โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ว่าด้วยคำนำหน้านาม จากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต กับความ (ไม่) เป็นกลางทางเพศในไทย

The Momentum

อัพเดต 13 มกราคม 2569 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ผ่านวันเด็กมาได้ไม่นาน คงจะมีเด็กหลายคนที่ต้องเปลี่ยนคำหน้านาม ‘จากเด็กชายสู่นาย’ หรือ ‘จากเด็กหญิงสู่นางสาว’ แต่ขณะเดียวกันยังมีเด็กชายอีกหลายคนที่อยากใช้นางสาว และอาจมีเด็กหญิงที่อยากใช้นายอยู่ด้วยแต่ก่อนที่เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องราวที่เป็นถกเถียง ทุกครั้งที่มีการนำมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมใดก็ตาม และในวันนี้ เราจะมาพูดคุยกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน และอนาคตต่อไปของคำนำหน้านาม

จากธรรมเนียมสู่เครื่องมือของรัฐ

ว่าด้วย ‘จุดเริ่มต้นของคำนำหน้านาม’ ในสังคมไทยพบว่า คำนำหน้านามมีการใช้งานมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น ‘นาย’ หรือ ‘นาง’ และคำที่เคยใช้ในสมัยโบราณอย่าง ‘อำแดง’ ที่เอาไว้ใช้นำหน้าสำหรับผู้หญิง ‘สามัญชน’ อย่างไรก็ตามการใช้คำนำหน้าไม่ได้มีสาระสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คน แต่เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติ

จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มีการปรากฏกฎหมายที่ว่าด้วย ‘คำนำหน้านาม’ คือ ‘พระราชบัญญัติให้ใช้คำนำหน้าชื่อชนต่างๆ’ ในปี 2404 โดยเป็นการมุ่งเน้นให้คำนำหน้านามของชายไทยเหลือเพียง ‘นาย’ และ ‘อ้าย’ สำหรับผู้กระทำผิด ในขณะที่กลุ่มชนชั้นนำ ขุนนาง และผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ก็สามารถคงไว้ อันสะท้อนถึงการนำคำนำหน้านามมาใช้ เพื่อแสดงถึงชนชั้นทางสังคม

ในขณะเดียวกันก็ปรากฏถึงการใช้คำนำหน้านามของผู้หญิงในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่เนื่องด้วยความละเอียดอ่อน ทั้งการแต่งงานของหญิงสามัญชนและการแต่งงานของสตรีในราชนิกุล ทำให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงมีการตรากฎหมายใหม่เกี่ยวกับการใช้คำนำหน้านามของผู้หญิง กล่าวคือ ‘พระราชบัญญัติให้ใช้คำนำหน้านามสตรี’ ในปี 2460

คำนำหน้านามกับความไม่เท่าเทียมทางเพศในเอกสารราชการ

จากเนื้อหาข้างต้น จึงทำให้เกิดการเริ่มต้นการใช้คำว่า ‘นางสาว’ สำหรับผู้หญิงโสด แล้วจึงเปลี่ยนเป็น ‘นาง’ เมื่อสมรสแล้ว ที่ทำให้มีปัญหาต่างๆ ตามมา อย่างปี 2527 ที่มีการตั้งคำถามของประชาชน ถึงการขอใช้คำนำหน้านามสตรี ที่มีสามีแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงทำให้มีการทบทวน และบังคับการเปลี่ยนคำนำหน้านามสตรีจากนางสาวสู่นาง ที่แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีสามีที่ชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม อันครอบคลุมถึงผู้หญิงที่มีลูกในอำนาจการปกครอง ก็สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอแก้ไขคำนำหน้านามเป็นนางได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเกิดการตั้งคำถามถึงการ ‘ต้อง’ เปลี่ยนคำนำหน้านามของผู้หญิง ที่สะท้อนถึง ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ระหว่างหญิงกับชาย’ เนื่องจากผู้หญิงจำเป็นต้องเปลี่ยนคำนำหน้านาม แต่ผู้ชายกลับไม่ต้องเปลี่ยน สามารถใช้ ‘นาย’ นำหน้าชื่อตนได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

ซึ่งขัดต่อมาตรา 30 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนจังหวัดในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในมาตราดังกล่าว ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย และชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะความแตกต่างด้านเพศจะกระทำมิได้

