โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การอัดเสียงที่สั่นเก้าอี้ บิล คลินตัน - เทปลับที่สะเทือนการเมืองสหรัฐฯ

SpringNews

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 05.54 น.

“เทปเสียงมรณะ” สั่นเก้าอี้ "บิล คลินตัน" บันทึกเสียงที่เปลี่ยนโฉมการเมืองสหรัฐฯ

“I did not have sexual relations with that woman, Miss Lewinsky.”
— ประโยคที่ครั้งหนึ่งคิดว่าจะฝังเรื่องให้จบ แต่กลับกลายเป็นคำพูดที่เปลี่ยนชะตาผู้นำโลกเสรี อย่างบิล คลินตัน

จุดเริ่มต้น: บันทึกเสียงของเพื่อน…ไม่ใช่ศัตรู

ในปี 1997 โมนิกา เลวินสกี้ เด็กฝึกงานวัย 22 ปีในทำเนียบขาว เริ่มบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเธอกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน ให้เพื่อนร่วมงานนามว่า “ลินดา ทริปป์” ฟัง — โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ทริปป์ไม่ได้เป็นแค่ผู้รับฟัง แต่เป็นคนอัดเสียงทุกคำพูด

ลินดา ทริปป์ใช้เครื่องบันทึกเทปเก่า ๆ แอบเก็บบทสนทนาเหล่านั้นนานนับเดือน ก่อนส่งต่อให้ทีมอัยการอิสระที่นำโดย เคน สตาร์ (Ken Starr) ซึ่งกำลังสืบสวนคดีอื่นของคลินตันอยู่ก่อนแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยน จากคดีเล็ก กลายเป็นระเบิดการเมืองระดับชาติ

การอัดเสียงที่สั่นเก้าอี้ บิล คลินตัน - เทปลับที่สะเทือนการเมืองสหรัฐฯ Credit ภาพ AFP

เสียงที่ระเบิดทำเนียบขาว

ในต้นปี 1998 สื่ออเมริกันเริ่มตีข่าวเรื่องความสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างบิล คลินตันและโมนิกา เลวินสกี้ จากคำให้การของทริปป์และเทปเสียงจำนวนกว่า 20 ชั่วโมงที่บรรจุรายละเอียดลึกซึ้งของความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยมี “เสื้อสีน้ำเงิน” ที่เปื้อนคราบอสุจิ — เป็นหลักฐานทางชีวภาพที่ FBI ยืนยันได้ว่าตรงกับ DNA ของคลินตัน

เมื่อบิล คลินตันถูกถามโดยนักข่าวในวันที่ 26 มกราคม 1998 เขาตอบอย่างหนักแน่นว่า: “I did not have sexual relations with that woman, Miss Lewinsky.”

คำพูดที่ฟังดูเด็ดขาดในวันนั้น ว่าไม่เคยมีสัมพันธ์กัน แต่กลับกลายเป็น คำโกหกที่บันทึกไว้ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ และจะย้อนกลับมาหลอกหลอนเขาไม่กี่เดือนถัดมา

การอัดเสียงที่สั่นเก้าอี้ บิล คลินตัน - เทปลับที่สะเทือนการเมืองสหรัฐฯ Credit ภาพ AFP

จากคำโกหก…สู่กระบวนการถอดถอน

ส.ค. 1998 บิล คลินตันยอมรับในคำให้การต่อศาลว่า เขามี “ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม” กับโมนิกา เลวินสกี้จริง พร้อมกล่าวขอโทษต่อประชาชนในโทรทัศน์ระดับชาติ
สิ่งนี้นำไปสู่การฟ้องถอดถอน (impeachment) โดยสภาผู้แทนราษฎร ด้วยข้อหา ให้การเท็จ (perjury) และ ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม (obstruction of justice)
.
แม้สุดท้ายวุฒิสภาจะลงมติไม่ถึง 2 ใน 3 เพื่อถอดถอนคลินตันออกจากตำแหน่ง (เขารอดอย่างฉิวเฉียด) แต่ นี่คือครั้งที่สองในประวัติศาสตร์อเมริกา ที่ประธานาธิบดีถูกฟ้องถอดถอนอย่างเป็นทางการ
เพราะ ในช่วงเวลานั้น ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปี ที่มีปธน.สหรัฐถูกถอดถอดอำนาจ (แม้สุดท้ายจะรอดจากการ impeachment ก็ตาม )

เมื่อพลังของ “เสียง” สะเทือนเก้าอี้สูงสุด

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเซ็กซ์ แต่คือ การเมือง, ศีลธรรม, การใช้ตำแหน่ง, และการโกหกต่อหน้าประชาชน
มันชี้ให้เห็นว่า แม้เป็นผู้นำสูงสุดของโลกเสรี แต่เมื่อหลักฐานมัดแน่น—โดยเฉพาะหลักฐานที่ “มาจากคำพูดของคุณเอง” ความจริงก็จะพังทุกอย่าง

และในยุคที่เทคโนโลยีเริ่มบันทึกทุกอย่างได้ง่ายขึ้น เสียงที่คุณคิดว่า "เป็นความลับ" อาจย้อนกลับมาเป็นมีดที่เฉือนตัวคุณเอง

บทเรียนทางการเมืองและวัฒนธรรม
เทคโนโลยี = อำนาจใหม่
เทปเสียงของลินดา ทริปป์คือ “เครื่องมือทางการเมือง” ที่พลิกกระดานได้โดยไม่ต้องใช้กองทัพหรือเงินทุน

ขณะที่ โมนิกา เลวินสกี้ถูกสังคมรุมประณาม ถูกล้อเลียนอย่างหยาบคายหลายปี เธอไม่ได้ใช้เทปเสียงเหล่านั้น แต่กลับตกเป็นจำเลยทางวัฒนธรรมแทนผู้มีอำนาจ

บทสรุปจากเทปมรณะ

เรื่องนี้คือเครื่องเตือนใจชั้นเยี่ยมว่า “เสียงของมนุษย์” อาจทรงพลังกว่ากฎหมาย หากถูกใช้ในเวลาที่ถูกต้อง — และในโลกที่การบันทึกเป็นเรื่องง่าย ทุกคำพูดอาจย้อนกลับมาเปลี่ยนประวัติศาสตร์

ไม่มีอะไรส่วนตัวในโลกการเมือง - โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างถูกบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว

ที่มา nyposttimehistoryeconomictimes

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...