โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

บางครั้ง Self-care ที่จำเป็นคือการเรียนรู้ที่จะ ‘ปฏิเสธ’ และ ‘ตัด’ คนออกไปจากชีวิตบ้าง

Mirror Thailand

อัพเดต 19 ธ.ค. 2567 เวลา 12.29 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 12.29 น.
ภาพไฮไลต์

ยอมรับว่าในโลกที่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน และไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตามลำพังแบบ 100% ขนาดนั้น เอเนอร์จี้มากมายของเราย่อมถูกใช้ไปกับการทำให้คนอื่นพึงพอใจ คอยแคร์ว่าเขาจะคิดอย่างไร จะรีเเอ็กแบบไหนกับเรา แล้วเราเองก็ต้อง ‘Please’ เขาแบบไหน เพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นๆ ให้อยู่รอดต่อไป

การจะกลับมาให้ความสำคัญกับความต้องการ และปกป้องเอเนอร์จี้ของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แถมต้องอาศัยความหาญกล้าอยู่ไม่น้อยที่จะลุกขึ้นมาเซ็ต ‘ขอบเขต’ และ ‘ระยะ’ ในทุกๆ ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่น เพราะมันอาจทำให้พวกเขาเกิดอาการผิดหวัง น้อยใจ หรือโกรธเคือง จนบ่อยครั้งทำเอาเราไม่กล้าที่จะปฏิเสธหรือเลือกตัวเองก่อน ต้องยอมทำตามความต้องการของคนอื่นไปเรื่อยๆ แม้จะรู้อยู่แก่ใจและเหนื่อยล้าทางอารมณ์ต็มทีกับการต้องทำแบบนั้นเแล้วก็ตาม

เราเจอบทความหนึ่งในเว็บไซต์ New York Time ที่บอกไว้น่าสนใจว่า บางครั้งเราอาจต้องเลือกที่จะ ‘ปฏิเสธ’ และ ‘ตัด’ คนออกไปจากชีวิตเมื่อจำเป็น โดยที่ไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดใดๆ เลยได้เหมือนกัน เพราะนั่นแหละคือ Self-respect และ Self-care ที่สำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรเรียนรู้ที่จะมีต่อตัวเอง

‘No’ is enough

แค่ ‘ไม่’ ก็เพียงพอ

ทำไมการปฏิเสธ คำว่าไม่ แค่สั้นๆ นี้ถึงทำให้คนเรารู้สึกอึดอัดได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง-คนพูด ที่บางทีพูดออกไปแล้วก็ไม่สบายใจไปหลายวัน หรือคนที่ได้ฟังเองก็เหมือนกัน อาจเป็นเพราะว่าหลังการปฏิเสธ มันมักจะตามมาด้วยบรรยากาศ Dead Air และความกระอักกระอ่วนต่าง ยิ่งคนที่เป็น People Pleaser หนักๆ ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับความเงียบงันนี้ จนทำให้บ่อยครั้งต้องออกตัว พยายามหาทางออก หรือพยายามแก้ไขอะไรให้ได้สักอย่างเสมอหลังจากการปฏิเสธของตัวเอง ราวกับว่าภาระหน้าที่การหาโซลูชั่นนั้นเป็นของเราคนเดียวอย่างนั้นแหละ

นักจิตบำบัดอธิบายว่า ที่เป็นแบบนั้นเพราะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมที่เเคร์อยู่ตลอดว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา ทั้งที่จริงแล้วการปฏิเสธบ้างก็ไม่ได้ทำให้โลกแตก เพราะมันเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับการได้รับรีเเอ็กในทางลบกลับจากคนที่เราปฏิเสธก็เป็นเรื่องปกติเหมือนกัน และบางครั้งแค่คำว่า ‘ไม่’ คำเดียวก็เพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องต้องหาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายเสมอไป ทางที่ดีหลังจากปฏิเสธไปแล้ว ก่อนจะออกตัวหาโซลูชั่นอะไรออกไปเพื่อแก้สถานการณ์ ลองรีเช็กกับตัวเองอีกทีว่า นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบจริงๆ เหรอ

Some bridges need to be burned

สะพานบางอันก็ต้องเผาทิ้งซะ!

