โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เทคนิค “กินยา” ให้ถูกเวลา ส่งเสริมการรักษา หายไวขึ้น!

PPTV HD 36

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 22.00 น.
หลักการใช้ยา 5 ถูก เน้น

กินยานับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องกินให้ถูกต้อง โดยกระทรวงสาธารณสุข เผย หลักการใช้ยา 5 ถูก ถูกโรค ถูกคน ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกวิธี ข้อที่เกิดความสับสนกับผู้ใช้ยามากที่สุด คือ ถูกเวลา เนื่องจากไม่ทราบว่ากินยาเวลาใดจึงเหมาะสมและถูกต้อง ซึ่งถ้ากินยาไม่ถูกเวลาก็จะส่งผลต่อการรักษาได้

  • ยาก่อนอาการ ควรกินก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที ถึง 1ชั่วโมง เนื่องจากยาเหล่านี้จะดูดซึมได้ดีตอนท้องว่าง หรือ อาหารมีผลรบกวนการดูดซึม จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษา เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิดควรกินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง

"ผู้สูงอายุ" กินยาเท่าที่จำเป็น-ตามแพทย์สั่ง ปลอดภัยไม่เป็นพิษร่างกาย

รู้จัก ยา 3 ชนิด ที่มักถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง จนถูกเรียก"ยาเสียสาว"

นอกจากนี้ยังมียาบางชนิด เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด (ชนิดกินก่อนอาหาร) ยาแก้อาเจียน มีความจำเป็นต้องให้กินยาก่อนอาหารประมาณ 30 นาที เนื่องจากเหล่านี้ใช้เวลาออกฤทธิ์ประมาณ 30 นาที

  • ยาหลังอาหาร การกินยาหลังอาหารมี 2 กรณี

  • กรณีที่ 1 อาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมของยาสามารถกินยาหลังอาหารทันที หรือหลังอาหารประมาณ 15 นาทีก็ได้

    • กรณีที่ 2 ยาที่ระคายเคืองทางเดินอาหารอาจจะทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหารได้ เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด จึงต้องกินหลังอาหารทันที เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร
  • ยาก่อนนอน การกินยาก่อนนอนมี 2 กรณี

  • กรณีที่ 1 กลุ่มยานอนหลับ ควรกินก่อนที่จะนอนประมาณ 15 – 30 นาที เพื่อให้ยา ออกฤทธิ์ในการนอนหลับได้พอดีกับการนอน

    • กรณีที่ 2 ยาที่ไม่ใช่กลุ่มยานอนหลับ ควรเว้นระยะห่างจากยาหลังอาหารมื้อเย็นประมาณ 4 ชั่วโมง(เนื่องจากมีบางท่านนอนดึกมาก หรือทำงานในช่วงกลางคืนจนไม่ได้นอน จึงไม่แน่ใจว่าจะกินยาตอนไหนดี)
  • กินยาเมื่อมีอาการ ควรกินเมื่อมีอาการ ถ้าไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นต้องกินยา ตัวอย่างยา ในกลุ่มนี้ เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดลดไข้ ยาลดน้ำมูกเป็นต้น

อย่างไรก็ตามก่อนใช้ยาหรือกินยาแต่ละครั้ง ควรอ่านฉลากให้ละเอียดและปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้การกินยา ปรับยา ทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอันตราย

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...