โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ดาวโจนส์” ปิดร่วง 653 จุด กังวลลงทุน AI จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 54 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ต.ค.69) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลงอย่างหนักในการซื้อขายวันศุกร์ (23 ต.ค.69) โดยได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของหุ้นหลายกลุ่ม ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,215.16 จุด ลดลง 652.82 จุด หรือ 1.23% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,623.68 จุด ลดลง 39.75 จุด หรือ 0.52% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,955.34 จุด ลดลง 53.52 จุด หรือ 0.21%

สำหรับภาพรวมการซื้อขายตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลง 0.5% และดัชนี Nasdaq ลดลง 0.7% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% นับเป็นการปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการขยายโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูล ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนปิดลบเพียงเล็กน้อยในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.35%

อย่างไรก็ตาม หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี S&P500 ยังคงปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กลุ่มสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค รวมถึงกลุ่มการเงิน ซึ่งต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 1% สะท้อนแรงขายที่กระจายตัวไปยังหลายอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน นักลงทุนเตรียมติดตามการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 ประมาณหนึ่งในสามของทั้งหมดในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ได้แก่ Alphabet, Microsoft และ Amazon ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์รายสำคัญสำหรับ AI โดยประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษคือแนวโน้มงบลงทุนและแผนขยายศูนย์ข้อมูลในระยะต่อไป

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI หลังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เร่งเพิ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเป็นไปได้ว่าการลงทุนเพื่อขยายศูนย์ข้อมูล AI ในปีหน้าอาจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจลงทุนเพื่อรอความชัดเจน

สำหรับหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังมีรายงานว่า SpaceX กำลังพิจารณาจัดหาพื้นที่ติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือหลายพันแห่ง เพื่อเข้าสู่ตลาดในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายรายที่ 4 ของสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้น AT&T และ T-Mobile ร่วงลงเกือบ 8% ขณะที่หุ้น Verizon ลดลง 1.2% ส่วนหุ้น SpaceX ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9%

ในทางกลับกัน หุ้นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเสาสัญญาณโทรคมนาคมได้รับแรงซื้อ โดยหุ้น Crown Castle เพิ่มขึ้น 9% และหุ้น American Tower ปรับตัวขึ้น 4% จากความคาดหวังเกี่ยวกับความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่อาจเพิ่มขึ้น

ด้านหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน หลังเกิดเหตุโจมตีในซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางอาจหยุดชะงักเพิ่มเติม

ส่วนความเคลื่อนไหวของหุ้นรายบริษัท หุ้น American Express ปรับตัวลดลง 3.7% และเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันดัชนีดาวโจนส์ แม้บริษัทประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร แต่ได้เปิดเผยแผนลดจำนวนพนักงานลง 5% ขณะที่หุ้น SLB ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7% หลังรายงานกำไรไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนตุลาคมปรับตัวลดลงเล็กน้อย เข้าใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ครัวเรือนมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในเชิงลบมากขึ้น

ทั้งนี้ การรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปีนี้ โดยข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P500 มีแนวโน้มรายงานกำไรไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นมากกว่า 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ตลาดจะให้ความสำคัญกับถ้อยแถลงและสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม

นอกจากนี้ นักลงทุนยังเพิ่มความสนใจต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการครองเสียงข้างมากในรัฐสภาสหรัฐฯ และอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...