One Evening After the War ตามติดชีวิตทหารกัมพูชาไร้บ้าน l หนังเล่าโลก
One Evening After The War เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 90 ว่าด้วยชีวิตของสะวันนา อดีตทหารหนุ่มที่กลับมาพนมเปญ หลังจากไปรบกับเขมรแดงอยู่หลายปีจนได้รับชัยชนะ เมื่อกลับมา เขาพบว่าแทบจะไม่มีอะไรเหลือให้เขาอีก บ้านก็ไม่มี เงินก็ไม่มี งานก็ไม่มี มีเพียงคุณลุง ญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวที่ยังพอช่วยเหลือเขาได้ ต่อมาสะวันนาตกหลุมรักกับสเรยเปือว สาวบาร์ที่ต้องขายบริการเพื่อชดใช้หนี้และหาเงินมาจุนเจือครอบครัว สเรยเปือวเองก็เห็นใจชะตากรรมของสะวันนา เพราะตนเองก็สูญเสียพี่ชายไปในสงครามเหมือนกัน
ชีวิตรักของสะวันนากับสเรยเปือวเหมือนจะไปได้ดี แต่จู่ๆ พวกเขาก็ถูกไล่ออกจากห้องเช่าจนต้องระเห็จไปอยู่ริมทางรถไฟ หนำซ้ำยังต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างหนัก สเรยเปือวยังคงทำงานบาร์เพื่อหาเลี้ยงทั้งคู่ แต่กลับถูกคนรักสกัดดาวรุ่ง ยื่นคำขาดไม่ให้ไปทำงานเป็นสาวบริการอีก สะวันนานั้นแม้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะหางานสุจริตมาเลี้ยงดู แต่สุดท้ายก็หางานทำเป็นหลักเป็นแหล่งไม่ได้ ต้องไปรับจ้างชกมวย เข้าสู่วังวนการทุจริตจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมในตอนท้ายของภาพยนตร์
หนังเล่าโลกไม่เคยรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งมิตรสหายชาวกัมพูชาแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เมื่อดูจบแล้ว บอกได้คำเดียวว่า “ซึม” ไปหลายวัน
ซึมที่หนึ่ง คือ ซึมเศร้ากับชะตากรรมของแม่สาวสเรยเปือว ที่ต้องทนรับผลจากการกระทำที่ตนเองไม่ได้ก่อ แต่เป็นผลมาจากการกระทำของชายคนรัก ในฐานะที่หนังเล่าโลกเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็เลยเห็นใจสเรยเปือวได้ไม่ยาก มิตรสหายชาวกัมพูชาพูดเสมอว่า สังคมกัมพูชาเป็นสังคมที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม ผู้หญิงจำนวนมากจึงติดอยู่ในกรอบของสังคม ที่ต้องแบกรับหน้าที่ดูแลครอบครัว จนต้องทำงานขายบริการที่สังคมไม่ยอมรับ และยังต้องประพฤติตนเป็น “ภรรยา” ที่ดี อยู่ภายใต้การดูแลของสามี ซึ่งถ้าจะมองในบริบทในปัจจุบัน สเรยเปือวไม่จำเป็นต้องตกระกำลำบากแบบนี้เลย
ซึมที่สอง คือ ชีวิตรันทดของพ่อหนุ่มสะวันนา ที่โตมาในยุคสงครามกลางเมืองและยังต้องเผชิญกับความลำบากแม้สงครามจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม หลังจากได้รับชัยชนะ สะวันนาและสหายร่วมรบหวังว่าจะได้ชีวิต “ธรรมดา” ที่สงบสุขกลับมา แต่ท้ายสุดแล้วเขาไม่เคยได้สัมผัสมัน สิ่งเดียวที่เขาได้รับตลอดชีวิตคือ “ผลกระทบจากสงคราม”
ซึมที่สาม คือ แม้จะผ่านมากี่สิบปี แต่ไฟสงครามก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ แค่เปลี่ยนจากศัตรูกลุ่มหนึ่งไปเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือสามัญชนตาดำๆ เหมือนเดิม
แม้ไฟสงครามในภาพยนตร์เรื่อง One Evening After the War จะเป็นคนละไฟสงครามกับ “ไทย-กัมพูชา” ในวันนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นฮีโร่แห่งชาติของฮุนเซนในวันนั้น ยังคงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในกัมพูชาจนถึงปัจจุบัน เป็นการปลุกผีชาตินิยมที่คนทั้งสองชาติต้องมารับผลกรรมที่ตนเองไม่ได้ก่อ
ระหว่างที่ติดตามสถานการณ์ “ไทย-กัมพูชา” อย่างจดจ่อ หนังเล่าโลกหวังว่าจะไม่ต้องมี “ซึมที่สี่” นั่นคือ ซึมซับความเกลียดชังเพื่อนบ้านสุดโต่ง ประหนึ่งว่าเราไม่ได้เรียนรู้ความสูญเสียจากสงครามในภูมิภาคเลย