จากเหตุดังกล่าวจึงมีการถกเถียงในสังคมระหว่างหญิงชายเรื่อยมา เนื่องจากความเสี่ยงต่อการถูกหลอกในสมรสของฝ่ายหญิง จากการไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ชายที่ตนสมรสนั้นมีสถานะอย่างไร ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2551 ที่ประกาศในพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง กำหนดว่า หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถที่จะใช้คำนำหน้านามว่า ‘นาง’ หรือ ‘นางสาว’ ก็ได้ นั่นคือผู้หญิงสามารถเลือกใช้คำนำหน้านามได้ตามสมัครใจ.คำถามที่ตามมาคือ การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตรงจุดหรือไม่ เพราะในปัจจุบันก็ยังคงเกิดข่าวการมีชู้อยู่ แม้ฝ่ายชายจะจดทะเบียนสมรสแล้วก็ตาม ซึ่งเหตุดังกล่าวก็เกิดขึ้นจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปกติ

ขณะเดียวกันในปัจจุบันที่สังคมไทยเริ่มเปิดกว้างในความหลากหลายทางเพศ อย่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2568 เปลี่ยนจาก ‘ชาย’ หรือ ‘หญิง’ ให้เป็น ‘บุคคล’ เพื่อให้คนทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้ และมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งเรื่องของมรดก สวัสดิการคู่สมรส การจัดการทรัพย์สิน และอื่นๆ แต่เมื่อกล่าวถึง ‘การอนุญาตให้เลือกใช้คำนำหน้านาม’ กลับเป็นเรื่องที่เกิดการถกเถียง ที่มีการหยิบยกเหตุผลมากมาย เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย

สิทธิหรือสิ่งที่ต้องขออนุญาตจากสังคม

หากจะแบ่งเหตุผลของความไม่เห็นด้วยก็อาจแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ 1. ความยากลำบากของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 2. ความเสี่ยงต่ออาชญากรรมต่างๆ และ 3. ความแตกต่างทางเพศ แต่ในทั้ง 3 หัวข้อต่างไปในทิศทางเดียวกันคือ การแสดงถึงผลเสียของการอนุญาตให้บุคคลสามารถเลือกคำนำหน้านามได้

ว่าด้วย ‘ความยากลำบากของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข’ มักเป็นประเด็นแรกๆ ที่มีการหยิบยกขึ้นมา เพื่อแสดงถึงความไม่เห็นด้วยหรือการไม่ยอมรับ ทั้งจากบุคคลทั่วไป และบุคลากรทางการแพทย์ โดยมักเกิดความกังวลในลักษณะของความสับสนระหว่างการรักษา หรือกระบวนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ไม่ว่าจะเป็นการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้เพศ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกโรคจำเป็นต้องทราบเพศเพื่อรักษา ขณะเดียวกันในบางโรคหรืออาการที่จำเป็นต้องทราบเพศในการรักษาหรือวินิจฉัย และการจ่ายยาก็สามารถที่จะทราบข้อมูลได้จากระบบเวชระเบียน

ว่าด้วย ‘ความเสี่ยงต่ออาชญากรรมต่างๆ’ เป็นประเด็นที่กล่าวถึงความกลัวต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น อาชญากรรมทางเพศก็ยังคงเกิดขึ้น และหากจะกล่าวว่าอาจนำมาซึ่งปัญหาเชิงอาชญาวิทยา ในการติดตามคนร้ายหรือระบุตัวตนผู้เสียชีวิต ก็อาจควรตั้งคำถามถึงระบบกฎหมาย และฐานข้อมูลของรัฐไทยมากกว่าหรือไม่

ว่าด้วย ‘ความแตกต่างทางเพศ’ ถือเป็นประเด็นที่มีการนำมาพูดถึงอย่างทั่วกัน ไม่ว่าจะเป็น การกระทบต่อสิทธิของกลุ่มคนรักต่างเพศ (Heterosexual) ที่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีใครเสียสิทธิไป แต่จะเป็นการคืนสิทธิให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือแม้แต่การเอาเปรียบผู้หญิงในการแข่งขันกีฬา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัดส่วนบุคคลข้ามเพศที่ชนะการแข่งขันกีฬามีน้อยกว่ามาก และการข้ามเพศมีกระบวนการที่ส่งผลต่อร่างกายเช่นกัน ตลอดจนการโกหกเพศกำเนิดเพื่อการคบหาและแต่งงาน ซึ่งแท้จริงแล้วมิจฉาชีพไม่เลือกเพศและสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งหากเกิดขึ้นก็สามารถดำเนินคดีในฐานะอาชญากรได้