สำนวน Burning The Bridge ยังเป็นแนวคิดที่ใช้ได้อยู่เสมอ หมายถึงการตัดความสัมพันธ์บางอย่างทิ้งไปซะให้จบๆ ถ้ามันไม่ได้ให้คุณค่ากับเรา หรือ Toxic เกินไป ซึ่งอะไรคือความ Toxic จุดไหนคือ Red Flag ไม่มีใครบอกได้นอกจากตัวเรา และเป็นเราที่ต้องเรียนรู้เอาเองว่าความสัมพันธ์นั้นควรไปต่อหรือตัดจบ ซึ่งการเคารพตัวเองอาจหมายถึงต้องตัดจบแบบเผาสะพานให้สิ้นซาก แบบไม่มีทางไหนจะให้เดินกลับไปอีกแล้ว เพราะความอ่อนโยน การรักษานำ้ใจกัน จะด้วยมารยาทหรืออะไรก็ตามแต่ อาจใช้ไม่ได้เสมอไปกับบางคน บางเรื่อง เข้าใจว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะตัดใครสักคนออกไป แต่ก็อาจต้องกลับมาถามตัวเองด้วยเหมือนกันว่า แล้วมันยังจำเป็นต้องมีคนคนนั้นอยู่ในชีวิตเราหรือเปล่านะ

Keep your softness

ปฏิเสธก็ซอฟต์ได้ ไม่จำเป็นต้องดุดัน

ในอีกแง่หนึ่ง การเซ็ตขอบเขตและระยะในแต่ละความสัมพันธ์ไม่เหมือนกับการ Burning The Bridge เพราะหากไม่พร้อมจะถึงกับตัดฉับความสัมพันธ์นั้นไปเลยทีเดียว ทางเลือกอีกอย่างที่เราพอมีให้กับตัวเองได้ก็คือการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรามีขอบเขตของตัวเองชัดเจน ด้วยท่าทีที่ไม่ต้องดุดันเสมอไป แต่ยังสามารถคงความ ‘ซอฟต์’ เอาไว้ได้ อีกทั้งเรายังสามารถที่จะเปลี่ยนใจ ลด หรือเพิ่มลิมิตของตัวเองให้เหมาะกับความสัมพันธ์ระหว่างคนคนนั้นได้เสมอด้วย ขณะเดียวกัน เรายังสามารถมี Empathy ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจให้กับคนคนหนึ่งได้ ไปพร้อมกับรู้ลิมิตและระยะของตัวเองว่าแค่ไหนที่ ‘พอดี’ โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผูกมัด รับผิดชอบ หรือติดหนี้อะไร หากรู้ตัวว่าความสัมพันธ์นั้นไม่เฮลธ์ตี้กับเราในระยะยาว

Take it easy on yourself

หัดใจดีกับตัวเอง

การจะใจดีกับตัวเองได้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบความทุกข์ความสุขของคนอื่นไปเสียทั้งหมด ขณะเดียวกันคนอื่นก็ไม่ได้มีหน้าที่มาปกป้องสุขภาพจิตหรือเอเนอร์จี้ของเราด้วยเหมือนกัน เราเองต่างหากที่ต้องรักษาพลังงานเหล่านั้นเอาไว้ให้ดี และจุดที่ดีที่สุดก็อาจเป็นการหา ‘ตรงกลาง’ ระหว่างความต้องการของตัวเอง กับความต้องการของคนอื่น นั่นจะช่วยให้เราสามารถตามใจ ทำให้คนอื่นมีความสุขได้ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ต้องลดทอนตัวเองให้เล็กลง เพราะเราเองก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขเหมือนกัน

ที่สุดแล้ว อย่าลืมว่าหากเรามีสุขภาพใจที่ดี มีเอเนอร์จี้มากพอให้กับตัวเองได้ก่อน มันก็มีส่วนช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นๆ ดีตามไปด้วย ปีใหม่นี้ลองรีเซ็ตตัวเองอีกทีว่าใครสมควรไปต่อ และใครไม่ควรได้รับโอกาสนั้นจากเราอีกแล้ว

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2024/10/08/well/mind/boundaries-self-care-advice.html

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...