โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจไหนเจ็บสุดถ้าไทยต้องยอมงดเก็บภาษีสหรัฐฯ?เวียดนามถอยสุดยังโดน20%!

Amarin TV

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 05.09 น.
ธุรกิจไหนเจ็บสุดถ้าไทยต้องยอมงดเก็บภาษีสหรัฐฯ? เวียดนามถอยสุดซอย ยังโดน 20%!

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “Liberation Day” เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 พร้อมกับนโยบายการค้าระลอกใหม่ที่เข้มงวดและเร่งรัดมากขึ้น สหรัฐฯ ได้เร่งเดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าหลักทั่วโลกอย่างจริงจัง ท่ามกลางเป้าหมายชัดเจนในการลดการขาดดุลการค้าและจำกัดอิทธิพลของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก

ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับเวียดนาม ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2025 ได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ไทยไม่อาจมองข้าม เพราะเงื่อนไขในข้อตกลงฉบับนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความเข้มงวดของสหรัฐฯ แต่ยังเป็นสัญญาณว่า ประเทศใดที่ไม่พร้อมปรับตัวอาจต้องเผชิญภาษีที่สูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนจากเวียดนาม: ความยืดหยุ่นและต้นทุนที่ต้องจ่าย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เวียดนามพิสูจน์ให้เห็นว่า การบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องของการต่อรองอย่างแข็งกร้าวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อม "เลือกเสียสละ" อย่างมีกลยุทธ์ เวียดนามยอมเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เข้ามาโดยไม่มีภาษี พร้อมทั้งยินยอมรับข้อเรียกร้องที่เข้มงวดของสหรัฐฯ ทั้งในเรื่องการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน และการเปิดให้สหรัฐฯ มีสิทธิเข้าควบคุมบางส่วนของกระบวนการตรวจสอบสินค้าอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่ทำให้เวียดนามเดินเกมนี้ได้สำเร็จ ไม่ใช่แค่เพราะยอมถอย แต่เป็นเพราะเวียดนามมีโครงสร้างที่ "เอื้อ" ต่อการตัดสินใจรวดเร็วและการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน เวียดนามมี ขนาดการค้ากับสหรัฐฯ ใหญ่กว่าไทยเกือบเท่าตัว โดยเวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 137,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยส่งออกเพียง 66,010 ล้านดอลลาร์ ทำให้เวียดนามมีอำนาจต่อรองสูงกว่า และเมื่อพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ เวียดนามคือพันธมิตรสำคัญที่สหรัฐฯ เลือกใช้ในการถ่วงดุลจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ เวียดนามยังได้เปรียบจากความสัมพันธ์เชิงธุรกิจในระดับผู้นำ ตัวอย่างที่สำคัญคือ การลงทุนของ Trump Organization ในโครงการรีสอร์ทหรู มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ใกล้กรุงฮานอย ซึ่งไม่ใช่แค่โครงการอสังหาริมทรัพย์ธรรมดา แต่กลายเป็น "เครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์" เชิงลึกที่เสริมบทบาทเวียดนามในสายตาสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

โจทย์ที่ซับซ้อนของไทย: เดินเกมบนเส้นด้ายที่เปราะบาง

อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามจะสามารถดำเนินการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว แต่ไทยกลับเผชิญโจทย์ที่ท้าทายและซับซ้อนกว่าอย่างชัดเจน หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งอาจกลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ในการส่งสินค้าผ่านไทยไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment)

ในกระบวนการเจรจา สหรัฐฯ กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดกับไทย โดยเสนอให้ไทยลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% เช่นเดียวกับที่เวียดนามยอมรับ พร้อมกับเรียกร้องให้ไทยลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน และเร่งแก้ไขปัญหาการไหลผ่านของสินค้าจีนผ่านไทย ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้

ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญกับภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตราสูงถึง 36% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย (32%) และมาเลเซีย (24%) แม้จะยังต่ำกว่าเวียดนาม (46%) และกัมพูชา (49%) แต่ภาระภาษีดังกล่าวกำลังกดดันความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ายานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์เกษตร

ไทยยังเสียเปรียบในเชิงอำนาจต่อรอง เนื่องจากมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ มีขนาดเล็กกว่าเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 66,010 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามส่งออกมากกว่าเท่าตัวที่ 137,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยมีแรงกดดันและอำนาจต่อรองที่จำกัดกว่าคู่แข่ง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อหลายประเทศที่เป็นพันธมิตรการค้าของสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน และหลายประเทศได้ "ถอย" ภายใต้ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เช่น

