เปิดกลุ่มสินค้าที่เสี่ยง สะเทือนภาษีทรัมป์
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 03.32 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ธปท. เผยมุมมองเศรษฐกิจไทยใน 1H68 ยังขยายตัวได้ราว 2.9% ด้วยแรงหนุนหลักๆ จากการส่งออกและการผลิตเร่งตัว ก่อนนโยบาย TARIFFS จะมีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ 2H68 เป็นต้นไป ลากไปจนถึง 1H69 เศรษฐกิจไทยเข้าข่ายน่าเป็นห่วง มองไปข้างหน้าเห็นสัญญาณการเติบโตแผ่วลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้า โดยผลกระทบของ TARIFFS อาจทำให้เกิด SHOCK ทอดยาวและรุนแรงในเชิงโครงสร้าง สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง (แตกต่างจากช่วง COVID-19, น้ำท่วมปี
2554, วิกฤตต้มยำกุ้ง)
ธปท. ประเมิน GDP GROWTH ไทย ในช่วง 2H68 ขยายตัวแค่ 1.6% (ทั้งปี 2568 โต 2.3%) ส่วนปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวแค่ 1.7% ขณะที่สำนักเศรษฐกิจต่างๆ คาดกาณ์ GDP GROWTH ไทยปีนี้จะเติบโตเฉลี่ยราว 1.7%
กรณีสหรัฐฯ เรียกเก็บ TARIFFS ไทย 36% เสี่ยงกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ อย่างมีนัยฯ เนื่องจากปัจจุบัน ภาษีศุลกากรของสรัฐฯ อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้เก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น อาจทำให้กลุ่มผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับภารรส่วนต่างที่สูงขึ้น
นอกจากนี้หากไทยไม่เก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่สินค้าจากสหรัฐฯ เข้าไทย เกิดการแย่งตลาด เนื่องจากปัจจุบัน ภาษีศุลกากรของไทย อยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าในหมวดเกษตรและอาหาร
ในแง่มุมของการรับมือกับ TARIFF ยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณช่วยประคองเศรษฐกิจไทย ส่วนทิศทางดอกเบี้ย ธปท. ยังคงเดินหน้านโยบายการเงิน โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และพร้อมใช้นโยบายการเงิยแบบผ่อนคลาย เพื่อรองรับ SHOCK ที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน และธปท. ยังต้องรอดูข้อมูลต่างๆ ประกอบ ก่อนตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ย
ซึ่งตาม TIMELINE วันที่ 1 ส.ค. 68 เป็น DEADLINE ภาษีตอบโต้ใหม่จะมีผลบังคับใช้ (ไทยโดนไป 36% แต่ระหว่างนี้ยังเจรจากับสหรัฐฯได้) ตามด้วยการประชุม กนง. ครั้งที่ 4 ในวันพุธที่ 13 ส.ค. 68 โดยในแง่มุมของตลาดฯ เห็นความคาดหวังปรับลดดอกเบี้ยในช่วง 2H68 อีกราว 1-2 ครั้ง สะท้อนจาก BOND YIELD 10Y ของไทยล่าสุด ย่อตัวลงมา อยู่ที่ 1.53% (ใกล้จะเทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง -25 BPS.)