache Society: ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเอ็มอาร์ไอหรือว่าซีทีสแกน หากมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ยืนยันผลการวินิจฉัย

รักษาโรคไมเกรนเรื้อรังได้ด้วยวิธีใดบ้าง

ปัจจุบันการรักษาโรคไมเกรนมีความก้าวหน้าไปมาก มียาที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด รวมถึงมีวิธีการที่หลากหลายมากกว่าแต่ก่อน
ยารักษาโรคไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือยาป้องกัน ซึ่งต้องกินอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความรุนแรงและความถี่ในการเกิดไมเกรนและยาระงับปวดที่ใช้เมื่อมีอาการปวดไมเกรน

  • ยาระงับปวด มีหลายชนิด ตั้งแต่ยาระงับปวดทั่วไปจนถึงยาแก้ปวดที่เฉพาะเจาะจงต่อไมเกรน
  • ยากินป้องกันไมเกรน เป็นยารักษาโรคอื่นที่ใช้รักษาไมเกรนได้ เช่น ยาแก้ซึมเศร้า ยาความดัน ยากันชัก ซึ่งโอกาสได้ผลในการป้องกันไมเกรนมีประมาณ 30 – 60 เปอร์เซ็นต์หรือได้ผลช้ามาก ต้องใช้เวลาในการปรับยานานและมักมีผลข้างเคียง เช่น ทำให้รู้สึกมึน ง่วงนอน น้ำหนักขึ้น ผมร่วง บางคนมีอาการหงุดหงิด ซึมเศร้าหลังจากใช้ยา
  • ยาป้องกันไมเกรนกลุ่ม anti CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide) ซึ่งในปัจจุบันมีในรูปแบบยาฉีดใต้ผิวหนัง ทุก 1-3 เดือน ยาให้ทางเส้นเลือด (IV form) ทุก 3 เดือน และยากินวันเว้นวัน ช่วยลดความถี่ในการปวดหัวได้ถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ระยะเวลาในการปวดสั้นลงและไม่รุนแรงเท่าเดิม ยามีผลข้างเคียงน้อยมาก
  • การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เพื่อยับยั้งสารสื่อประสาทที่ทำให้ปวดหัวไมเกรน โดยฉีดทุก 3 เดือนครั้งละ 31 ถึง 39 จุด เห็นผลหลังจากฉีดประมาณ 2-3 สัปดาห์ ต้องฉีดทุก 3 เดือนทั้งหมด 5 รอบ หากดีขึ้น แพทย์จะฉีดห่างเป็น 4 เดือนและ 5 เดือนและอาจเลิกฉีดได้ในที่สุด โบท็อกซ์ช่วยลดความถี่ในการปวดหัวและมีผลข้างเคียงน้อยมาก
  • การใช้ยากลุ่ม anti CGRP ร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการเดียวแล้วไม่ได้ผล
  • กลุ่มการรักษาอื่นๆที่ไม่ใช้ยา เช่น การบล็อกเส้นประสาท ใช้รักษาไมเกรนบางประเภทได้ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ช่วยป้องกันการปวดหัวไมเกรนและแพทย์จะพิจารณาตรวจเอ็มอาร์ไอ เพิ่มเติม ในกรณีที้สงสัยว่าปวดหัวเกิดจากสาเหตุอื่นๆ หรือรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
    ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางที่ประสบการณ์สูงในการรักษาโรคปวดหัวไมเกรน โดยเฉพาะโรคไมเกรนเรื้อรัง ที่ซับซ้อนและรักษายาก ทีมแพทย์ของเรามีความชำนาญในการวินิจฉัยและการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายครอบคลุม เหมาะสมกับอาการและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

เรียบเรียงโดย นพ. วนกร รัตนวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...