โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ลุ้น! มติ “แพทยสภา” ยืนยันผลลงโทษแพทย์ปม “ชั้น 14” หลัง “สมศักดิ์” ใช้สิทธิ์วีโต้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 03.35 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 มิ.ย.68) เวลา 10:00 น. คณะกรรมการบริหารแพทยสภา จัดประชุมโดยมีวาระสำคัญที่ถูกจับตามอง เพื่อพิจารณามติลงโทษแพทย์ 3 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการดูแลรักษา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

แพทย์ทั้ง 3 รายมาจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ โดยมติเดิมของแพทยสภาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ให้ตักเตือนแพทย์ 1 ราย และพักใบอนุญาต 2 ราย ในข้อหาประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ขณะที่เวลา 12:00-12:15 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม จะเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม โดยใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต้) มติเดิม พร้อมให้เหตุผลว่า มติดังกล่าวมีลักษณะลงโทษรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะกับแพทย์ที่ร้องเรียน พร้อมย้ำว่าได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว

หลังจากการชี้แจง คณะกรรมการแพทยสภาจะขอให้นายสมศักดิ์ออกจากที่ประชุม เพื่อเปิดให้สมาชิก 69 คนจากทั้งหมด 70 คน ซึ่งมีสิทธิออกเสียง ดำเนินการลงมติใหม่ โดยหากต้องการให้มติเดิมยังมีผล จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 หรือ 46 เสียงขึ้นไป แม้จะขัดแย้งกับความเห็นของรัฐมนตรีก็ตาม

ทั้งนี้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา คนที่หนึ่ง มีกำหนดแถลงผลการประชุมในเวลา 15:00 น. ที่สำนักงานแพทยสภา

หากที่ประชุมแพทยสภามีมติยืนยันบทลงโทษแพทย์ทั้ง 3 รายตามมติเดิม ก็อาจตีความได้ว่า แพทยสภาเห็นว่าการวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยในครั้งนี้ “ไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพ” และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นในการรักษาตัวของนายทักษิณอย่างต่อเนื่อง

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมแพทยสภาในวันนี้ (12 มิ.ย.) ว่า การประชุมมีวาระสำคัญเพื่อพิจารณาความเห็นของตนที่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายยับยั้ง (วีโต้) มติลงโทษแพทย์ทั้ง 3 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการดูแลรักษานายทักษิณ ชินวัตร โดยแพทยสภาจะลงมติว่าจะยืนยันมติเดิมหรือไม่

นายสมศักดิ์ ระบุว่า ตนใช้อำนาจตาม มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ซึ่งให้อำนาจสภานายกพิเศษเข้าร่วมประชุม ชี้แจงแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการแพทยสภา หรือส่งหนังสือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ และขอย้อนความว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย

โดยมติดังกล่าวต้องเสนอให้สภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบตาม มาตรา 25 ภายใน 15 วัน หลังได้รับเรื่องจากแพทยสภา ซึ่งนายสมศักดิ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาช่วยพิจารณา เพราะมีเวลาดำเนินการจำกัด และตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่ต้องการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รมว.สาธารณสุข ยังกล่าวด้วยว่า ระหว่างการพิจารณา ตนได้ขอเอกสารเพิ่มเติมจากแพทยสภาอีก 3 ครั้ง ซึ่งได้รับบางส่วน แต่ไม่ได้รับเอกสารสำคัญ เช่น รายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม จึงจำเป็นต้องพิจารณาตามเอกสารที่มี ก่อนใช้สิทธิวีโต้ตามมาตรา 25 พร้อมชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงเห็นว่าแพทย์ทั้ง 3 รายไม่ควรถูกลงโทษตามมติดังกล่าว

“วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่กรรมการแพทยสภาจะได้รับฟังเหตุผลและทำความเข้าใจในรายละเอียด ที่ผมใช้อำนาจ ยับยั้งมติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญก่อนที่จะพิจารณาลงมติวันนี้ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ตนเดินทางมาร่วมประชุม เพื่อชี้แจงด้วยตัวเอง” นายสมศักดิ์ กล่าว

เขายังเปิดเผยอีกว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ตนถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งถูกข่มขู่ให้ถอดถอนจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งแทรกแซงมติแพทยสภา แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ ยังมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มมากดดันถึงกระทรวงฯ พร้อมให้กำลังใจแพทยสภาและเรียกร้องให้ลงโทษแพทย์ตามมติเดิม

“ขอยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำผมยืดหลักกฎหมาย แต่การกล่าวหานั่นต่างหากคือการบิดเบือนให้สังคมเข้าใจผิดในตัวผมเป้าหมายการทำหน้าที่ของผม ไม่ใช่เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อเป็นการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ที่ถูกลงโทษ และคงไว้ซึ่งมาตรฐานการลงโทษที่เหมาะสมและควรจะเป็นเท่านั้น” นายสมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากนิด้าโพล ที่สะท้อนระดับความเชื่อมั่นต่อแพทยสภา โดยพบว่า 38.40% ระบุว่า “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” และ 15.95% ระบุว่า “ไม่เชื่อมั่นเลย” รวมแล้วกว่า 54% ที่ไม่ไว้วางใจ ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่องค์กรควรตระหนัก และยึดหลักความเป็นธรรมในการตัดสินใจ เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนจากประชาชนให้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...