เมื่อกล่าวถึง ‘การอนุญาตให้บุคคลสามารถเลือกคำนำหน้านามได้’ กี่ครั้งก็ตามมักเกิดการถกเถียงและต่อต้านอย่างไม่สนใจถึงผลดีที่ตามมา และมักจะปรากฏเพียงการหยิบยกผลเสียมาพูดถึง เพื่อแสดงถึงความเห็นเชิงลบต่อนโยบาย หรือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว

แล้วอย่างนี้เรายังจะสามารถกล่าวอ้างว่า ประเทศไทยเป็นประเทศ Queer Friendly ได้อยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตามแม้ในประเทศไทยมีคนไม่เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง แต่ในต่างประเทศกลับพบ ‘การอนุญาตให้บุคคลสามารถเลือกคำนำหน้านามได้’ ผ่านการประกาศใช้กฎหมายและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นเยอรมนีที่มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศฯ (Gesetz über die Selbstbestimmung in Bezug auf den Geschlechtseintrag: SBGG)

กฎหมายดังกล่าวเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบข้อมูลของรัฐที่มีอยู่ อย่างบัตรประชาชนที่ไม่มีการระบุคำนำหน้านามอยู่แล้ว ในขณะที่ ‘คำบ่งบอกเพศ’ จะอยู่ในหนังสือเดินทาง โดยใช้ F แทนผู้หญิงและ M แทนผู้ชาย ซึ่งกฎหมายนี้เข้ามาปรับแก้แนวทางดังกล่าว เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเพศในหนังสือเดินทางได้ หรือบุคคลที่ไม่อยู่ในระบบ 2 เพศ (Gender Binary) ก็สามารถที่จะระบุด้วย X

โดยผู้อ่านที่สนใจในกฎหมายดังกล่าว สามารถอ่านต่อได้ทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษา ครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนหรืออ่านฉบับภาษาไทยที่มีการสรุปและแปลมาแล้ว เพราะนอกจากจะมีข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายแล้ว ยังมีข้อมูลที่ตอบคำถาม ข้อสงสัยของคนที่ไม่เห็นด้วย หรือกังขาในกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากชวนผู้อ่านมาพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ถึงแนวทางที่เป็นกลาง ทั้งทางสังคม การเมือง และเพศ เพราะจากสังคมกระแสหลักที่เปี่ยมไปด้วยกระแสอนุรักษนิยมใหม่ (Neo-conservative) กลับไม่มีพื้นที่ความเป็นกลางทางเพศ ให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงเลย ราวกับว่าความหลากหลายทางเพศไม่เคยอยู่ในสำนึกคิดทางการเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องเพศก็เป็นเรื่องของการเมือง

ปรากฏการณ์ปฏิเสธคำนำหน้านามทางการเมือง จากกระแสสังคมอนุรักษนิยมใหม่ ภายใต้แนวคิดของความไม่พร้อมของโครงสร้างภาครัฐ และความไม่ปลอดภัยเชิงอาชญาวิทยา อาจไม่ได้ต่างจากการรอให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศไทย ถึงจะสร้างรถไฟความเร็วสูง และในทุกวันที่สังคมยังกล่าวว่า ‘รัฐไม่พร้อม’ หรือการกล่าวโทษผู้มีความหลากหลายทางเพศว่า ‘เรียกร้องมากเกินไป’ กลับมีคนอีกหลายคนถูกตั้งคำถามหรือเลือกปฏิบัติ เพียงเพราะคำนำหน้านามไม่ตรงกับเพศสภาพที่ปรากฏ

ที่มา:

กฤษฎา บุณยสมิต (2018). ความเป็นมาในการใช้คำนำหน้านามชายและหญิง. วารสารนิติพัฒน์นิด้า, 7(2), 2–14.

https://www.silpa-mag.com/history/article_134938

https://themomentum.co/gender-legal-gender-recognition/

https://x.com/phati0/status/2009120523901653425?s=46&t=qNIdnNwBCbwRJdbv8Bw8KA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...