“อัสสเดช” เร่งฟื้นตลาดทุน! ชูโครงการ Jump+ หนุน “บจ.” ผลักดัน TISA เสริมนักลงทุน
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 04.06 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 03.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยบนเวทีเสวนาในงาน Thailand’s Capital Market Forum 2025 หัวข้อ "กี่โมง…หุ้นขึ้น" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ เมื่อวันที่ (17 พ.ค.68) ว่าเรื่องความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกนับภาวะปกติของตลาดการเงินในระดับสากล อย่างไรก็ตาม กลไกของตลาดหลักทรัพย์ไทยเอง ก็มีความยืดหยุ่นและมีการเตรียมความพร้อมไว้ในระดับหนึ่ง
โดยขอยกตัวอย่างเหตุการณ์บังคับใช้ภาษีการค้าสหรัฐฯ วันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งวันนั้นตลาดหุ้นไทยปิดทำการพอดี ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ทำให้นักลงทุนมีเวลาติดตามและเห็นภาพรวมของความผันผวนในตลาดโลกได้ชัดเจนขึ้น จึงมีมาตรการออกมาเพื่อรับมือปัญหาได้
ส่วนเรื่องการส่งเสริมตลาดทุน ถ้าถามว่า ณ วันนี้ภาครัฐได้เข้ามาช่วยเหลือภาคตลาดทุนค่อนข้างมาก ย้อนกลับไปตั้งแต่ปีที่แล้วมีการจัดตั้ง “กองทุนรวมวายุภักษ์” นอกจากนี้ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมายังมีโครงการ Thai ESGX ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 3 แสนบาท
อีกทั้ง ฝั่งตลาดตราสารหนี้ไทยเอง เงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นศักยภาพ เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยจากมุมมองนักลงทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็มีนโยบายที่เข้ามาเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บรรดานักลงทุน ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องของความเชื่อมั่นในตลาดทุนต้องย้อนกลับไปที่พื้นฐานเป็นหลัก อาทิ เศรษฐกิจ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หากพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนตลาดทุนก็จะดีตามไปด้วย
สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตลาดทุนอื่นๆ คือการพัฒนาโครงการที่มุ่งเน้นให้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) คือ มีแผนการเติบโตอย่างเป็นระบบ โดยทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดตัวโครงการ Jump+ มีความตั้งใจผลักดันให้วางแผนการเติบโตอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
โดย Jump+ ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และสมาคมนักวิเคราะห์ที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยสื่อสารแผนงานของแต่ละบริษัทให้ชัดเจนขึ้น
“กลับมาที่ประเด็นเรื่องพื้นฐานอีกครั้งนะครับ ถ้าเศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ดี และธุรกิจต่างๆ มีการขยายตัว ก็จะเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุน ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงนักลงทุนต่างชาติด้วย”นายอัสสเดช กล่าว
นอกจากนี้ ทางนายกรัฐมนตรีเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน และได้หารือร่วมกับ ตลท. รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าจะสามารถสนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มากขึ้นอย่างไร
ทั้งนี้ เกณฑ์ปัจจุบันการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำเป็นต้องมีผลประกอบการและมีประวัติการดำเนินงาน (track record) ที่ดี กรณีของบริษัทต่างชาติหลายแห่งที่เข้ามาลงทุนผ่าน BOI หากบริษัทแม่ในต่างประเทศมีความแข็งแกร่ง มีดำเนินงานชัดเจน ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มธุรกิจ Data Center ที่กำลังลงทุนในไทย หรือ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน หากบริษัทเหล่านี้ตัดสินใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ทางเราก็ควรพิจารณาแนวทางที่จะเปิดโอกาสให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้
สุดท้ายนี้นายอัสสเดช กล่าวถึงแนวคิดของนโยบาย“TISA” หรือ Thailand Individual Saving Account ที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยว่า จริงๆ แล้วแนวคิดของ TISA เราได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น ขณะนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังร่วมกันศึกษาความเหมาะสมของการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ โดยก่อนหน้านี้กองทุน CMDF ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาเบื้องต้น
TISA คือ การสร้างระบบการออมการลงทุนที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว ไม่เหมือนกับ LTF ที่เมื่อครบกำหนด 5-7 ปี แล้วมีแรงจูงใจให้ขายทิ้งเพื่อรับเงินคืน ต่างจาก TISA จะเน้นสร้างแรงจูงใจลงทุนแบบต่อเนื่อง ขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงต้นของการออกแบบรายละเอียด และคงต้องทำงานร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อจัดทำข้อเสนอเสนอต่อกระทรวงการคลังและรัฐบาลต่อไป