โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โรคนี้มีอยู่จริง! แพทย์ชี้ ‘โรคแพ้น้ำอสุจิ’ มักโดนวินิจฉัยผิดพลาด

เดลินิวส์

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 20.00 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 15.00 น. • เดลินิวส์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผย อาการแพ้น้ำอสุจิเป็นเรื่องจริงและมักได้รับการวินิจฉัยผิด ซึ่งกลายเป็นปัญหาได้ ทำให้ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมานและเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมทางเพศ

ข้อมูลของคลินิกคลีฟแลนด์แห่งสหรัฐระบุว่า อาการแพ้น้ำอสุจิ (Semen allergy) หรือที่เรียกว่า ภาวะภูมิตอบสนองไวเกินไปต่อพลาสมาน้ำอสุจิ (Seminal plasma hypersensitivity - SPH) เป็นปฏิกิริยาต่อโปรตีนที่พบในน้ำอสุจิของผู้ชายที่หาได้ยาก

SPH ได้รับการจัดว่าเป็น ภาวะภูมิไวเกินชนิดที่ 1 (Type 1 hypersensitivity) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่รวดเร็วและรุนแรงเกินไปต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้น้ำอสุจิกลายเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในประเภทเดียวกับถั่วลิสงและสะเก็ดรังแคสัตว์เลี้ยง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้ เมื่อสัมผัสน้ำอสุจิจะมีอาการตั้งแต่ช่องคลอดหรืออวัยวะเพศภายนอกแสบร้อน คัน แดง และบวม ไปจนถึงเกิดลมพิษ หายใจถี่ วิงเวียนศีรษะ และแม้กระทั่งเกิดอาการภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งในโคโลราโดที่เป็นโรค SPH รายงานว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางปากนำไปสู่อาการอักเสบและใบหน้าเป็นอัมพาตชั่วคราว เธอกล่าวว่าความรุนแรงของผลข้างเคียงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำอสุจิที่เธอได้รับ

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าภาวะนี้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากเกิดภาวะแพ้รุนแรง มักถูกรายงานไว้น้อยกว่าความเป็นจริง

มีการบันทึกถึงผู้ป่วยโรค SPH เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1967 เมื่อผู้ป่วยหญิงคนนี้ต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากมี “อาการแพ้อย่างรุนแรง” ต่อการมีเพศสัมพันธ์

แต่เดิมเชื่อว่ามีผู้หญิงไม่ถึง 100 คนทั่วโลกที่ป่วยเป็นโรคนี้ แต่งานวิจัยในยุคหลังบ่งชี้ว่าอัตราการเกิดภาวะนี้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก นักวิจัยอย่างไมเคิล แคร์รอลล์ ชี้ว่า มีหลายกรณีของโรค SHP ที่ไม่มีการรายงาน หรือได้รับการวินิจฉัยผิดพลาด รวมถึงถูกเหมารวมว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ หรือถูกมองว่าเป็นเพียงภาวะภูมิตอบสนองไวทั่วไป

แคร์รอลล์เขียนบทความเผยแพร่ใน The Conversation เมื่อสัปดาห์นี้โดยชี้ว่า ผลการศึกษาล่าสุดในปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำว่า โรค SPH พบได้บ่อยและมักถูกวินิจฉัยผิดมากกว่าที่เคยเชื่อกัน โดยปัจจุบันเชื่อว่าภาวะแพ้น้ำอสุจินี้ส่งผลกระทบต่อประชากรในอัตราส่วน 1 ต่อ 40,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสารก่อภูมิแพ้หลักของโรคนี้ไม่ใช่เซลล์อสุจิโดยตรง แต่เป็นโปรตีน PSA (Prostate-specific antigen) ที่อยู่ในพลาสมาน้ำอสุจิ ที่น่าสนใจคือมีการเชื่อมโยงกับการแพ้ขนสัตว์เลี้ยงด้วย โดยโปรตีน Can f 5 ที่พบในสะเก็ดรังแคสุนัขมีโครงสร้างคล้ายกับโปรตีน PSA ของมนุษย์ ทำให้ผู้หญิงที่แพ้ขนสุนัขอาจมีโอกาสแพ้น้ำอสุจิได้สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานกรณีการแพ้อาหารผ่านทางน้ำอสุจิ เช่น กรณีของลูซี แบงค์ส ดาราสาวจากเว็บไซต์โอนลีแฟนส์ที่มีอาการแพ้ถั่วลิสงจากการสัมผัสกับน้ำอสุจิของคู่นอน ซึ่งตอกย้ำถึงความซับซ้อนของปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้

แม้จะพบได้ยาก แต่ผู้ชายก็สามารถมีอาการแพ้น้ำอสุจิของตนเองได้เช่นกัน ภาวะนี้เรียกว่า กลุ่มอาการป่วยหลังการถึงจุดสุดยอด (Post-Orgasmic Illness Syndrome - POIS) ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง คล้ายเป็นไข้ อารมณ์แปรปรวน คัดจมูกและคันตา หลังการหลั่งน้ำอสุจิ อาการเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้นานหลายวัน และเชื่อว่าเกิดจากการตอบสนองของภูมิต้านทานตนเองหรือปฏิกิริยาภูมิแพ้เช่นกัน

สำหรับการตรวจหาและวินิจฉัยโรค SPH นั้น ทำได้ด้วยการทดสอบการสะกิดผิวหนัง ส่วนการรักษานั้น แม้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยง แต่สำหรับบางคู่ การแพ้ทั้งน้ำอสุจิและถุงยางอนามัยยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น

ด้านการรักษาสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ยาแก้อักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือการบำบัดเพื่อลดความไวต่อสิ่งเร้าด้วยน้ำอสุจิที่เจือจางแล้ว และในกรณีที่รุนแรง อาจต้องพึ่งพาการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) โดยใช้อสุจิที่ล้างแยกพลาสมาออกไป เพื่อลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...