โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤติอุตสาหกรรมไทย ส.อ.ท. ชงเร่งแก้เกมภาษีทรัมป์ สกัดสินค้าทะลักเข้าไทย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 00.33 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 06.03 น.

วันนี้ (14 ก.ค. 2568) "กรุงเทพธุรกิจ" จัดเสวนาโต๊ะกรม "Roundtable: The Art of (Re)Deal” โดยนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการที่สหรัฐอเมริกาเตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% โดยมีผล 1 ส.ค. 2568 นี้ สูงกว่าประเทศในอาเซียนอย่างมาเลเซียที่ถูกเก็บภาษีเพียง 25% โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตถุงมือยาง ซึ่งไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในปริมาณมาก ทำให้หลายกลุ่มอุตสาหกรรมอาจไม่สามารถอยู่รอดได้และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยยินดีจัดทำข้อมูลส่งให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เพื่อประกอบการพิจารณาลดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าจากสหรัฐฯ บางกลุ่มอุตสาหกรรมเหลือ 0% เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาลดอัตราภาษีนำเข้าจากไทย แต่ย้ำว่าไม่จำเป็นต้องลดภาษีทุกอุตสาหกรรม 0% แบบเวียดนามที่ยอมเปิดทั้งหมด ซึ่งต้องพิจารณาความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่จีนจะได้รับจากการดำเนินการของเวียดนาม

"เรายืนยันว่าจะลดภาษีเฉพาะสหรัฐฯ 0% ในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือการที่ไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 18% ประกอบกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่สร้างกำแพงการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ทั้งอินเดียและจีนหันมาหาประเทศอื่นเพื่อส่งออกสินค้าแทน ส่งผลให้สินค้าไหลเข้ามาไทยมากขึ้น ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องสร้างกำแพงทางการค้าให้สูงขึ้นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

นอกจากนี้ จากนโยบายทรัมป์ 1.0 เมื่อช่วง 7 ปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ และยุโรปได้ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเหล็กจากจีน ส่งผลให้เหล็กจากจีนไหลเข้ามาในเอเชียเป็นจำนวนมาก หากไทยไม่มีมาตรการป้องกันจะส่งผลให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เห็นได้จากอุตสาหกรรมเหล็กที่กำลังเผชิญกับภาวะซบเซา เนื่องจากเศรษฐกิจเปราะบาง หลายบริษัทต้องปรับลดกำลังการผลิตและปลดพนักงาน แสดงให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมติเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ อาทิ

1. มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty - CVD) และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping - AD) ซึ่งกกร. เสนอให้เร่งนำกฎหมายตอบโต้การอุดหนุนมาใช้

2. มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน (Soft Loan) แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ธนาคารพาณิชย์กลับเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จึงขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม

3. มาตรการเยียวยาทางอ้อม บางบริษัทจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานเพื่อพยุงธุรกิจ ดังนั้น ในประเด็นค่าแรงซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาชะลอการปรับขึ้นค่าแรงออกไปก่อน เนื่องจากอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติหนัก การปรับขึ้นค่าแรงในตอนนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 12 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 มาเลเซียซึ่งได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเช่นกัน กลับถูกเก็บภาษีเพียง 25% เนื่องจากมีการบริหารจัดการปัญหาการสวมสิทธิ์ที่ดีกว่าไทย จึงไม่แน่ใจว่าการเจรจาของไทยจะสามารถลดอัตราภาษีลงได้มากน้อยเพียงใด ภาครัฐจึงควรรีบดำเนินการจำกัดการสวมสิทธิ์อย่างจริงจัง

"เราไม่อยากให้ฟังแล้วหมดความหวัง เพราะปัญหาเยอะ ดังนั้น ธุรกิจที่ดีก็ยังดี เช่น อาหารสัตว์ หรือ ยาดมยาหม่อง แต่ส่วนใหญ่แย่ ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ควรใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมให้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการหลบเลี่ยงการนำเข้าต้องใช้เวลานานกว่า 9 ปี กว่าจะมีมาตรการออกมาใช้ จะเห็นจากวิกฤติต้มยำกุ้งในอดีต ไทยโชคดีที่มีอุตสาหกรรมเกษตรรองรับ แต่ในปัจจุบันราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ รัฐควรมีมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition) เพื่อให้อุตสาหกรรมปรับตัวรองรับตลาดได้ ไม่ควรปล่อยให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงจนทำลายกันเองเหมือนที่เกิดขึ้นกับจีน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...