โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

โปสเตอร์ภาพยนตร์ เพื่อนคู่คิด มิตรคู่หนัง และพลังของการเรียกแขก

นิตยสารคิด

อัพเดต 17 มี.ค. 2565 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 04.01 น.
Movie-Poster-cover

ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ แต่ถ้าจะดูหนังก็คงต้องดูที่ “โปสเตอร์” แม้ใคร ๆ จะบอกว่าอย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก แต่ในตลาดที่มีหนังสือเป็นร้อยเป็นพันเล่ม (บางเล่มก็ห้ามแกะอ่าน) หน้าปกก็นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อหนังสือกลับบ้าน ไม่ต่างอะไรกับแวดวงภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวใหม่ ๆ ผลิตออกมาให้ผู้ชมเลือกสรรกันจนตาแฉะ “โปสเตอร์ภาพยนตร์” จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ๆ จะต้องมี เพื่อดึงดูดใจของผู้ชมให้เลือกตีตั๋วเดินเข้าโรงให้ได้ และในบางครั้งการมองกระดาษแผ่นเดียวไม่กี่วินาทีก็อาจทำให้อีก 3 ชั่วโมงต่อมา ผู้ชมจะมีหนังเรื่องโปรดตลอดกาลเรื่องใหม่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยเช่นกัน

จากวันนั้นจนวันนี้  กับเส้นทางเคียงบ่าเคียงไหล่ของโปสเตอร์และภาพยนตร์
ภาพยนตร์และโปสเตอร์มีความเกี่ยวเนื่องและพัฒนาอย่างเชื่อมโยงกันมาในทุกยุคทุกสมัย มีผู้กล่าวว่าบางทีโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องแรกอาจตกเป็นของภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Projections Artistiques” จากการสร้างสรรค์ของ Jules Cheret ในปี 1890 โดยโปสเตอร์ดังกล่าวเป็นรูปของเด็กหญิงที่ถือใบปิดบอกเวลาของการแสดง พิมพ์ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์หิน แต่โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับการยอมรับในฐานะใบปิดที่ออกแบบและผลิตขึ้นเพื่อโปรโมตตัวหนังโดยเฉพาะนั้นเกิดขึ้นในปี 1895 เมื่อภาพยนตร์สั้นของฝรั่งเศส ที่เป็นหนังเงียบขาว-ดำ เรื่อง “L’Arroseur Arrosé” หรือที่รู้จักในชื่อ The “Waterer Watered” และ “The Sprinkler Sprinkled” ได้เปิดตัวใบปิดหนังเพื่อดึงดูดใจคนดูและสร้างกระแสให้เป็นที่พูดถึงปากต่อปากเป็นวงกว้าง เพราะก่อนหน้านั้นโปสเตอร์ที่ใช้กับภาพยนตร์จะพรรณนาถึงคุณภาพของการถ่ายทำหรือความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีที่ใช้มากกว่าการโปรโมตที่เนื้อหาของตัวภาพยนตร์ แต่ Marcellin Auzolle กลับสร้างโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แตกต่างออกไป ผ่านรูปของผู้ชมที่กำลังหัวเราะเฮฮาไปกับภาพชาวสวนที่โดนน้ำฉีดใส่หน้าบนจอใหญ่ ซึ่งนับเป็นโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำฉากในหนังมาประกอบในโปสเตอร์จริง ๆ ด้วย เมื่อบวกกับการเป็นภาพยนตร์ตลกเรื่องแรกท่ามกลางภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในขณะนั้นที่ไปในทางสารคดี ก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดังระเบิดระเบ้อไปอีกขั้น

ในช่วงยุคแรกเริ่มของการทำโปสเตอร์ รายละเอียดในใบปิดส่วนใหญ่ยังมีเพียงภาพประกอบที่วาดด้วยมือแสดงฉากที่หยิบยกมาจากตัวภาพยนตร์เท่านั้น ส่วนชื่อของนักแสดงยังไม่ใช่หนึ่งในองค์ประกอบที่จำเป็นในแผ่นกระดาษเท่าไร และกว่าที่ชื่อของนักแสดงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปสเตอร์ภาพยนตร์ก็ปาเข้าในช่วงปี 1910 หลังจากที่ผู้ชมหลายคนได้กระหน่ำส่งชื่อนักแสดงที่ต้องการให้รับบทหรือสอบถามชื่อนักแสดงไปยังสตูดิโอ ซึ่งนั่นทำให้สตูดิโอเห็นว่าโปสเตอร์อาจไม่จำเป็นที่จะต้องโปรโมตแค่ตัวหนัง แต่การใส่ชื่อนักแสดงลงไปด้วยอาจช่วยเพิ่มความนิยมและสร้างผลกำไรได้ แนวคิดนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใส่ชื่อนักแสดงลงในใบปิดเพื่อโปรโมตและเพิ่มพลังดึงดูดให้กับภาพยนตร์ของตน 

