อนุสรณ์ แนะปฏิรูป บทบาทแบงก์ชาติ พร้อมจัดระบบทุนสำรอง ระหว่างปท.ใหม่ รับมือดอลลาร์เสื่อมค่า
อนุสรณ์ แนะปฏิรูป บทบาทแบงก์ชาติ ชี้ควรจัดระบบทุนสำรอง ระหว่างปท.ใหม่ รับมือดอลลาร์เสื่อมค่า
วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568 รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเสนอว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรศึกษาความเป็นไปได้ของการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ให้สอดคล้องกับพลวัตทางเศรษฐกิจภายในและรับมือความท้าทายความผันผวนของตลาดการเงินโลกและการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของระบบการเงินโลกในอนาคต
การปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินบาทให้เหมาะสม พร้อมเพิ่มปริมาณเงินจะมีส่วนช่วยให้ จีดีพี เติบโตเต็มศักยภาพ ซึ่งอาจทำให้อัตราการขยายทางเศรษฐกิจของไทยกลับมาโตได้ 4-5% โดยยังสามารถควบคุมให้อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมาย
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า มีความจำเป็นในการต้องปรับเปลี่ยนบทบาทแบงก์ชาติและระบบการเงินแบบรวมศูนย์มาเป็นการเงินดิจิทัลกระจายศูนย์มากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเงินได้สร้างความไว้วางใจต่อระบบการเงินแบบกระจายศูนย์มากขึ้น เป็นการท้าทายระบบ Fiat Money ที่มีธนาคารกลางเป็นศูนย์กลาง
ขณะเดียวกัน บรรดา Digital Currency มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของราคาและนโยบายการเงิน หาก Digital Currency มีผลกระทบต่องบดุลของธนาคารกลางในด้านภาระหนี้สิน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุม ปริมาณเงิน ผ่าน Open Market Operation มีผลต่อความเร็วของเงิน (Velocity of Money) หรือมีผลต่อดัชนีราคา
เมื่อ Digital Currency และ Cryptocurrency มีการใช้แพร่หลายมากขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญ ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายทางการเงิน ผู้กำหนดนโยบายการเงินต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบรัดกุมว่า จะออกแบบกฎหมายเพื่อกำกับดูแล Digital Currency และ Cryptocurrency อย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน และ ประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางในการควบคุมปริมาณเงินและสภาพคล่อง รวมทั้งระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ
ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ด้วยเทคโนโลยี Blockchain จะทำให้บทบาทของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนไปจากเดิม ธุรกิจตัวกลางทางการเงินแบบธนาคารพาณิชย์จะลดบทบาทลง บทบาทการเงินแบบเครือข่ายกระจายศูนย์ลักษณะ Peer to Peer จะเพิ่มขึ้น
ธนาคารกลางสามารถใช้เทคโนโลยี Distributed Ledger Technology มาสนับสนุนให้ระบบการเงินดิจิทัลมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น ขณะนี้การชำระเงินระหว่างธนาคารด้วยกันหรือกับแบงก์ชาติก็ใช้เทคโนโลยี DLT และ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) แต่การทำธุรกรรมยังจำกัดเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ขอเสนอให้ แบงก์ชาติศึกษาความเป็นไปได้ของการออก เงินดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ให้กับประชาชนโดยทั่วไป
โดยให้ CBDC สามารถใช้จ่ายได้สะดวกเหมือนเงินสด เพียงแต่การถือ CBDC ดีกว่าการถือเงินสดโดยที่ผู้ถือสามารถรับดอกเบี้ยได้ด้วย การออก CBDC สำหรับประชาชนรายย่อยจะเพิ่มอำนาจให้ธนาคารกลางในการกำกับปริมาณเงินได้มากขึ้น
ระบบการเงินที่อาศัย Fiat Money และ อาศัย Fractional Reserve Banking ที่ต้องมีการประกันเงินฝาก แบงก์ชาติต้องค้ำประกันไม่ให้ระบบธนาคารล้ม เป็น Lender of the Last Resort จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามพลวัตของเทคโนโลยีทางการเงิน และ การออกแบบระบบการเงินใหม่ ทำให้ต้นทุนของการค้ำประกันระบบลดลง องค์กรที่ให้บริการทางการเงินอาจไม่ใช่มีเฉพาะสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอีกต่อไป
การที่ “แบงก์ชาติ” มีบทบาทเข้ามากำกับธุรกิจเช่าซื้อและลิซซิ่งที่เป็นกลุ่ม Non-Bank จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อสามารถดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเสนอให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรแบงก์ชาติ แยกภารกิจกำกับดูแลสถาบันการเงิน และ ภารกิจดำเนินนโยบายการเงินให้ชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนจากการกำกับ “องค์กรสถาบันการเงิน” มากำกับ “กิจกรรมบริการทางการเงิน” มากขึ้น เพราะจะมีองค์กรจำนวนมากที่ไม่ใช่สถาบันการเงินแต่ให้บริการทางการเงินลักษณะใดลักษณะหนึ่ง รวมทั้งฟินเทคทั้งหลายด้วย
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรศึกษาเพื่อจัดระบบทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่ในการรับมือต่อความผันผวนรุนแรงของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก การเสื่อมค่าลงของดอลลาร์และการด้อยค่าลงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า จากการสำรวจ พบว่า หนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนโดยรวมอยู่ที่มากกว่า 600,000 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นสินเชื่อในระบบประมาณ 70% นอกระบบ 30% การกู้ยืมเงินส่วนใหญ่อันดับแรกนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (เพื่ออุปโภคบริโภค) มาตรการทางการเงินของแบงก์ชาติต้องทำให้เกิดกระบวนการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพี (Debt Deleveraging) เป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยลดความเปราะบางทางการเงินให้แก่ภาคครัวเรือนท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจภายนอกและภายในประเทศ
การลงทุนสร้างงาน สร้างรายได้จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ยั่งยืนกว่า การกระตุ้นการบริโภคหรือการพักหนี้ ใน กระบวนการ Debt Deleveraging มาตรการต้องมุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเปราะบาง กลุ่มครัวเรือนเปราะบาง ต้องออกแบบมาตรการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ลูกหนี้ที่มีลักษณะปัญหาต่างๆกัน
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวช่วงท้ายว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาอนุมัติงบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2569 หากมีความล่าช้าเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับงบประมาณปี 2567 จนการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐขยายตัวติดลบติดต่อกันสองไตรมาสช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567
ย่อมส่งผลซ้ำเติมต่อภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเจอแรงกดดันจากปัจจัยต่างๆมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามอิสราเอลและอิหร่านย่อมนำไปสู่การขยายวงของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาพลังงาน เศรษฐกิจโลก ที่อาจทำให้สถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงไปอีก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนุสรณ์ แนะปฏิรูป บทบาทแบงก์ชาติ พร้อมจัดระบบทุนสำรอง ระหว่างปท.ใหม่ รับมือดอลลาร์เสื่อมค่า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th