โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

CGSI ชี้ยอดขายสาขาเดิม “กลุ่มค้าปลีก” ไตรมาส 2 เสี่ยงติดลบ เซ่นแรงกดดันรอบด้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 09.10 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า ในไตรมาส 2/2568 กลุ่มค้าปลีกของไทยกลับมาอยู่ภายใต้แรงกดดันอีกครั้ง โดยประเมินว่าบริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่ที่อยู่ในการศึกษาของฝ่ายวิเคราะห์ น่าจะมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) ติดลบเกือบทั้งหมด จากภาวะการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

สาเหตุสำคัญเกิดจากปัจจัยลบทางมหภาค ได้แก่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ปีที่แล้วยังเป็นช่วงฐานสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มและเครื่องปรับอากาศ ทำให้ฐานเปรียบเทียบในปีนี้สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและ home improvement

บริษัทที่อยู่ในการศึกษาของ CGSI ประกอบด้วย BJC, CPALL, CPAXT, CRC, DOHOME, GLOBAL, HMPRO และ MOSHI โดยแม้กลุ่มค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีความยืดหยุ่นมากกว่ากลุ่มอื่น แต่ยังคาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ 7-Eleven, BigC และ Lotus’s ประเทศไทย ซึ่งน่าจะมี SSSG ติดลบเล็กน้อยจากยอดขายเครื่องดื่มและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

ทั้งนี้ CPAXT ถูกมองว่าเป็นผู้ค้าปลีกรายเดียวที่อาจ outperform เนื่องจาก Makro มียอดขายออนไลน์ที่เติบโต ขณะที่ Lotus’s ประเทศมาเลเซียได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ในส่วนของผู้ค้าปลีกสินค้า home improvement เช่น DOHOME, GLOBAL และ HMPRO คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในไตรมาสนี้ โดยทั้งหมดน่าจะเผชิญ SSSG ติดลบ และแรงกดดันดังกล่าวอาจยืดเยื้อไปถึงครึ่งหลังของปี 2568 จากแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยที่ลดลงและเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวด

สำหรับกลุ่มแฟชั่น CGSI ประเมินว่า CRC จะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะชาวจีน และการชะลอการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยในไทยและอิตาลี ตรงข้ามกับ MOSHI ที่คาดว่าจะโดดเด่นในไตรมาสนี้ ด้วยอัตรา SSSG เติบโตถึง 15% หรือ 5-6% หากตัดผลจากฐานต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์ตั้งราคาที่เข้าถึงได้ การพัฒนานวัตกรรมสินค้า และการจัดร้าน (Visual Merchandising) ที่มีประสิทธิภาพ

CGSI แนะนำ “คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral)” กลุ่มค้าปลีก สะท้อนมุมมองว่าตลาดได้ตอบรับแนวโน้มการบริโภคที่อ่อนตัวแล้ว โดยราคาหุ้นค้าปลีกในปี 2568 ซื้อขายที่ระดับ P/E เฉลี่ย 14.6 เท่า หรือ -1.7 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย 3 ปี

อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า BJC และ CPALL ยังคงเป็นหุ้นปลอดภัยจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน ส่วน MOSHI แม้จะไม่ใช่หุ้น Defensive แต่มีศักยภาพในการเติบโตสูง จากแรงหนุนด้าน SSSG ที่แข็งแกร่ง อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น และแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กลุ่มค้าปลีกยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านบวก (upside risk) หากการบริโภคภายในประเทศฟื้นเร็วกว่าคาด และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านลบ (downside risk) ได้แก่ ความต้องการของผู้บริโภคที่ซบเซายาวนาน และภาระต้นทุนจากค่าแรงที่สูงขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...