ผ่านพ้นยุคของหนังเงียบเข้าสู่ยุคภาพยนตร์ที่มีเสียงในช่วงทศวรรษที่ 1930 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ภาพยนตร์กลับกลายเป็นยุคทอง เมื่อจอเงินคือสถานหลีกหนีจากความจริงอันน่าเศร้าของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น โปสเตอร์ภาพยนตร์ในยุคนี้สะท้อนให้เห็นยุคของอาร์ตเดโคที่เน้นรูปทรงเรขาคณิต สีสันจัดจ้าน สดใส ในการโปรโมตภาพยนตร์ และเมื่อภาพยนตร์มีฉากดนตรีและการเต้นรำมากขึ้น สิ่งนั้นก็สะท้อนบนหน้ากระดาษด้วย ในยุคนี้ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างการใช้พื้นหลังที่โล่ง ไม่มีรายละเอียด ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มของโปสเตอร์ที่เน้นตัวละครหลักของภาพยนตร์มากกว่าฉากต่าง ๆ ในหนัง สืบมาถึงปัจจุบันนี้ที่ไม่ค่อยเห็นการใช้ฉากในหนังมาทำใบปิดภาพยนตร์แล้ว และยังรวมถึงการดีไซน์ตัวพิมพ์ให้มีความชัดเจนขึ้นด้วย 

ต่อมา Paramount, MGM และ Universal Pictures 3 สตูดิโอยักษ์ใหญ่ได้เริ่มการผลิตโปสเตอร์หลายรูปแบบเพื่อใช้โปรโมตหนัง จากแนวคิดที่ว่าการเข้าหาแบบหลายหลากจะช่วยดึงผู้คนได้หลายกลุ่มมากขึ้น โดยคอนเซ็ปต์นี้ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่โปสเตอร์ภาพยนตร์ยังคงมีนักแสดงที่ยืนโดดเด่น แต่ในบางครั้งก็มีการผสานเข้ากับฉากสำคัญหรือเพิ่มอิริยาบถต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์หรือสื่อให้เห็นเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้ และในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 มาจนถึงทศวรรษ 1950 การกำเนิดขึ้นของโทรทัศน์ก็ได้ดึงคนดูให้ชมจอแก้วอยู่กับบ้านมากขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นภัยต่อวงการจอเงิน ดังนี้เองภาพยนตร์จึงเน้นผลิตเนื้อหาอย่างภาพยนตร์แอ็กชั่นหรือการผลิตระดับมหากาพย์ที่แตกต่างไปจากจอแก้ว ซึ่งทำให้โปสเตอร์ในขณะนั้นได้กลายมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยต่อสู้จากการรุกรานของรายการโทรทัศน์ โดยต้องแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ โดดเด่น และแตกต่างของหนัง ขณะที่ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ก็ได้เริ่มมีการใช้ศิลปะที่เน้นนำเสนอแนวคิดบนโปสเตอร์ ดังเช่นเรื่อง “Love in the Afternoon” ที่แสดงเพียงอักษรและเบาะแสลึกลับเกี่ยวกับเรื่องราวโดยไม่มีตัวละครอยู่ในโปสเตอร์เลย และในช่วงทศวรรษที่ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กยุคเบบี้บูมเมอร์เติบโต ภาพยนตร์วัยรุ่นก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โปสเตอร์ในยุคนี้จึงเน้นที่การปรากฏตัวของเหล่าไอดอลในยุคนั้น เช่น Elvis Presley รวมถึงมีการใส่เรื่องราวที่ยั่วยวนใจมากขึ้นเพื่อดึงดูดคนดูด้วย 

©Documerica/Unsplash

กระทั่งปลายทศวรรษ 1960 ต่อมาจนถึง 1970 “รูปถ่าย” ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนที่ “รูปวาด” ในโปสเตอร์ ส่งผลมาถึงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งกลายเป็นยุคแรกเริ่มที่ได้เห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ใกล้เคียงกับทุกวันนี้ และเมื่อถึงทศวรรษที่ 1990 การออกแบบโปสเตอร์ด้วยคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเกิดขึ้นมาพร้อมกับความเฟื่องฟูของเทคนิคแอนิเมชัน ในขณะที่เทรนด์จากยุคก่อนหน้าหลายอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งการผลิตโปสเตอร์หลายรูปแบบ หรือการโปรโมตผ่านนักแสดงนำ ในปัจจุบันนี้โปสเตอร์ภาพยนตร์ยังคงความหลากหลายทั้งในแง่การสื่อสารและรูปแบบ บ้างโปรโมตตัวละครหลัก บ้างโปรโมตฉากหนัง บ้างสร้างด้วยการวาด การถ่ายภาพ และบ้างก็สร้างด้วยโปรแกรมดิจิทัล ถึงกระนั้นโปสเตอร์ทุกแผ่นก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการล่อตาล่อใจผู้ชมให้เลือกดูภาพยนตร์มาทุกยุคสมัย

