โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค-เอกชนไทยขาลง เหตุกังวลภาษีทรัมป์ 2.0-เศรษฐกิจฟื้นช้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 08.31 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 07.07 น.

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.วิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 54.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 27 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 48 ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ชี้ประชาชนและเอกชนยังกังวลเรื่องภาษีทรัมป์ 2.0 การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า และมีโอกาสทำให้เข้าสู่ภาวะถดถอยได้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนพฤษภาคม 2568 ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำสุดในรอบ 2 ปี และเป็นการปรับตัวลดลงในทุกรายการ สะท้อนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เป็นขาลงแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่มีทิศทางที่สดใส และมีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ง่ายขึ้น

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงทุกรายการ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เพราะผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นในอนาคตลดลง หากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจไม่สามารถจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็จะมีผลต่อการเติบโตและการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทั้งนี้หอการค้าไทยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.5-2%”

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยเฉพาะใกล้จะครบกำหนด 90 วันในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 นี้ โดยในหลายประเทศยังอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งยังไม่มีประเทศไหนที่เจรจาสำเร็จ โดยหอการค้าไทยได้มีการประเมินเบื้องต้นความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทย มูลค่าที่จะทำให้เม็ดเงินหายไปนั้นอยู่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยอมรับว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมไปถึงภาคเอกชน เพราะอาจจะกระทบทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโอกาสต่ำกว่า 1% ได้

ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการคือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงบฯ 1.57 แสนล้านบาท จะต้องมีการออกมาตรการมาให้ได้โดยเร็ว รวมไปถึงมาตรการทางการเงินให้มีการผ่อนปรนมากขึ้น มีการลดดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว

โดยตั้งเป้าหมายให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ 35 ล้านคน พร้อมทั้งเร่งให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดำเนินการมาตรฐานกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยหากสามารถดำเนินการได้ก็จะเชื่อว่ายังสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ในกรอบได้

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 27 เดือน

นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนพฤษภาคม 2568 ปรับตัวลดลงจากระดับ 55.4 เป็น 54.2 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 27 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 เป็นต้นมา

การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 39.8 เป็น 38.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 62.9 มาอยู่ที่ระดับ 61.7 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นลดลงได้ในอนาคต หากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจไม่สามารถจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 48.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 51.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 62.7 ซึ่งดัชนีทุกตัวปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เช่นกัน

ทำให้ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ และค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าจากนโยบาย Trump 2.0 และรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย จากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 0.5% แต่ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า และการเข้าถึงสินเชื่อเป็นได้ด้วยความยากลำบาก

เอกชนเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) เดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศจำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 พบว่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 48.0 ลดลงจากระดับ 48.3 ในเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ทั้งนี้ เป็นเพราะภาคเอกชนยังมีความกังวลจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

โดยปัจจัยกระทบลบที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้านั้น ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ เสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ยังคงเผชิญความเสี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าของชีพ

รวมถึงผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่าย ส่งผลกระทบต่อยอดขายของธุรกิจที่อาจจะไม่เติบโต มีผลต่อรายได้ในปัจจุบัน และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น

ส่วนปัจจัยบวกที่มีผลกระทบ เช่น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น การส่งออกเดือนเมษายน 2568 ขยายตัว ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับลดลง การเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ ราคาพืชผลทางการเกษตรมีการปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ทางภาคเอกชนมีข้อเสนอถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อภาครัฐ คือต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น การออกมาตรการเงินที่ช่วยเหลือสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ช่วยดูแลมาตรฐานการให้สินเชื่อ ลดความเสี่ยงหนี้สิน การบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับภาคการเกษตร อุปโภค บริโภค

รวมถึงภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองหลัก เมืองรอง มาตรการส่งเสริมช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการดูแลภาษี และค่าใช้จ่าย โดย ต้องการให้ภาครัฐลดภาระภาษีและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจมีต้นทุนสามารถแข่งขันได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค-เอกชนไทยขาลง เหตุกังวลภาษีทรัมป์ 2.0-เศรษฐกิจฟื้นช้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...