BEM ทางด่วน-รถไฟฟ้า ธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้บริโภค แนะนำ “ซื้อ” รับผลงานที่กำลังฟื้นตัว
เมื่อสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลาย ผู้คนก็กลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ทำให้การเดินทางทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทางด่วนและรถไฟฟ้า ซึ่งหนึ่งหุ้นที่ได้รับผลบวกจากปัจจัยนี้โดยตรงคือ BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการทางพิเศษและระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้า ที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์อย่างหนัก แต่นักวิเคราะห์คาดว่าหลังจากนี้ผลประกอบการจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีโอกาสในการเข้าประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเพิ่มเติมด้วย ดังนั้น Wealthy Thai จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากนักลงทุนมือใหม่เข้าซื้อหุ้น BEM ในเวลานี้เหมาะสมหรือไม่ พื้นฐานบริษัทมีข้อได้เปรียบและความเสี่ยงอะไรที่ต้องระมัดระวัง มาร่วมกันหาคำตอบในบทความนี้
BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. ธุรกิจทางพิเศษ ซึ่ง BEM และบริษัทย่อย คือ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารทางพิเศษ รวม 3 สายทาง ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช (ส่วนเอบี ส่วนซี และส่วนดี) ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร และทางพิเศษอุดรรัถยา โดยปริมาณจราจรทางด่วนในเดือนพ.ค. 65 อยู่ที่ราว 1 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. 65 ที่มีปริมาณจราจร 9.8 แสนคันต่อวัน และเดือนพ.ค. 64 ที่มีปริมาณจรจา 6.6 แสนคันต่อวัน
2.ธุรกิจระบบราง BEM เป็นผู้รับสัมปทานการให้บริการเดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนจำนวน2 โครงการ จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล หรือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระยะทางรวม 48 กม. จำนวน 38 สถานี มีรถไฟฟ้าวิ่งให้บริการทั้งหมดจำนวน 54 ขบวน และ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรมหรือ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ (สถานีคลองบางไผ่-สถานีเตาปูน) ระยะทาง 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี เป็นสถานีแบบยกระดับทั้งหมด มีสถานีเตาปูนเป็นสถานีเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ในอนาคตจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) โดยเดือนพ.ค. 65 มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 2.3 แสนเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. 65 ที่มีจำนวนผู้โดยสาร 1.7 แสนเที่ยวต่อวัน และเดือนพ.ค. 64 ที่มีจำนวนผู้โดยสาร 9 หมื่นเที่ยวต่อวัน
และสุดท้าย 3. ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดย BEM ให้บริษัทเอกชนและบุคคลใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการในเชิงพาณิชย์ในเขตพื้นที่ระบบทางพิเศษ เพื่อติดตั้งป้ายรายงานสภาพจราจรและป้ายโฆษณาในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งให้ใช้พื้นที่ทำร้านค้าบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง และการดำเนินธุรกิจอื่นๆ
BEM โมเดลธุรกิจดี ผลงานมีแนวโน้มฟื้นตัว
สำหรับประเด็นที่ BEM เหมาะจะเป็น “หุ้นตัวแรก”ของนักลงทุนมือใหม่หรือไม่นั้น คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ให้ความเห็นว่า BEM เหมาะจะเป็นหุ้นตัวแรกของนักลงทุนมือใหม่เพราะ ธุรกิจอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า ซึ่งการทำธุรกิจเหล่านี้ได้ต้องผ่านการประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตและสัมปทาน ดังนั้นจึงเป็นการกีดกันคู่แข่งไปในตัว นับเป็นโมเดลธุรกิจที่ค่อนข้างดี นอกจากนี้ BEM ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากการก่อสร้างทางด่วนที่มากขึ้น หรือการปรับราคาค่าผ่านทางซึ่งเป็นไปตามสัญญา รวมถึงการประมูลรถไฟฟ้าสายอื่นๆ เพิ่มเติม และการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร
ทั้งนี้ การหดตัวของผลประกอบการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นภาวะชั่วคราวซึ่งเกิดจากผลกระทบการระบาดของ Covid-19 ทำให้คนปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตจากทำงานที่ออฟฟิศ ก็สามารถทำงานที่บ้านได้ เด็กๆไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน ดังนั้นการเดินทางที่จำเป็นต้องใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าจึงหานไป แต่ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ คนกลับมาเดินทางมากขึ้น ความต้องการใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
“พอคุณได้สัมปทนา ก็เหมือนคุณได้ในสิ่งที่จำเป็น คุณขายในสิ่งที่จำเป็นที่คนต้องซื้อ BEM จึงกลายเป็นหุ้นที่ดีและน่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเติบโต จากการทำทางด่วนที่มากขึ้น หรือการปรับค่าทางด่วนซึ่งเป็นไปตามสัญญา หรือรถไฟฟ้าที่ BEM สามารถเข้าไปประมูล รวมถึงการปรับราคาค่าโดยสาร ดังนั้นการหดตัวในช่วงที่ผ่านมาเป็นภาววะชั่วคราว ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้ว BEM จึงเหมาะกับการเป็นหุ้นตัวแรกของนักลงทุนมือใหม่”คุณประกิต กล่าว
ส่วนความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในการลงทุน BEM คือ ความไม่แน่นอนในการต่ออายุสัมปทาน และการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายใหม่ที่อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะรับรู้กำไรได้