©Magic Mary/Unsplash

ว่าด้วยเรื่องความเหมือนและดีไซน์
แม้ว่าโปสเตอร์แต่ละแผ่นจะถูกออกแบบมาอย่างแตกต่างเพื่อนำเสนอและเป็นตัวแทนของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง แต่แน่นอนว่าจะต้องมีองค์ประกอบและลักษณะบางอย่างที่เป็นจุดร่วมสำหรับการสร้างใบปิดที่ครบถ้วนต่อการโปรโมตที่สุด โดยองค์ประกอบที่เห็นได้เป็นประจำ ได้แก่ ชื่อเรื่อง ชื่อนักแสดงนำ ผู้กำกับ วันเข้าฉาย และบ้างเพิ่มเติมด้วยบทวิจารณ์สั้น ๆ หรือสโลแกนเพื่อดึงดูดผู้ชม ทั้งนี้ ยังมีผู้สังเกตว่าภาพยนตร์แต่ละประเภทจะมีโปสเตอร์ในลักษณะที่คล้ายกันเพื่อการดึงดูดกลุ่มผู้ชมที่อาจสนใจในภาพยนตร์ประเภทหนึ่ง ๆ รวมถึงประเด็นที่ว่าหากมีใบปิดชิ้นไหนที่โด่งดังและประสบความสำเร็จในระดับที่สูงมาก ก็อาจจะมีการนำแพทเทิร์นไปใช้ในการทำโปสเตอร์เรื่องอื่น ๆ ซ้ำเพื่อโฆษณาคนดูเช่นกัน 

ความสำคัญของการดีไซน์โปสเตอร์อยู่ที่ประสิทธิภาพในการสื่อสารเรื่องราวเพื่อโปรโมตภาพยนตร์ ซึ่งบางครั้งอาจมีโอกาสเพียงไม่กี่วินาทีในการที่คนคนหนึ่งจะปรายตามองแผ่นกระดาษนั้น ดังนั้นแล้ว “สี” จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญ ที่ทั้งสะดุดตาคนดูและบอกอะไรบางอย่างผ่านการใช้ซ้ำจนคล้ายจะเป็นแบบแผน เช่น การใช้สีฟ้าบนพื้นสีดำสำหรับภาพยนตร์แอ็กชั่น และอาจตบท้ายด้วยลำแสงสีส้มเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความน่าตื่นเต้น สีเหลืองสำหรับภาพยนตร์อินดี้ที่ต้องทำให้โดดเด่นพอจะเบนสายตาจากโปสเตอร์หนังฟอร์มยักษ์เรื่องอื่น ๆ มาได้ หรือฉากขาวตัว หนังสือแดง ตัดด้วยองค์ประกอบดำที่สื่อถึงภาพยนตร์คอมเมดี้ เมื่อภาพยนตร์แนวนี้ไม่ได้มีสัญลักษณ์อื่น ๆ ให้สื่อสารถึงเหมือนปืนที่แสดงถึงความระทึกหรือการบู๊ระห่ำ สีแดงที่มักมีความเกี่ยวพันกับความขบขัน เช่น จมูกกลม ๆ บนตัวตลกจึงถูกนำมาใช้ในโปสเตอร์เรื่องชวนหัวอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงฉากโล่งสีขาวก็ช่วยขับตัวละครซึ่งเป็นแหล่งของความสนุกเฮฮาให้โดดเด่นขึ้นอีกด้วย

©Disney

เราไม่ได้มองโปสเตอร์อยู่ฝ่ายเดียว
จะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ได้เป็นฝ่ายมองโปสเตอร์อยู่ฝ่ายเดียว ตั้งแต่ปี 2017 Accenture และ StudioLAB ของ Disney Studio ได้ร่วมกันพัฒนาและนำร่องโปสเตอร์ภาพยนตร์เชิงโต้ตอบที่จะสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจต่อแฟน ๆ ได้มากกว่าที่เคย โดยโปสเตอร์นี้จะนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ AI และ กล้อง 4 มิติ เข้ามาใช้ในการรับรู้และตอบสนองต่ออารมณ์ของแต่ละบุคคลด้วยคลิปภาพยนตร์ที่เข้ากับอารมณ์ ณ ปัจจุบันของผู้รับชมโปสเตอร์ดิจิทัลนั้น 

