“ดาวโจนส์” ปิดบวก 196 จุด หุ้นพลังงาน-สื่อสารหนุน จับตา CPI-งบแบงก์สหรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ต.ค.69) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันจันทร์ (12 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม พลังงาน และการแพทย์ ขณะที่แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มชิปและฮาร์ดแวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กดดันดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ให้ปิดในแดนลบ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,850.55 จุด เพิ่มขึ้น 195.60 จุด หรือ 0.38% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,807.24 จุด ลดลง 4.30 จุด หรือ 0.06% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,245.90 จุด ลดลง 120.27 จุด หรือ 0.44%
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มหลักของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มพลังงานปรับตัวโดดเด่นที่สุด ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขายหนัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำและฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI
แรงขายหุ้นกลุ่มชิปเกิดขึ้นหลังประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Broadcom ระบุว่า ข้อจำกัดด้านเงินทุนอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าปัญหาการขาดแคลนชิป หน่วยความจำ หรือกระแสไฟฟ้า พร้อมแสดงความกังวลต่อพฤติกรรมการลงทุนในธุรกิจ AI ขณะที่ผู้บริหารของ Intel ก็แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านแหล่งเงินทุนในทิศทางเดียวกัน
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในดัชนีดาวโจนส์ ได้แก่ Verizon Communications เพิ่มขึ้น 2.71% Salesforce เพิ่มขึ้น 2.09% และ Coca-Cola เพิ่มขึ้น 1.98%
ส่วนหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่ Cisco Systems ลดลง 2.58% NVIDIA Corporation ลดลง 1.29% และ Amazon.com ลดลง 1.11%
ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันโคลัมบัส (Columbus Day) ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปิดเมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) ที่ระดับประมาณ 5.24% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5.6%
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียและยูเครนได้บรรลุข้อตกลงระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอีกฝ่าย แต่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวหาว่ารัสเซียยังคงใช้โดรนโจมตีแหล่งพลังงานของยูเครน
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า กำลังพิจารณาเข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน หลังเกิดเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงริยาดและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าสถานการณ์ในภูมิภาคอาจทวีความรุนแรงขึ้น
ส่วนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/69 โดยธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ Bank of America, Citigroup, Goldman Sachs, JPMorgan Chase, Morgan Stanley และ Wells Fargo มีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการ
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะขยายตัวประมาณ 29.6% ในไตรมาส 3 หากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันที่กำไรเติบโตมากกว่า 25% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนก่อสร้างและพัฒนาศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ย.ของสหรัฐในวันพุธ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า CPI ทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.4% ในเดือนส.ค. และเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน จากระดับ 0.4% ในเดือนก่อนหน้า
ส่วน CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.4% ในเดือนส.ค. และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน ชะลอลงจากระดับ 0.3% ในเดือนก่อนหน้า