  • ญี่ปุ่น ไม่สามารถรักษานโยบายปกป้องอุตสาหกรรมข้าวในประเทศได้
  • แคนาดา ต้องยอมถอนข้อเสนอการจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัล หลังถูกกดดันจากสหรัฐฯ
  • สหภาพยุโรป ยอมรับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ 10% แต่ยังคงเจรจาข้อยกเว้นสำหรับสินค้าสำคัญบางประเภทอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ไทยต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง บนเส้นทางที่ทั้งเปราะบางและเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อทางเลือกที่ผิดอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจาก InnovestX ชี้ให้เห็นว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 จะผูกพันอย่างแนบแน่นกับผลลัพธ์ของการเจรจานี้ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ที่มีนัยสำคัญต่อ GDP ไทย ได้แก่

ฉากทัศน์ดีที่สุด: หากไทยสามารถเจรจาอัตราภาษีเหลือ 10% ใกล้เคียงกับกรณีของสหภาพยุโรป ไทยจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตของ GDP ที่ 1.7% ในปี 2025 ได้ แม้โอกาสจะเกิดขึ้นเพียง 10% แต่ถือเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลไทยควรพยายามอย่างยิ่ง

ฉากทัศน์พื้นฐาน: หากการเจรจาสำเร็จเพียงบางส่วน ไทยต้องเผชิญภาษีในช่วง 15-20% ซึ่งจะทำให้ GDP ขยายตัวได้เพียง 1.1-1.4% ความเป็นไปได้ในกรณีนี้สูงถึง 60% และถือเป็นผลลัพธ์ที่ประเทศไทยต้องเตรียมตัวรับมือ

ฉากทัศน์เลวร้าย: หากการเจรจาล้มเหลว ไทยอาจเผชิญภาษี 25-37% ซึ่งจะส่งผลให้ GDP อาจหดตัวได้ถึง -1.1% หรือเติบโตเพียง 0.5% พร้อมผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวเกิน 10% ในครึ่งปีหลัง ความเป็นไปได้ในกรณีนี้อยู่ที่ 30% และมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อพิจารณาจากท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่มีต่อเวียดนาม

ผลกระทบในระดับอุตสาหกรรม: ใครได้ ใครเสีย

หากไทยต้องยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเวียดนาม โครงสร้างเศรษฐกิจในหลายอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ บางภาคส่วนจะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่บางภาคส่วนจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและการเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่แข่งขันได้

1. ภาคเกษตรกรรม: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

หากไทยต้องยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ภาคเกษตรกรรมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากไทยในปัจจุบันเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ในระดับสูง

  • ข้าวโพด: ไทยเก็บภาษีนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ประมาณ 20-30% หากยกเลิกภาษี การนำเข้าข้าวโพดอาจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศลดลง 15-25% เกษตรกรในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีต้นทุนการผลิตสูงจะได้รับผลกระทบโดยตรง
  • ถั่วเหลือง: ปัจจุบันเก็บภาษี 15-25% หากยกเลิกภาษี การนำเข้าอาจเพิ่มขึ้นจาก 500,000 ตันต่อปี เป็น 1.5-2 ล้านตันต่อปี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และน้ำมันพืชจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
  • เนื้อหมู: ไทยปัจจุบันห้ามนำเข้าเนื้อหมูสดจากสหรัฐฯ เนื่องจากสาร ractopamine แต่หากมีการปรับมาตรฐาน MRL การนำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 300-500% และราคาหมูในประเทศอาจลดลง 20-30% กระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรอย่างหนัก
  • ผลไม้เมืองหนาว: ไทยเก็บภาษีนำเข้าผลไม้ เช่น แอปเปิ้ลและองุ่น ระดับ 30-50% หากยกเลิกภาษี การนำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 100-150% ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง แต่เกษตรกรไทยที่ปลูกผลไม้เมืองหนาวในพื้นที่สูงจะสูญเสียตลาด
  • ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป: สินค้าเช่น เบคอน แฮม และไส้กรอก ที่ปัจจุบันเสียภาษีนำเข้า 40-60% จะเข้าสู่ตลาดไทยในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น กระทบผู้ผลิตไทยที่ยังเน้นต้นทุนสูง
  • ผลิตภัณฑ์นม: ปัจจุบันเก็บภาษี 15-35% หากยกเลิกภาษี ราคานมผงและผลิตภัณฑ์นมจะลดลง 80-120% ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมเบเกอรี่และขนม แต่เกษตรกรโคนมไทยจะได้รับผลกระทบ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สินค้าเช่น Bourbon, Whiskey และ Craft Beer จากสหรัฐฯ ที่เคยเสียภาษี 200-300% จะเข้าสู่ตลาดไทยในราคาที่ถูกลง เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตไทย

ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อาจทำให้เกษตรกรไทยบางส่วนต้องเปลี่ยนอาชีพหรือยุติการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในภาคเกษตรถึง 200,000-300,000 ตำแหน่ง

5. ภาคอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม: ความท้าทายของผู้ผลิตไทย

นอกจากภาคเกษตรกรรมแล้ว การยกเลิกภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม

  • เนื้อสัตว์แปรรูป: การนำเข้าสินค้าเช่น เบคอน แฮม และไส้กรอกจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก กดดันผู้ผลิตไทยที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อแข่งขันในเชิงคุณภาพ
  • ผลิตภัณฑ์นม: ราคานมผงและผลิตภัณฑ์นมจากสหรัฐฯ จะลดลงในตลาดไทย ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเบเกอรี่ แต่กระทบต่อเกษตรกรโคนมในประเทศ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: การลดภาษีจะทำให้ Bourbon, Whiskey และ Craft Beer จากสหรัฐฯ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพิ่มการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มระดับพรีเมียม

2. ภาคยานยนต์และชิ้นส่วน: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่

ภาคยานยนต์ไทยจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง หากต้องยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ

  • รถยนต์ SUV และรถกระบะขนาดใหญ่: ปัจจุบันไทยเก็บภาษีนำเข้า 60-80% สำหรับรถยนต์นั่ง และ 25-40% สำหรับรถกระบะ หากยกเลิกภาษี ราคารถยนต์แบรนด์อเมริกัน เช่น Ford, Chevrolet และ Ram ที่มีฐานการผลิตในเม็กซิโก อาจลดลง 30-40% ส่งผลให้ยอดนำเข้ารถยนต์ SUV ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 200-400% และผู้ผลิตไทยต้องปรับโครงสร้างการแข่งขันครั้งใหญ่
  • ชิ้นส่วนยานยนต์เทคโนโลยีสูง: ปัจจุบันเก็บภาษี 15-25% หากยกเลิกภาษี ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ระบบ ADAS, เครื่องยนต์ EV และแบตเตอรี่ ในราคาที่ถูกลง ช่วยผลักดันอุตสาหกรรม EV ไทย

โอกาสใหม่: ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะ Tier 2 และ Tier 3 อาจได้รับโอกาสใหม่ในการเป็นซัพพลายเออร์ให้กับแบรนด์อเมริกันที่เข้ามาลงทุน

3. ภาคเครื่องจักรและอุปกรณ์: โอกาสในการยกระดับเทคโนโลยี

ภาคเครื่องจักรไทยจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการยกเลิกภาษีนำเข้าเครื่องจักรจากสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 10-30%

  • เครื่องจักรการเกษตร: แบรนด์สหรัฐฯ เช่น John Deere, Caterpillar และ Case IH จะเข้ามาในราคาที่ถูกลง 15-25% ช่วยให้เกษตรกรไทยเข้าถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ เช่น ระบบ GPS และเครื่องจักรอัตโนมัติ คาดว่าการนำเข้าเครื่องจักรการเกษตรจะเพิ่มขึ้น 100-150%
  • เครื่องจักรอุตสาหกรรม: เครื่องจักร CNC หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงจะเข้าสู่ตลาดไทยในราคาที่ลดลง 80-120% ช่วยยกระดับประสิทธิภาพโรงงาน แต่ผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศจะต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางเพื่อรักษาตลาด

4. ภาคพลังงานและปิโตรเคมี: ลดต้นทุน เสริมความมั่นคง

การยกเลิกภาษีนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีจากสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

  • LNG และน้ำมันดิบ: ปัจจุบันไทยเก็บภาษีนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ 5-10% หากยกเลิกภาษี ปริมาณการนำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 200-300% หรือ 3-4 ล้านตันต่อปี ช่วยลดต้นทุนพลังงานและลดการพึ่งพิงตะวันออกกลาง
  • วัตถุดิบปิโตรเคมี: การนำเข้า Ethane และ Propane จากสหรัฐฯ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 150-250% ช่วยลดต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย

จากแนวโน้มผลกระทบเหล่านี้ การเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ จึงถือเป็น"จุดเปลี่ยน" สำคัญของเศรษฐกิจไทย สิ่งที่ไทยจะต้องเผชิญไม่ใช่แค่การเปิดตลาดหรือการเสียเปรียบเชิงภาษี แต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะบริหารสมดุลระหว่างการปกป้องภาคส่วนที่เปราะบางกับการสร้างโอกาสใหม่อย่างไร โดยรัฐบาลไทยจำเป็นต้องเตรียมกลยุทธ์ที่รอบด้าน ทั้งการวางแผนเจรจาเชิงรุก มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

หากเดินเกมพลาด ไทยอาจต้องเผชิญภาษีที่สูงขึ้นและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ฉุดรั้งการเติบโตในปี 2025 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเดินเกมถูก การเปิดตลาดครั้งนี้อาจกลายเป็น "ใบเบิกทาง" สู่การยกระดับเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...