ต้นแบบโปสเตอร์นี้จัดแสดงครั้งแรกในรอบปฐมทัศน์ของ “Dumbo” ฉบับ Live Action โดยแต่ละคนจะได้เห็นฉากต่าง ๆ ของภาพยนตร์ Dumbo ในอารมณ์ที่ต่างกันตามสีหน้าที่ใช้มองไปที่โปสเตอร์ หากเรามีสีหน้ายิ้มแย้ม วิเคราะห์ได้ถึงความสุข ดัมโบ้ที่ร่าเริงก็จะปรากฏขึ้น แต่ถ้าหากผู้ชมหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้ามา ก็จะได้พบกับดัมโบ้ที่อารมณ์ฉุนเฉียว “เราได้เรียนรู้จากต้นแบบโปสเตอร์ว่าแฟน ๆ ต่างก็รักการโต้ตอบที่โปสเตอร์ดิจิทัลที่เรามอบให้ ดังนั้นเราจึงระดมสมองกับ Accenture ถึงวิธีการที่จะสามารถยกระดับการมีส่วนร่วมนั้นไปสู่ระดับต่อไปได้” Alice Taylor รองประธานฝ่ายเนื้อหาและนวัตกรรมของ StudioLAB กล่าวถึงการพัฒนาที่ต่อเนื่องของนวัตกรรมใบปิดภาพยนตร์ 

“โปสเตอร์สุดล้ำอันใหม่นี้จะเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมด้วยการนำเสนอประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว อย่างเช่น ผู้ใช้สามารถเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโปสเตอร์หนังแล้วแบ่งปันภาพนั้นกับเพื่อนหรือครอบครัวได้ทันที” ซึ่งนับเป็นการเสริมประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชม มากกว่าแค่จองตั๋วแล้วเดินเข้าโรงไปเฉย ๆ ทั้งยังสร้างความรู้สึกผูกพันที่แน่นแฟ้นมากขึ้นให้กับตัวภาพยนตร์และแฟน ๆ ของภาพยนตร์เรื่องนั้นเช่นกัน

“ฉันคิดว่าโปสเตอร์คือส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เช่นเดียวกับที่การแสดงของนักแสดงหรือบทภาพยนตร์เป็น อีกทั้งหากโปสเตอร์นั้นเป็นโปสเตอร์ที่ดี มันจะมีชีวิตอยู่เลยวันที่ภาพยนตร์นั้นฉาย และจะเป็นเครื่องเตือนใจถึงภาพยนตร์ที่มันนำเสนอเสมอ” Dylan Haley กราฟฟิกดีไซเนอร์ผู้มีประสบการณ์ออกแบบโปสเตอร์ภาพยนตร์กล่าว เมื่อถามถึงความสำคัญของกระดาษแผ่นใหญ่ที่ใช้โปรโมตหนัง “แม้แต่ในยุคดิจิทัล โปสเตอร์ยังคงเป็นตัวแทนของภาพยนตร์ การเห็นมันในกล่องแก้วที่โรงภาพยนตร์แถวบ้านคือรูปแบบที่ดีที่สุด แต่แม้ในช่องทางออนไลน์ที่มีขนาดเล็กกว่า โปสเตอร์ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการอธิบายภาพยนตร์เรื่องนั้นอยู่ดี” 

ที่มา :
บทความ “The Art of Film Posters: Interview with Designer Dylan Haley” จาก classiq.me
บทความ “Accenture Helps Disney Studios’ StudioLAB Provide Fans with Immersive Experiences Through Interactive Movie Posters” จาก newsroom.accenture.com 
บทความ “These interactive movie posters promote films based on your mood” โดย Madeleine Rivera จาก newsroom.accenture.com 
บทความ “Six secrets of movie posters” จาก bbc.co.uk
บทความ “The History of Movie Posters” โดย Meghan Dubitsky จาก centralcasting.com
บทความ “History of Movie Posters” โดย Poster Collector จาก postercollector.co.uk
บทความ “What is the History of Movie Posters” โดย Poster Collector จาก dailyhistory.org
บทความ “Movie Poster Design 101: The Anatomy of a Movie Poster” โดย Grace Fussell จาก design.tutsplus.com

เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

XG ประกาศเปลี่ยนความหมายของชื่อวงเป็น Xtraordinary Genes

THE STANDARD

Viu รุกตลาด Short-form เปิดตัว “Viu Shorts” ละครสั้นแนวตั้งรูปแบบใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

3 ตลาดเช้า “เชียงใหม่” ชอปชิลๆ วันหยุดสุดสัปดาห์

Manager Online

ว่าด้วยคำนำหน้านาม จากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต กับความ (ไม่) เป็นกลางทางเพศในไทย

The Momentum

นนท์ ธนนท์ เตรียมจัดทอล์คโชว์ครั้งแรก เพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 30 ปี ณ UOB LIVE 8 มี.ค. นี้

THE STANDARD

Hailey Bieber ปฏิเสธว่ารีโพสต์คลิปที่วิเคราะห์ว่าเธอกับ Justin Bieber มีความสัมพันธ์ที่เลวร้าย

THE STANDARD
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...